รอง ผบ.ตร ยืนยันคดี “บังอร คำพวง” ถูกออกหมายจับคดีฆ่าคนตายในท้องที่ สน.ประชาชื่น ไม่ใช่เพราะชื่อซ้ำ ล่าสุดศาลออกหมายจับผู้ก่อเหตุตัวจริง 2 คน
วันนี้ ( 18 ก.ค. 60 ) ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายบุญฤทัย นพมาศ อายุ 70 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารควบคุมตัวจากมณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) มาส่งมอบให้พนักงานสอบสวนกองปราบปราม ดำเนินคดีหลังตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จากกรณีร่วมกับนางอ้อย (ไม่ทราบชื่อสกุลจริง) ทำร้ายร่างกาย นายสุทน วงศ์วิริยะ อายุ 45 ปี จนถึงแก่ความตาย เหตุเกิดบริเวณ ถ.กำแพงเพชร 6 แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2557 โดยมี พลตำรวจเอกศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เดินทางมารับมอบตัว
สำหรับคดีนี้สืบเนื่องจากกรณีนางบังอร คำพวง อายุ 51 ปี เข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อ พลตำรวจเอกศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ว่าไม่ได้กระทำผิด แต่ตกเป็นผู้ต้องหาถูกออกหมายจับในคดีทำร้ายร่างกาย นายสุทน วงศ์วิริยะ อายุ 45 ปี จนถึงแก่ความตาย เหตุเกิดบริเวณ ถ.กำแพงเพชร 6 แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2557
พลตำรวจเอกศรีวราห์ จึงได้สั่งการให้กองปราบปรามสืบสวนสอบสวนคดีใหม่ ก่อนตรวจสอบกล้องวงจรปิดและตรวจเปรียบเทียบดีเอ็นเอพบว่า ไม่ตรงกับนางบังอร กระทั่งรวบรวมพยานหลักฐานพบว่า นางอ้อย (ไม่ทราบชื่อสกุลจริง) ร่วมกับนายบุญฤทัย นพมาศ อายุ 70 ปี ลงมือก่อเหตุ จึงขอศาลอาญาออกหมายจับบุคคลทั้งสองข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

พลตำรวจเอกศรีวราห์ ซึ่งเดินทางมารับมอบตัวและสอบปากคำผู้ต้องหา เปิดเผยว่า นายบุญฤทัย ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา และถูกควบคุมตัวสอบสวนที่ มทบ.11 เบื้องต้นผู้ต้องหาให้ให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้เอาไม้ตีผู้ตาย โดยอ้างว่าผู้ตายจะลักทรัพย์ของตน ขณะที่วันนี้ตำรวจในนำตัวพยานที่รู้จักนางอ้อยมาชี้ตัวผู้หญิง 6 คน ซึ่งในนั้นรวมนางบังอร คำพวง ด้วย โดยพยานยืนยันว่าผู้หญิงทั้งหมดไม่ใช่นางอ้อย ที่รู้จัก ทำให้นางบังอรได้รับความเป็นธรรม
ส่วนที่มีข่าวว่านางบังอรถูกออกหมายจับเนื่องจากมีบุคคลชื่อ “บังอร คำพวง” ซ้ำกัน 5 ชื่อนั้น ยืนยันไม่เกี่ยวข้องกัน สาเหตุที่ สน.ประชาชื่น ออกหมายจับนางบังอร มาจากคำให้การของพยานรายหนึ่ง โดยหลังจากนี้จะนำสำนวนที่ตำรวจกองปราบทำส่งให้กับอัยการ เพื่อไปรวมกับสำนวนเดิมที่อยู่ในชั้นอัยการก่อนหน้านี้ ส่วนนางอ้อย ผู้ต้องหาอีกราย ยังอยู่ระหว่างเร่งติดตามจับกุม

ขณะที่นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความ ได้นำ นางบังอร คำพวง พร้อมประจักษ์พยาน รวม 4 คน มาพบรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปราม
โดยทนายสงกานต์ กล่าวขอบคุณตำรวจที่ดำเนินการอย่างรวดเร็ว โดยเปรียบเทียบร่องรอยดีเอ็นเอจากวัตถุพยานที่พบในที่เกิดเหตุไม่ตรงกับดีเอ็นเอของนางบังอร และ ได้มีการกู้ไฟล์ภาพกล้องวงจรปิดที่ผ่านมา 3 ปี โดยเป็นภาพผู้ชาย และผู้หญิงวัย 20 ปี จากการเทียบเคียงพบว่าหญิงในภาพวงจรปิดไม่ตรงกับ นางบังอร ทำให้นางบังอรพ้นจากข้อครหา แต่ยังต้องรอให้อัยการพิจารณาว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ต่อไป อย่างไรก็ตามนางบังอรไม่ประสงค์จะฟ้องร้องเอาผิดเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมแต่อย่างใด
