คุมตัว ‘อดีตพระเณรคำ’ ส่งอัยการสอบสวน ก่อนฝากขัง

ดีเอสไอคุมตัว อดีตพระเณรคำส่ง อัยการ รัชดา เพื่อพิจารณาส่งฟ้องต่อศาล ขณะที่ ทางโฆษก อัยการสูงสุด จ่อแถลงขั้นตอนดำเนินการหลังจากนี้

วันนี้(20 ก.ค.) เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ คุมตัวนายวิรพล สุขพล หรือ อดีต พระเณรคำ ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลอาญา ไปยังสำนักงานอัยการพิเศษ เพื่อส่งให้พนักงานอัยการดำเนินการสั่งฟ้อง โดยนายวิรพล ได้ สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวทกางเกงขายาวสีขาว มีสีหน้าที่ยิ้มแย้ม ไม่แสดงความเครียดหรือกังวล ท่ามการรักษาความปลอดภัยของ เจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ หลังจากที่เมื่อคืน ทางตัวแทน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ พศ ได้ทำการสึก อดีตเณรคำ ก่อนที่จะสอบปากคำทั้งคืน ส่วนใหญ่ ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการสั่งฟ้อง แล้วจะคุมตัวไปศาลอาญา เพื่อขึ้นรถผู้ต้องขัง ไปฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ

สำหรับนายวิรพล สุขผล หรือ อดีตพระเณรคำ ถูกออกหมายจับ 2 หมาย ใน 6 ข้อหา ได้แก่ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์/ฉ้อโกงประชาชน /พ.ร.บ. ฟอกเงิน /กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี/กระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี/พรากผู้เยาว์เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี และหลบหนีออกประเทศไปเมื่อกลางปี 2556 และถูกจับได้จากดจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกา 22 กรกฎา 2559

อย่างไรก็ตาม เรือโทสมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด พร้อมด้วยนายประยุทธเพชรคุณ รองโฆษก อส.จะร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าคดี และขั้นตอนการดำเนินการ ที่สำนักงานอัยการสูงสุด

เปิดประวัติ ‘เณรคำ’ พระจอมลวงโลก

กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาอีกครั้ง สำหรับข่าวดังกระฉ่อนไปทั่วโลกกระทบวงการพระพุทธศาสนาไทย ตั้งแต่ปี 2556 คดีของ “เณรคำ” ซึ่งล่าสุดกำลังถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดีที่ไทยแล้ว เมื่อช่วงคืนทีผ่านมา  หลังศาลแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา มีคำสั่งให้ส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนข้อหาพรากผู้เยาว์ และกระทำชำเราเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี

ย้อนดูต้นกำเนิดของพระฉาว “หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก” มีนามเดิมว่า “วิรพล สุขผล” เกิดที่บ้านทรายมูล ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2522  “หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก” เป็นบุตรคนที่ 4 จากพี่น้องทั้ง 5 คน ของนายรัตน์ สุขผล และนางสุดใจ สุขผล เมื่อหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก บวชเป็นพระภิกษุแล้ว ได้รับฉายาทางพระพุทธศาสนาว่า “ฉัตติโก” หรือ “พระอาจารย์ วิรพล ฉัตติโก”

“เณรคำ” มาจากครอบครัวที่ยากจน เลิกเรียนตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากนั้นได้บวชเป็นเณรที่วัดภูเขาแก้ว อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่13 กันยายน 2537 ซึ่งขณะนั้นอายุได้ 15 ปี กระทั่งอายุ 20 ปี ได้บวชเป็นพระที่วัดดอนทาด ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2542 ต่อมาได้ไปสังกัดที่วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี หลังจากนั้นจึงย้ายไปอยู่ที่วัดป่าบ้านยางหรือวัดป่าขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ

“หลวงปู่เณรคำ” ได้ธุดงค์ไปที่บ้านโพธิ์และมีความสัมพันธ์กับเด็กสาววัย 14 ปีรายหนึ่ง ซึ่งคนในละแวกนั้นทราบเรื่องดีและคิดว่าอีกไม่นานพระคงสึกออกมาอยู่กินฉันสามีภรรยากับหญิงสาวรายนี้ “เณรคำ” มีสัมพันธ์ทางเพศกับหญิงสาวถึง 8 คน และเคยมีประวัติถูกสีกาแจ้งความดำเนินคดีข้อหาข่มขู่เอาชีวิต เมื่อปี 2553 ถูกจับขณะอยู่กับสีกายามวิกาลท้องที่ สภ.คำป่าหลาย จ.มุกดาหาร

แต่ขณะนั้นคดีไม่มีความคืบหน้า ในชั้นสอบสวนของดีเอสไอ เจ้าหน้าที่ได้มีการรวบรวมหลักฐาน เป็นตัวอย่างสารพันธุกรรม 4 ชิ้นประกอบด้วยปลายซิการ์ที่อดีตพระเณรคำใช้สูบแล้วมอบให้ลูกศิษย์เก็บไว้บูชา เศษจีวร 2 ชิ้นและพระเครื่องรุ่นดอกบัวคู่รุ่นชานหมาก ผลการตรวจพิสูจน์พบว่า เศษซิการ์พบคราบน้ำลายตรงเยื่อบุกระพุ้งแก้ม

ปรากฏสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอตรงกับเด็กชาย ที่เป็นบุตรของหญิงสาวที่มีเพศสัมพันธ์กับ “เณรคำ” ชี้ให้เห็นว่าบุคคลทั้ง 3 มีความสัมพันธ์เป็นพ่อแม่ลูกกันจริง จึงนำไปสู่การดำเนินคดีกับ “เณรคำ” ในข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี และคดีพรากผู้เยาว์ และถือเป็นคดีที่ใช้ในการขอส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน

หากขุดคุ้ยเรื่องราวของ “เณรคำ” ก่อนหน้านี้ได้มีการอ้างประวัติว่า ตั้งมั่นตามแนวทางคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ มีศรัทธาในการปฏิบัติจิต บำเพ็ญภาวนากรรมฐาน จากประวัติดังกล่าวทำให้เป็นพระดัง เพราะแผนโปรโมต ด้วยการแสดงตัวเป็นเกจิ อาจารย์ คอยรักษาโรคที่เกิดจากไสยศาสตร์

ความเชื่อเรื่องผี และพิธีสะเดาะเคราะห์ เนื่องจากเชื่อว่า หลวงปู่เณรคำคือร่างของเทพเจ้าตามตำนานที่มาโปรดชาวโลก กระทั่งได้รับฉายานามว่า คนเหนือโลก ทำให้มีชื่อเสียงภายใน 2 -3 ปี จนมีชาวบ้านจากทั่วสารทิศแห่มาทำบุญ บริจาคเงินจำนวนมาก ทั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ หรือนักธุรกิจที่ร่ำรวย จากต่างจังหวัดเดินทางมาทำบุญไม่ขาดสาย

นอกจากนี้ “เณรคำ” ยังมีพฤติการณ์อวดอุตริ ซึ่งหลักฐานที่ปรากฏในชั้นสอบสวนพบว่า ในการเดินสายเทศน์ตามสถานที่ต่างๆ “เณรคำ” จะอวดอ้างว่าตัวเองเป็นพระสงฆ์ชรารูปหนึ่งที่มรณภาพแล้วกลับชาติมาเกิดสามารถระลึกชาติได้  ทำให้เกิดผลพวงคดีความผิดอื่นๆ ตามมา อาทิ ฉ้อโกง, ฉ้อโกงประชาชน ,ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และความผิดฐานฟอกเงิน  ทั้งหมดนี้ที่มาของชื่อ “หลวงปู่เณรคำ” พระจอมลวงโลกต้นตอข่าวฉาวสะเทือนวงการสงฆ์

เศร้า! สิ้นแล้ว ‘หลวงพ่อรวย’ เกจิดัง เมืองกรุงเก่า

สิ้นเกจิดัง “หลวงพ่อรวย” วัดตะโก อยุธยา เผยเป็นเกจิดังด้านเมตตามหาคุณ และยังเป็นพระนักพัฒนา-นักปฏิบัติ

วันนี้(20 ก.ค.) เวลา 06.37 น. มีรายงานว่า หลวงพ่อรวย ปาสาทิโก หรือในสมณศักดิ์พระราชทินนามที่ พระมงคลสิทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดตะโก ต.ดอนหญ้านาง อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา ได้มรณภาพอย่างสงบที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ สิริอายุรวม 95 ปี 7 เดือน 10 วัน

สำหรับประวัติหลวงพ่อรวย หลวงพ่อรวยมีชื่อเดิม “รวย”นามสกุล “ศรฤทธิ์” เกิดวันศุกร์ เดือนอ้าย ปีระกา ตรงกับเดือนธันวาคม พ.ศ. 2464 ที่บ้านตะโก หมู่ 2 ต.ดอนหญ้านาง อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา บิดาชื่อ มี มารดาชื่อ สินลา มีพี่น้อง 8 คน หลวงพ่อรวยตอนเด็ก ช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนา เลี้ยงสัตว์ พออายุ 12 ปี ได้เข้าเรียนหนังสือที่ วัดตะโก ในช่วงนั้นละแวก ต.ดอนหญ้านาง ยังไม่มีโรงเรียนประถมศึกษาของทางราชการ ต้องอาศัยพระภิกษุเป็นครูสอนบนศาลาการเปรียญ มีความรู้การอ่านการเขียนเทียบเท่าชั้นประถม 4 พออายุ 16 ปี จึงบรรพชาเป็นสามเณร พระสมุห์บุญช่วย เจ้าอาวาสวัดตะโก เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ศึกษาพระธรรมวินัย ขณะที่เป็นสามเณร สามารถสอบธรรมชั้นตรี ได้เมื่อ พ.ศ. 2484

กระทั่งเมื่อครบ 20 ปีบริบูรณ์ จึงอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดตะโก เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2484 ตรงกับวันเสาร์ แรม 1 ค่ำ เดือน 5 ปีมะเส็ง โดยพระเดชพระคุณพระครูสุนทรธรรมนิวิฐ (หลวงพ่อชื้น) เจ้าอาวาสวัดภาชี และเจ้าคณะอำเภอภาชี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดจ้อย เจ้าอาวาสวัดวิมลสุนทร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระสมุห์บุญช่วย เจ้าอาวาสวัดตะโก เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายา ทางพระพุทธศาสนา “ปาสาทิโก” หลวงพ่อจำพรรษาที่วัดตะโก มาจนถึงปัจจุบัน หลวงพ่อสอบนักธรรมโท ได้ในปี พ.ศ. 2485 และสอบนักธรรมเอก ได้ในปี พ.ศ.2487

หลังจากได้สำเร็จพระปริยัติระดับนักธรรมเอก แล้ว จึงเข้าไปฝากตัวเป็นศิษย์เรียนวิชากรรมฐานกับ หลวงพ่อชื้น ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ในเบื้องต้น หลังจากเรียนวิชากรรมฐานจน จิตเป็นสมาธิได้ฌานกสิณแก่กล้าแล้ว จึงเรียนเวทมนต์คาถาต่อไป นัยว่าหลวงพ่อชื้นได้เมตตาประสิทธิ์วิทยาคุณต่างๆ ให้จนหมดสิ้น จากนั้นหลวงพ่อยังไปฝากตัวเป็นศิษย์เรียนพุทธาคมกับหลวงพ่อแช่ม วัดวังแดงเหนือ อาศัยที่หลวงพ่อรวมมีฌานแก่กล้าในการเจริญภาวนาพระกรรมฐานมีสมาธิจิตรวดเร็วจึงทำให้ท่านมีความขลังในพระเวทวิทยาคมอย่างมาก