ศิริราช ชวนคนไทย ‘ออมเพื่อให้ตามรอยพ่อ’ ฝึกวางรากฐานชีวิต

ศิริราช เปิดโครงการชวนคนไทยออมเพื่อให้ตามรอยพ่อ เพื่อร่วมบริจาคสมทบทุนสร้างอาคาร นวมินทรบพิตร 84 พรรษา พร้อมรับของที่ระลึกแห่งความทรงจำ อุปกรณ์และของทรงงานจำลอง 3 แบบ เริ่ม 28 ก.ค. – 20 ต.ค. 60 นี้เท่านั้น

โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ จัดกิจกรรม  ออมตามรอยพ่อ เพื่อรำลึกถึงพระราชจริยวัตรและพระราชกรณียกิจของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้านการประหยัดออม มาเป็นสานต่อเป็นกิจกรรม “ออมเพื่อให้ตามรอยพ่อ” เป็นแบบอย่างให้ประชาชนไทยตระหนักเรื่องการออม รวมทั้งเรียนรู้และใช้ประสบการณ์ “การออมเพื่อให้” เพื่อประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม

โดยศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์ ประดิษฐ์ ปัญจวีณิน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ (SiPH) เผยว่า ที่มาของโครงการนี้ก็เพื่อให้ประชาชนคนไทย ได้รับรู้เกี่ยวกับการออมเพื่อให้ และมีส่วนร่วมในสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงฝากไว้ให้แผ่นดินและคนไทย

ซึ่งหากประชาชนสนใจก็สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงออมเงินใส่กระปุกขนาดใดก็ได้ให้เต็ม จากนั้นนำกระปุกที่ออมเงินมาแลกรับกระปุกที่ระลึกสัญลักษณ์อุปกรณ์ทรงงาน 3 ชิ้น ได้แก่  วิทยุสื่อสาร กล้องถ่ายรูป และพระราชพาหนะทรงงาน ที่เป็นตัวแทนสะท้อนการทรงงานของพระองค์ท่านที่ตรงที่สุด และเปรียบเหมือนสัญลักษณ์แทนคุณค่าทางจิตใจ ให้น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระองค์ทรงงานหนักเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพสกนิกรชาวไทย และผู้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในแผ่นดินไทย

ขณะที่เงินออมของประชาชนที่นำมาแลกกระปุกที่ระลึกoyho จะนำเข้าสมทบทุน “ศิริราชมูลนิธิ โรงพยาบาลศิริราช” เพื่อสร้าง “อาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา” อาคารสุดท้ายที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานนามให้ เพื่อก่อสร้างเป็นหอผู้ป่วยขนาด 300 เตียง และห้องตรวจปฏิบัติการ ของโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนที่สนใจจะได้ร่วมเจริญรอยตามพระราชจริยวัตรและมีโอกาสร่วมช่วยเหลือประชาชนคนไทยด้วยกันผ่านโครงการออมเพื่อให้ตามรอยพ่อ

สำหรับขั้นตอนการร่วมกิจกรรม เพื่อแลกรับกระปุกที่ระลึก เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม – 20 ตุลาคม 2560 และมีตามขั้นตอนดังนี้

1.ถ่ายรูปคู่กับกระปุกของคุณ เพื่อแลกรับกระปุก “ออมเพื่อให้ตามรอยพ่อ”

2.โอนเงิน ผ่าน ธ.ไทยพาณิชย์ (กระแสรายวัน) ชื่อบัญชี ศิริราชมูลนิธิ ระบุกองทุน D003783 “ออมเพื่อให้ตามรอยพอ” เลขที่บัญชี 016-300049-4

3. ลงทะเบียนรับกระปุกผ่านเว็บไซต์ www.savingforgiving.com

‘นิชคาร์’ แจง หลังถูกดีเอสไอตั้งข้อหาสำแดงราคาเท็จ

กรรมการผู้จัดการ ‘นิชคาร์’ แจง หลังถูกดีเอสไอตั้งข้อหาสำแดงราคาเท็จ ยันการนำเข้าไม่มีรถผิดกฎหมาย ไม่มีรถจดประกอบหรือรถแจ้งผิดรุ่น

วันนี้ 14 ก.ค.60 ที่โชว์รูม นิช คาร์ นายเสรี ชินบารมี กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิช คาร์ กรุ๊ป จำกัด บริษัทนำเข้ารถหรูหลายยี่ห้ออย่างเป็นทางการในประเทศไทย และรายใหญ่ระดับเอเชีย อาทิ ลัมโบร์กินี่ แมคลาเรน เป็นต้น แถลงเปิดใจต่อสื่อมวลชนเป็นครั้งแรก เพื่อชี้แจงถึงคดีสำแดงเท็จเรื่องภาษีนำเข้ารถหรูที่ DSI ตั้งข้อกล่าวหา พร้อมชี้แจงทุกเรื่องรวมทั้งความคืบหน้ากรณีอายัดรถหรูทั้ง 86 คัน มูลค่ากว่า 650 ล้านบาท ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงปัจจุบัน

โดยนายเสรี ชินบารมี กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิช คาร์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ตนทำธุรกิจและอยู่ในแวดวงการนำเข้ารถมา 30 ปีแล้ว เสียภาษีนำเข้ามาโดยตลอด ซึ่งในวันที่ดีเอสไอเข้ามาตรวจสอบและอายัดรถนั้น มีเจ้าหน้าที่จำนวนมาก ตนยืนยันการทำธุรกิจนำเข้ารถของทางบริษัททำด้วยความบริสุทธิ์ใจและเป็นโชว์รูมที่เปิดเผย ซึ่งการทำธุรกิจนำเข้ารถขึ้นอยู่กับกรมศุลกากรโดยตรง มีการเสียภาษีตามขั้นตอนผ่านกระบวนการของกรมศุลกากรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ยืนยันว่า บริษัทนำเข้ารถของตนไม่มีรถผิดกฎหมาย ไม่มีรถจดประกอบหรือรถแจ้งผิดรุ่น ซึ่งทางดีเอสไอแจ้งข้อกล่าวหาในเรื่องการสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง โดยเรื่องการนำเข้ารถของทางบริษัทมีการซื้อครั้งละเป็นหลายๆ คัน ซึ่งจะได้ราคาที่ถูกกว่า โดยทางรัฐมองว่าควรขายในราคาไม่ต่ำกว่า 40-50 ล้านบาท แต่เรื่องนี้มองว่าหากเป็นราคาที่ทางรัฐกำหนดอาจจะไม่มีลูกค้าซื้อ และส่งผลต่อบริษัทอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ ตั้งแต่ถูกอายัดรถหรูทั้งหมด 86 คัน ซึ่งเป็นทั้งรถของบริษัท และรถของลูกค้านำมาฝากขาย รวมถึงรถของลูกค้าที่นำเข้ามาตรวจสภาพรถบางคันก็ถูกอายัดไว้ด้วยเช่นกัน ซึ่งทางบริษัทได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก เนื่องจากลูกค้าไม่มั่นใจและชะลอการซื้อขายออกไป ทำให้บริษัทขาดรายได้ไปกว่า 600 ล้านบาทในช่วง 2 เดือน ซึ่งขณะนี้ได้เตรียมเอกสารเพื่อเข้าชี้แจงต่อดีเอสไอไว้แล้ว

จอม เพชรประดับ โพสต์เฟซบุ๊ก เผยได้รับสถานะผู้ลี้ภัยในสหรัฐแล้ว

จอม เพชรประดับ โพสต์ข้อความ  เผยได้รับสถานะผู้ลี้ภัยอย่างสมบูรณ์ในสหรัฐอเมริกาแล้ว หลังหลบหนีคำสั่ง คสช. ให้เข้ารายงานตัวหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557

วันนี้ (14 ก.ค. 60) นายจอม เพชรประดับ สื่อมวลชนอิสระ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Jom Petchpradab  “ เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าตัวได้รับสถานะเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองอย่างสหรัฐอเมริกาอย่างสมบรูณ์แล้ว หลังจากถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ออกคำสั่งให้มารายงานตัวหลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 57 โดยมีข้อความระบุว่า

ขอกราบขอบพระคุณทุกๆ กำลังใจที่หลั่งไหลเข้ามานะครับ หลังจากที่ทราบข่าวว่าผมได้รับสถานะผู้ลี้ภัย อย่างสมบูรณ์ในอเมริกา ทีแรกไม่อยากจะบอกใคร นอกจากสมาชิกในครอบครัว แต่เมื่อคนที่รู้จักทราบเรื่อง ก็มีการนำไปเผยแพร่และเขียนความคิดความรู้สึกเพิ่มเติมเข้าไป ต้องขอขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจ เพราะหลายคนรู้ว่า สภาพความเป็นอยู่ในขณะที่ยังไม่ได้รับรองเป็นผู้ลี้ภัยอย่างสมบูรณ์นั้นเป็นอย่างไร

“ก็อยากจะขอชี้แจงเพื่อให้หายห่วงใยกันนะครับ คือสถานะที่ผมได้รับเป็นสถานะผู้ลี้ภัยนะครับ ไม่ใช่กรีนคาร์ด แต่เนื่องจากสถานะผู้ลี้ภัยจะได้รับสวัสดิการจากรัฐเกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีพ เกือบจะเท่ากับคนที่มีกรีนคาร์ด ทำให้คนไทยในอเมริกาส่วนใหญ่ก็มักจะสรุปรวมว่ามีค่าหรือมีความหมายเท่ากัน

ซึ่งทนายบอกว่า หลังจากได้สถานะผู้ลี้ภัยแล้ว การ apply green card ก็เร็วและง่ายขึ้น โดยจะใช้เวลาไม่เกิน 4 เดือน และเมื่อได้ green card แล้วก็สมัครเป็นพลเมือง citizenship ก็จะเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จะเป็นพลเมืองที่สมบูรณ์ของอเมริกา ซึ่งอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเราอีกทีว่า สุดท้ายแล้วจะยอมทิ้งมาตุภูมิที่ให้กำเนิด เพื่อยอมเป็นพลเมืองในแผ่นดินใหม่เพื่อใช้เป็นที่พักพิงสุดท้ายหรือไม่”

“ถามว่า..ได้รับสถานะผู้ลี้ภัยอย่างสมบูรณ์แล้ว จะทำให้ความเป็นอยู่ต่างไปจากเดิมอย่างไร ตอบว่า สบายใจและเบาใจมากขึ้นในการดำรงชีวิต ประการสำคัญแรกสุดคือ การรักษาพยาบาล การตรวจสุขภาพ เจ็บป่วย ไม่สบาย ก็จะได้รับการดูแลรักษาฟรี

ถัดมาคือเรื่องอาหาร ส่วนหนึ่งจะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐ ถัดมาคือเรื่อง อาชีพ จะได้รับการแนะนำ ช่วยเหลือ ฝึกทักษะให้ถ้าต้องการทำงานในสายอาชีพ และไม่ต้องต่ออายุ working permit เป็นรายปีอีกต่อไป นับจากนี้ไปก็สามารถทำงานได้ทุกที่ทุกแห่งตามความสามารถ (social number and driver license เขาจะให้ apply หลัง 150 วันที่ยื่นเรื่องขอลี้ภัยแล้ว)”

“และสถานะผู้ลี้ภัยอย่างสมบูรณ์ ทำให้มีพลังใจในการทำงานสื่อเพื่อประชาธิปไตย และเพื่อปากเสียงของคนไทยได้มากขึ้นด้วย” “ขอบพระคุณอย่างสูงสำหรับทุกๆ กำลังใจอีกครั้งนะครับ ขอบคุณที่เป็นลมใต้ปีกให้สามารถเข้มแข็ง มีแรงบินมาได้จนถึงทุกวันนี้ แม้รู้ว่าจะยังต้องประคองตัวเองให้บินอยู่ได้ต่อไปอีกยาวไกลก็ตาม”