พระเอกกลับใจ! ‘โอ วรุฒ’ หันหลังให้เหล้าตลอดชีวิต เปิดร้านกาแฟต้อนรับแฟนคลับ

พระเอกกลับใจ! ‘โอ วรุฒ’ หันหลังให้เหล้าตลอดชีวิต เปิดบ้านเป็นร้านกาแฟต้อนรับแฟนคลับ พร้อมเป็นวิทยากร รณรงค์คนเลิกดื่มเหล้า

จากกรณีที่ก่อนหน้านี้ ‘โอ วรุฒ วรธรรม’ อดีตพระเอกชื่อดัง ที่ประสบปัญหาชีวิตถึงขั้นติดเหล้าหนักจนทำงานไม่ได้ ทำให้งานในวงการบันเทิงหดหายขาดรายได้จนชีวิตพลิกผัน ล่าสุด (17 ก.ค. 60) ‘โอ วรุฒ’ ได้ออกมาประกาศตัวว่า เลิกดื่มเหล้าแล้วอย่างเด็ดขาด และยังเปิดร้านกาแฟโดยใช้ชื่อว่า “บ้านโอวรุฒ”  พร้อมกับรับเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องพิษภัยจากการดื่มสุราเพื่อรณรงค์ให้คนเลิกดื่มเหล้าอีกด้วย

สำหรับร้านกาแฟธุรกิจใหม่ที่ โอ วรุฒ เปิดได้ใช้พื้นที่หน้าบ้านของตัวเอง ซึ่งตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 100 ม.3 ต.น้ำแพร่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ (ใกล้แหล่งท่องเที่ยวแกรนด์ แคนย่อน) เป็นร้านกาแฟเล็กๆ เพื่อต้อนรับลูกค้าและแฟนคลับที่ยังรักและคิดถึงกันอยู่ โดยระหว่างนี้ยังอยู่ในช่วงของการทดลองและจะเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 กันยายน นี้ ซึ่งเป็นวันเกิดของ โอ วรุฒ ด้วย

ทั้งนี้หลังจากทดลองเปิดร้านกาแฟได้เพียง 7 วัน ก็มีแฟนคลับหลายคนที่ทราบข่าวจากเฟซบุ๊กแวะเวียนมาอุดหนุนและให้กำลังใจกันอย่างต่อเนื่อง แม้ร้านกาแฟยังไม่เรียบร้อยดี และบาริสต้ายังเป็นมือใหม่ แต่ลูกค้าที่เข้ามาหาก็เข้าใจ ร้านกาแฟแห่งนี้จึงเป็นเสมือนบ้านไว้ต้อนรับเพื่อนฝูงและแฟนคลับที่ยังรักและคิดถึงอดีตพระชื่อดังอยู่

ด้าน โอ วรุฒ กล่าวว่า  ออกจากวงการบันเทิงมาประมาณ 3 – 4 ปีแล้ว โดยหลังเริ่มกินเหล้าหนักจนทำงานไม่ได้ และมีปัญหาครอบครัว จึงย้ายกลับมาอยู่บ้านที่ จ.เชียงใหม่ และดื่มเหล้าหนักขึ้นกว่าเดิมจนล้มป่วยเป็นโรคตับอ่อนและเบาหวาน ต่อมาเริ่มรู้สึกว่าการกินเหล้า ได้ทำร้ายชีวิตเราหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะสุขภาพและสมอง จึงตัดสินใจจะเลิกเหล้าอย่างเด็ดขาด และกลับมาดูแลสุขภาพของตนเอง รวมทั้งดูแลพ่อแม่ที่เริ่มแก่ชรามากแล้ว

จริงๆ ไม่ได้เป็นคนติดเหล้า แต่กินเหล้าเพราะความเครียดจากปัญหาชีวิตและครอบครัวที่ล้มเหลว ที่ผ่านมาจะดื่มเหล้ามากสุดวันละ 1 ขวด โดยจะยกดื่มจากขวดเลยไม่ผสมโซดา หรือ น้ำ  พอดื่มจนเมาหลับไป เมื่อตื่นขึ้นมาก็จะดื่มต่อ จนกระทั่งสุขภาพเริ่มทรุดโทรมและล้มป่วยต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล หลังจากเลิกดื่มเหล้าอย่างเด็ดขาดก็คิดว่าต้องเริ่มหาอะไรทำเพราะตนเองไม่มีรายได้ กระทั่งตัดสินใจเปิดร้านกาแฟเล็กๆ ที่บ้าน พร้อมกับรับเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องพิษภัยจากการดื่มสุราให้กับชุมชนต่างๆ ร่วมกับกลุ่ม อสม. และโรงพยาบาลนครพิงค์ จ.เชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นการบอกเล่าประสบการณ์ตรงจากคนที่เคยดื่มสุราอย่างหนักมาก่อน เพื่อเตือนสติให้คนที่คิดจะใช้เหล้าแก้ปัญหาชีวิต หรือคิดว่าการดื่มเหล้าจะช่วยแก้เหงาและคลายเครียดได้

นอกจากเตรียมเปิดร้านกาแฟอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 กันยายน โอ วรุฒ ยังเตรียมทำบุญด้วยการทำเสื้อสรีนชื่อร้าน “บ้านโอวรุฒ” ไว้ด้านหน้า ส่วนด้านหลังสกรีนคำว่า “สุรามหัตภัยร้าย ทำร้ายร่างกาย ทำลายสมอง” เพื่อนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายไปทำบุญต่ออีกด้วย ส่วนแผนในอนาคตที่วางไว้อาจมีการขยับขยายร้านกาแฟเพิ่มเติมให้เป็นร้านอาหาร

ขณะเดียวกัน ‘โอ วรุฒ’ บอกว่า หากมีโอกาสก็พร้อมจะกลับเข้าสู่วงการบันเทิง เพราะการแสดงยังอยู่ในสายเลือด ซึ่งปัจจุบันก็เริ่มมีงานเข้ามาบ้างเป็นครั้งคราวแล้ว เป็นดารารับเชิญแสดงเป็นตอนๆ

สำหรับ ‘โอ วรุฒ วรธรรม’ ถือเป็นพระเอกชื่อดังเมื่อ 26 ปีก่อน เริ่มเข้าสู่วงการจากการเป็นนายแบบ และแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก คือ เรื่องคู่กรรม รับบทเป็นโกโบริ คู่กับ แหม่ม จินตรา สุขพัฒน์ และต่อมายังมีผลงานภาพยนตร์และละครอีกหลายเรื่อง แต่ภายหลังมีปัญหาชีวิตเพราะดื่มสุราหนัก จนต้องออกจากวงการบันเทิง

นาทีชาวบ้าน เตะก้านคอเฒ่าวัย 75 เหตุสุดจะทนลวงหญิงออทิสติกขืนใจ

สุดทน!! เตะก้านคอเฒ่าอายุ 75 ปี ให้เงิน 40 บาท มาม่า ห่อ ลวงสาวออทิสติกข่มขืนถึง ครั้ง

ผู้สื่อข่าว MThai ได้รับรายงานว่า เจ้าหน้าที่สายตรวจ ต.พิชัย อ.เมือง จ.ลำปาง รับแจ้งเหตุจากประชาชนเรื่อง พบผู้กระทำชำเราหญิงสาวผู้พิการ ออทิสติก เมื่อทราบข่าวจึงรีบเดินทางมาตรวจสอบทันที

ที่เกิดเหตุพบ นางสาวเอ (นามสมมุติ) อายุ 29  ปี พร้อมญาติๆ ยืนรอเจ้าหน้าที่ตำรวจ และนางสาวเอ ได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้เจ้าหน้าที่ฟังว่า ก่อนหน้านี้รู้จักกับชายคนหนึ่งชื่อ นายเล็ก อายุประมาณ 75  ปี ซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน มักแวะเอาขนมมาให้ตนเป็นประจำ

โดย นางสาวเอ ได้เล่าต่อว่า เมื่อวานนี้อยู่บ้านคนเดียวส่วนญาติได้ไปทำงานกันหมด นายเล็กก็ได้ขับรถเก๋งมาหาที่บ้าน จากนั้นก็ชวนตนขึ้นรถไปที่บ้านนายเล็ก โดยอ้างว่ามีขนมและเงินจะให้ ตนได้หลงเชื่อขึ้นรถไปด้วย ซึ่งเมื่อไปถึงบ้านนายเล็กได้ชวนเข้าไปในห้องนอนก่อนที่จะถอดเสื้อผ้า และลงมือข่มขืนตนเองจนสำเร็จความใคร่ไปหนึ่งครั้ง

จากนั้นก็นำเงินมาให้ตน 40  บาท เป็นแบงค์ยี่สิบจำนวน 2 ใบ และมาม่าอีกหนึ่งห่อก่อนพาตนมาส่งที่บ้าน และกำชับไว้ว่าห้ามเล่าเรื่องดังกล่าวให้คนอื่นฟังเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะไม่ให้ขนมกินอีก  โดยหลังจากที่คู่กรณีได้เผชิญหน้ากันจึงต่อว่านายเล็ก แต่เจ้าตัวอ้างว่า “ไม่ได้กระทำแต่อย่างใด …ทำดีแต่กลับไม่ได้ดี”

จากการสอบถาม นายนิด ซึ่งเป็นน้าของนางสาวเอ เล่าว่า ก่อนหน้านี้เห็นหลานสาวซึมๆ และมีอาการผวาตลอดเวลา จึงร่วมกันกับบิดาของนางสาวเอ เค้นสอบถามความจริง จนในที่สุดได้เล่าความจริงให้ฟังว่าถูกนายเล็ก ล่อลวงไปข่มขืนที่บ้านของนายเล็กแล้ว 2 ครั้ง ซึ่งห่างกันประมาณหนึ่งอาทิตย์

ภายหลังจากทราบเรื่องจากปากหลานสาว จึงรู้สึกโกรธและโมโหเป็นอย่างมาก รีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และพาไปชี้บ้านของนาเล็ก เมื่อนายเล็กได้ขับรถจักรยานยนต์กลับมาที่บ้าน ทำให้ญาติไม่พอใจเหลืออด ใช้เท้าเตะก้านคอนายเล็กขณะนั่งรถจักรยานยนต์ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบเข้าห้ามปรามไว้

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะพานางสาวเอ ไปแจ้งความที่ สภ.เมืองลำปาง พร้อมทั้งให้แพทย์ รพ.ลำปาง ตรวจร่างกาย เพื่อความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย และจะได้ทำการสอบสวนข้อเท็จจริงอีกครั้ง

ภาพว่อนสำนักสงฆ์-รีสอร์ทโผล่ในป่า เหนือเขื่อนศรีนครินทร์

ชาวเน็ตจี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ หลังสำนักสงฆ์ – รีสอร์ท โผล่ป่าเหนือเขื่อนศรีนครินทร์

เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ เมื่อเพจ มะเดี่ยวศรี บุญญพลัง ได้มีการโพสต์ภาพสิ่งปลูกสร้าง และข้อความเชิญชวนให้ผู้คนร่วมด้วยช่วยกันสร้างพุทธอุทยาน ในพื้นที่ป่าเหนือ เขื่อนศรีนครินทร์  จ.กาญจนบุรี

โดยภาพได้เผยให้เห็นกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง และวัสดุ สิ่งปลูกสร้างอาคาร ถูกขนเข้าไปยังพื้นที่ดังกล่าว ขณะที่ผู้โพสต์ได้มีข้อความระบุว่า   ที่พุทธอุทยานบุญญพลัง สถานที่ที่ผมไปร่วมสร้างพระพุทธะบุญญพลังขนาดหน้าตัก 40 เมตร เหนือเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี ร่วมกับพระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลังและพี่น้องทั้งหลายทั่วประเทศและทั่วโลก

เขื่อนศรีนครินทร์,

ตลอดระยะเวลา 3 ปีในการก่อสร้าง เราได้ใช้ท่าน้ำ ที่เราเรียกว่า ท่าทราย ซึ่งเป็นของรีสอร์ทแห่งหนึ่งบริเวณนั้นในการขนส่ง ทั้งหิน ทราย ปูน อุปกรณ์ก่อสร้างทุกชนิด รวมถึงกำลังพลที่พี่น้องได้มาร่วมกันสร้างพระเพื่อแผ่นดิน เรามีปัญหาเรื่องการใช้ท่าทรายหลายเรื่อง เพราะที่นั่นเขาก็ใช้ในธุระกิจของเขา เข้าไปจอดรถต้องเสียค่าบริการ ฯลฯ

ในวันนี้พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง ได้ริเริ่มสร้าง #ท่าน้ำบุญญพลัง ท่าน้ำของพวกเราเองเพื่อใช้เป็นสาธารณะประโยชน์ต่อแผ่นดิน เริ่มการบุกเบิกมาแล้ว 3 อาทิตย์ เส้นทางเข้าเป็นดินลูกรังระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ทำให้การเดินทางเข้ามาที่ท่าน้ำบุญญพลัง ค่อนข้างยากลำบาก

เพราะส่วนใหญ่พี่น้องที่มาจะเดินทางด้วยรถเก๋ง ฝนตกดินเป็นโคลนเพิ่มความลำบากคูณ 2 การดำเนินการในตอนนี้ เช่ารถแบคโฮเข้ามาปรับทางให้เดินทางได้สะดวก ขยายไหล่ทาง ปรับพื้นผิวดินให้เรียบ ถมดินบริเวณท่าน้ำ ฯลฯ

วางแผนไว้ในอนาคตเราจะลาดยางมะตอยให้พี่น้องเรา ได้เดินทางเข้ามาที่บ้านหลังใหญ่แห่งนี้ไปและกลับได้อยากสะดวกมากยิ่งขึ้น จึงขอโอกาส บอกบุญทุกๆท่าน ร่วมบุญในการสร้างท่าน้ำแห่งบุญญพลัง ตามกำลังศรัทธาของพวกท่าน เพื่อปลดแอกจากกิ่งไม้ที่พวกเราอาศัยเกาะ

ดั่งนกที่มันไม่ได้ไว้ใจกิ่งไม้ที่มันอาศัยเกาะหรอก นกมันไว้ใจปีกที่มันแข็งแรงของมันเองต่างหาก เราควรมีปีกที่โผบินด้วยกำลังของเราเอง!!!

ทั้งนี้เมื่อภาพและข้อความดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบ เพื่อไขข้อสงสัยให้สังคมได้รับรู้ว่าการก่อสร้างทั้งสำนักสงฆ์ และรีสอร์ท ได้รับอนุญาตจากทางการให้เข้าไปดำเนินการในพื้นที่หรือไม่ อย่างไร  ??