ผบ.ตร.แถลงรวบ 7คนฆ่า 8 ศพปมขายที่ชี้ ‘บังฟัต’ ยิงจัดฉาก

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลง รวบ 7 คน ฆ่า 8 ศพ ปมจำนองที่ดิน พบ “บังฟัต” มือสังหารคนเดียว จงใจมาฆ่าหลังพยายามก่อเหตุ 3 หน

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวความคืบหน้าคดีฆ่า 8 ศพ จ.กระบี่ ว่าเจ้าหน้าที่ควบคุมกลุ่มคนร้ายได้หมดแล้ว โดยในวันเกิดเหตุมีคนร้ายเข้าไปในบ้าน ผู้ใหญ่วรยุทธ 7 คน และมีผู้สนับสนุนอีก 2-3 คน ซึ่งไม่ใช่คนมีสี โดยคนร้ายที่เป็นคนลั่นไกสังหาร 8 ศพ เป็นคนคนเดียว ซึ่งจากการซักถามเบื้องต้นพบว่าคือ นายซูริก์ฟัต หรือ บังฟัต อดีต รปภ. ที่ผันตัวเองเป็นนายทุนเงินกู้

ซึ่งประเด็นการสังหารนั้นมาจากเรื่องจากปมการจำนองโฉนดที่ดินใน อ.อ่าวลึก ที่ นายวรยุทธ นำไปจำนองกับ บังฟัต ในราคาหลักล้านบาท เมื่อนายวรยุทธ ได้ใช้เงินคืนหมดแล้ว แต่บังฟัต ไม่ยอมคืนโฉนดให้ แถมยังบอกว่าเอาไปจำนำต่อแล้ว ทำให้มีการข่มขู่เอาชีวิตกันขึ้นทั้งสองฝ่าย อีกทั้งยังฟ้องร้องกันในศาล ทำให้บังฟัตโกรธแค้นที่ถูกขู่ฆ่า ได้มีการพยายามสังหาร นายวรยุทธ แล้ว 3 ครั้ง แต่ไม่สำเร็จ

จนกระทั่งวันก่อเหตุได้พยายามวางแผนสร้างเรื่องให้เหมือนว่าผู้ใหญ่บ้านฆ่าคนตายทั้งบ้าน เนื่องจากเครียดเรื่องหนี้สิน โดยได้ไปชวนพรรคพวกให้ค่าจ้างมาคนละ1,000 บาท และบอกว่าจะไปทวงหนี้ แต่เหตุการณ์กลับบานปลาย ส่วนในเรื่องสำนวนคดีนั้นทางพนักงานสอบสวนจะตั้งข้อกล่าวหาให้มีโทษสูงสุดคือ โทษประหารชีวิต เพราะคนร้ายมีการวางแผน มีความตั้งใจจะมาฆ่าผู้ใหญ่บ้านอย่างชัดเจน และในช่วงหนึ่งของการแถลงข่าว ผบ.ตร. ระบุว่า “คดีนี้โหดร้ายมาก ทำได้กระทั่งเด็ก ตอนเข้าจับกุมไม่อยากได้ตัวกลับมาเป็นๆซะด้วยซ้ำ แต่เขาไม่สู้ ” อย่างไรก็ตาม จะมีการสืบสวนขยายผลต่อไป

ที่มา… INN

‘นพดล’ ข้องใจกฎหมายคดีอาญาฯ อาจขัดหลักสากล

“นพดล” ตั้งคำถามเกี่ยวกับกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ชี้แก้ไข ม.67 เหมาะสมหรือไม่

นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ส่วนตัวขอตั้งคำถามเกี่ยวกับร่างกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า กฎหมายดังกล่าวเปลี่ยนแปลงหลักการพิจารณาคดีอาญาที่ต้องทำต่อหน้าจำเลยเป็นให้มีการพิจารณาโดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลยนั้นจะขัดหลักสากลหรือไม่ ส่วนการแก้ไขกฎหมายว่าถ้าจำเลยหนีไประหว่างการดำเนินคดี มิให้นับระยะเวลาในระหว่างที่หนีไปรวมเป็นอายุความนั้น ถือว่าขัดกับหลักการที่ว่าทุกคนมีความเสมอภาคกันตามกฎหมายและมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายเท่าเทียมกันหรือไม่ ซึ่งหลักการนี้มีอยู่ในรัฐธรรมนูญและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนข้อ 7

ทั้งนี้ ในส่วนของการแก้ไขมาตรา 67 ที่เป็นส่วนบทเฉพาะกาลของร่างกฎหมายดังกล่าว ให้มีผลแตกต่างจากเนื้อหาของร่างแรกที่เสนอเข้า สนช. ซึ่งต่อมามีคำอธิบายว่าร่างมาตรา 67 ที่แก้ไขแล้วจะทำให้กฎหมายมีผลใช้บังคับกับคดีที่เกิดขึ้นก่อนกฎหมายฉบับนี้นั้น อยากถามว่าการแก้ไขดังกล่าวเป็นการเขียนกฎหมายให้มีผลย้อนหลังใช่หรือไม่ การทำเช่นนั้นมีความเหมาะสมหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ทุกคนต้องการความยุติธรรม นิติธรรม และเมตตาธรรม ส่วนตัวเชื่อว่าการดำเนินการของฝ่ายต่างๆ นั้น หากยึดมั่นในหลักนิติรัฐและนิติธรรมจะนำไปสู่ความปรองดองและสมานฉันท์ได้ เพราะความปรองดองคือสิ่งที่ประชาชนต้องการ

ที่มา… INN