‘จุดแสงแห่งน้ำใจ’ ฝังรากฐานความเป็นไทย จากพระองค์โสมฯ

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทรงเสด็จเยี่ยมเยียน และประทานความช่วยเหลือราษฎรผู้ประสบอุทกภัย

ช่วงเดือนตุลาคม ถึง พฤศจิกายน พุทธศักราช 2538 ได้เกิด อุทกภัยร้ายแรงในกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง ทำให้มีผู้เดือดร้อนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่ ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยาและคลองต่างๆ

สำหรับกลุ่มประชาชนที่อาศัยอยู่ริมคลองมหาสวัสดิ์ เขตตลิ่งชัน  ยังจดจำเหตุการณ์เมื่อครั้น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ได้เสด็จไปเยี่ยมประชาชน นางสมหมาย ชะเอมไทย” ชาวบ้าน ระแวกคลองมหาสวัสดิ์ กล่าวว่า ในวันที่ท่านทรงเสด็จมาเยี่ยมเยียน ชาวบ้านได้จุดเทียนจำนวนมากเพื่อเป็นการต้อนรับ  นางสมหมายเล่าต่อว่า ตนได้ขอเข้าไปชมพระองค์โสมฯ ใกล้ๆ เนื่องจากตนไม่เคยเห็น เมื่อพระองค์โสมฯได้ยินก็หัวเราะเบาๆ พร้อมถามชาวบ้านว่า  “…สุขสบายกันดีเหรอ เดือดร้อนอะไรมั้ย”

เป็นเวลานับ 10 ปี ที่พระองค์ทรงใส่พระทัยกับการช่วยเหลือ สงเคราะห์ผู้ประสบภัยพิบัติในพื้นที่ต่างๆของประเทศ โดยการออกปฏิบัติพระกรณียกิจแต่ละครั้ง ทรงดูแลรายละเอียดทุกขั้นตอน ตั้งแต่การจัดเตรียมถุงของพระราชทาน และได้ประทานหลักการไว้ว่า “จะต้องมีเครื่องอุปโภคบริโภค…ที่ช่วยการดำรงชีวิตระยะสั้นได้อย่างครบถ้วน และให้มีเครื่องใช้จำเป็นของแต่ละเพศ ”

พระองค์ทรงมุ่งเน้นการให้ “มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย “ เป็นแกนกลางรวบรวมน้ำใจ ให้คนไทยได้ช่วยเหลือกันและกัน เช่นให้หน่วยงานภาครัฐฯ เอกชน ช่วยกันจัดหาอุปกรณ์การประมง และซ่อมแซมเรือให้ชาวประมงที่ประสบภัยสึนามิ จ.พังงา

นอกจากนี้การเสด็จไปประทานความช่วยเหลือให้ราษฎรผู้ประสบภัยน้ำท่วมดินถล่ม ที่ อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ยังคงประทับอยู่ในความทรงจำของราษฎรผู้เดือดร้อน

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทรงเป็นแบบอย่างที่แสดงให้เห็นคุณค่าของ “น้ำใจ” หนึ่งในคุณธรรมของความเป็นมนุษย์ และเป็นคุณธรรมสำคัญของรากฐานความเป็นไทย

มติ สนช. เห็นชอบร่าง พรป. กกต.

สนช. มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรรมนูญ ว่าด้วย กกต.แล้ว ให้คงร่างเดิมขณะ กมธ. ร่วม ย้ำ 6 ข้อโต้แย้งไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. มีมติเสียงข้างมาก ด้วยมติเอกฉันท์ 194 เสียง เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ตามที่คณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายพิจารณาแล้วเสร็จ แม้ กกต. ส่งข้อโต้แย้งมาว่า มีประเด็นขัดต่อรัฐธรรมนูญ 6 ข้อ แต่กรรมาธิการร่วมยังคงยืนตามร่างเดิม ไม่ปรับแก้ตามข้อโต้แย้งของ กกต.

ทั้งนี้ นายศุภชัย สมเจริญ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ยังคงย้ำทั้ง 6 ประเด็น ไม่ตรงตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการเซตซีโร่ กกต. ชุดปัจจุบันทั้งคณะ ก็ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่ยุติธรรม และเป็นการเลือกปฏิบัติ

ด้าน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ กรรมาธิการฯ (เสียงข้างมาก) ยืนยันถึงการเซตซีโร่ กกต. ว่า พิจารณาด้วยจิตใจที่สะอาด สว่าง สงบ ปราศจากอคติ รวมทั้งพิจาณรานำโครงสร้าง และอำนาจหน้าที่ของ กกต. เป็นหลัก ไม่ได้ดูที่ตัวบุคคล ทั้งนี้ ขั้นตอนต่อไป สนช. จะส่งร่างกฎหมายฉบับนี้ให้นายกรัฐมนตรี เพื่อเตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯ ประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป

สำหรับประเด็น 6 ข้อ ที่ กกต. เห็นว่าขัดรัฐะรรมนูญนั้น ประกอบด้วย
1. มาตรา11 วรรค3 การกำหนดคุณสมบัติ ของกรรมการสรรหาเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ
2.มาตรา12 วรรค1 การกำหนดคุณสมบัติของคณะกรรมการการเลือกตั้งเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ
3.มาตรา26 หน้าที่และอำนาจของกกต.แต่ละคน
4.มาตรา 27 อำนาจการจัดการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น
5.มาตรา42 การบัญญัติให้กกต.มอบอำนาจการสอบสวนได้
6.มาตรา70 วรรค1 การให้ประธานกกต.และกกต. ที่ดำรงตำแหน่งในวันก่อนที่พ.ร.บ.คณะกรรมการเลือกตั้งใช้บังคับ พ้นจากตำแหน่งนับจากวันที่พ.ร.บ.ฉบับนี้ใช้บังคับ

ข่าวจาก INN

กองทัพอากาศแจง จัดซื้อเครื่องขับไล่ เหมาะสม ตามหลักพอเพียง

กองทัพอากาศ ชี้แจงเป็นไปตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง งบประมาณจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ 8.8 พันล้านบาท

รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (13 ก.ค. 60)  พล.อ.ต.พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน กรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ ในฐานะโฆษกกองทัพอากาศ ได้ออกมาชี้แจงภายหลังคณะรัฐมนตรีได้มีการอนุมัติงบประมาณกว่า 8.8พันล้านบาท ให้มีการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ แบบ ที-50 ทีเอช (T-50TH) ในระยะที่ 2 จำนวน 8 ลำ จากเกาหลีใต้ (อ่านข่าว : บิ๊กป้อมยัน!! จัดซื้อเครื่องบินขับไล่ 8 ลำ มูลค่า 8800 ลบ.โปร่งใส) ว่า

โครงการจัดหาเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้นของกองทัพอากาศในครั้งนี้ ได้ดำเนินการโดยคำนึงถึงหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และความมีภูมิคุ้มกัน ซึ่งโครงการดังกล่าวมีความโปร่งใส และมีขั้นตอนที่สามารถตรวจสอบได้

ส่วนเรื่องที่ต้องการให้ชลอการจัดซื้อคงไม่สามารถทำได้ การจัดทำงบประมาณประเทศเป็นกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้ได้ผ่านขั้นตอนตามกระบวนการจนเป็นรายการตาม พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2560 ซึ่งการจัดทำงบประมาณเป็นไปตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณประจำปีของรัฐบาล โดยรายการดังกล่าวมีการวางแผนผูกพันงบประมาณข้ามปี และแบ่งชำระเป็น 4 ปี (พ.ศ. 2560-2563) ไปแล้ว