ปปป. โอนสำนวนคดีเงินทอนวัดให้ พศ. ยันไม่ได้ถูกกดดัน

ปปป. แถลงความคืบหน้าคดีเงินทอนวัด ยันไม่ได้ถูกกดดันให้โอนสำนวนส่งต่อ พศ. แค่ส่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง

วันนี้ (11 ก.ค. 60) พลตำรวจตรีกมล เหรียญราชา ผู้บังคับการการกระทำผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ  ปปป. เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีการตรวจสอบวัดที่พบเข้าข่ายทุจริตงบบูรณะและปฎิสังขรณ์ ซึ่งเป็นงบประมาณจากสำนักงานพระพุทธศาสนา หรือ พศ. ในเฟสที่ 2 จนพบว่า มีวัดที่ได้รับการตรวจสอบ ประมาณ 26 วัด

นอกจากนี้ทาง ปปป.จะส่งสำนวนให้กับ พศ.ไปตรวจสอบการทุจริตโครงการต่อเนื่องจาก ปปป.มีคดีใหม่ที่ได้รับการร้องเรียนจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องส่งมอบให้กับหน่วยงาน พศ. ร่วมตรวจสอบ ยืนยันการทำคดีไม่มีแรงกดดันจากใครและหากมีการส่งข้อมูลให้กับ พศ. ดูแลนั้น อาจมีการช่วยเหลือกันหรือไม่ ยืนยันเจ้าหน้าที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมา

สำหรับการรวบรวมสำนวนข้อมูลวัดที่พบการทุจริตในรอบที่ 2 คาดว่าจะทำแล้วเสร็จปลายเดือนนี้ ก่อนเตรียมส่งให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช. ตรวจสอบชี้มูลความผิด

ส่วนจะมีการตรวจสอบวัดที่เหลือในเฟสที่ 3 ผู้บังคับการ ปปป. ระบุว่า ปล่อยให้เป็นหน้าที่ พศ. เข้าตรวจสอบ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นผู้รับเรื่องการทุจริตจาก พศ. และตรวจสอบข้อมูลดำเนินคดี เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมวันนี้ มีการสรุปสำนวนคดีในเฟส 2 ว่า มีการตรวจสอบวัดที่พบการทุจริตไปกี่วัด รวมถึงวัดอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และการเข้าตรวจค้นที่วัดปากน้ำภาษีเจริญอีกครั้ง เนื่องจากยังไม่พบตัวบุคคลที่เจ้าหน้าที่ต้องการตรวจสอบ และเป็นกลุ่มบุคคลใหม่ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมทั้งหาพยานหลักฐานเส้นทางการโอนเงินเพิ่มเติม เพราะการตรวจสอบครั้งแรกไม่พบหลักฐานว่ามีการทุจริตงบวัด

‘จตุพร’ เปิดใจผ่าน facebok Live แนะหากปฏิรูปตำรวจได้ ต้องปฏิรูปทหารได้

‘จตุพร’ เปิดใจผ่าน facebok Live แนะ “ปฏิรูปจิตใจ” ก่อน “ปฏิรูปประเทศไทย” ชี้ ต้องยอมรับและฟังความคิดเห็นของอีกฝ่ายการปฏิรูปถึงจะเดินหน้า

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้ Live Facebook ในเพจ Jatuporn Prompan – จตุพร พรหมพันธุ์ ว่า หากปฏิรูปตำรวจได้ก็สามารถปฏิรูปในทุกๆ ภาคส่วนได้ไปพร้อมกัน เพราะส่วนตัวไม่เชื่อว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะเป็นองค์กรเดียวที่จะต้องปฏิรูป ฉะนั้นหากมีการปฏิรูปก็ควรที่จะต้องปฏิรูปทุกภาคส่วน แต่ดูเหมือนว่าจะเข้าไปแตะต้องทหารไม่ได้ ทั้งที่จริงๆ แล้วการปฏิรูปจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน

พร้อมกันนี้ แนะนำว่า นอกเหนือจากการปฏิรูปประเทศแล้วควรปฏิรูปจิตใจก่อน เพราะหากหัวใจไม่เปิดกว้าง ก็ไม่ควรคิดเรื่องการปฏิรูปประเทศ หากยังคิดอยู่ว่าตนเป็นคนดี อีกฝ่ายเป็นคนเลว คนชั่ว ก็จะไม่สามารถที่จะปฏิรูปได้ ดังนั้นควรเริ่มต้นปฏิรูปตนเองก่อน ยอมรับ และรับฟังความคิดเห็นของอีกฝ่ายบ้าง การปฏิรูปประเทศถึงจะเดินหน้าต่อไปได้

ทั้งนี้ ยังกล่าวย้ำว่า การปฏิรูปประเทศจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปไปพร้อมๆกันทุกภาคส่วน ไม่เฉพาะแค่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะปัญหาของประเทศไม่ได้อยู่ที่ตำรวจอย่างเดียวแต่มีปัญหากันทุกภาคส่วน ฉะนั้นจึงอยากให้เปิดใจรับฟังความคิดเห็นจากทุกๆ คนด้วย

ที่มา  Jatuporn Prompan – จตุพร พรหมพันธุ์

ตั้งกรรมการสอบตำรวจ 4 นาย ปมสื่อนอกตีพิมพ์ตำรวจเรียกรับ “เงินสินน้ำใจ”

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผย สั่งตั้งกรรมการสอบตำรวจ 4 นาย ปมสื่อนอกตีพิมพ์ตำรวจเรียกรับ “เงินสินน้ำใจ” ด่าน ตม.สะเดา

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีสื่อ หนังสือพิมพ์ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ ประเทศมาเลเซีย ไม่ต่ำกว่า 10 ฉบับพากันพาดหัวข่าวการเก็บเงิน “สินน้ำใจ” ด่านตรวจคนเข้าเมือง อ.สะเดา จ.สงขลา คนละ 2 ริงกิต หรือ 20 บาทไทย หรือมากกว่านั้น แนบหนังสือเดินทางแลกกับตราประทับเข้าประเทศ ว่า

สำหรับกรณีนี้ได้รับรายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เบื้องต้น ได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 นาย แต่ไม่ขอเปิดเผยชื่อ โดย ตม.6 ได้ชี้แจงขั้นตอนการข้ามแดนเข้าออกประเทศว่า ในการเดินทางข้ามแดนจะมีเวลาในการดำเนินการ เช่น ข้ามแดนเวลาปกติหรือนอกเหนือจากเวลาปกติ

ซึ่งอัตราการเก็บก็จะแตกต่างกันออกไป ถ้าข้ามแดนในช่วงเวลาไม่ปกติก็จะมีการเก็บค่าล่วงเวลา มีการออกใบเสร็จรับเงินให้ตามระเบียบที่ สตม.กำหนด แต่ในประเด็นที่ปรากฏตามโลกโซเชียลก็จะต้องดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งทาง ตม.6 มีความพยายามติดต่อกับบุคคลที่กล่าวอ้างถึงตำรวจที่เรียกรับเงินมาให้ถ้อยคำว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่าในส่วนค่าสินน้ำใจ ที่ปรากฏตามข่าว ทราบว่าไม่มีด่านตม.ไหนเก็บ เมื่อมีการร้องเรียนก็ต้องตรวจสอบ ในส่วนประเด็นอื่นๆ ถ้าหากมีหลักฐานว่ามีเก็บเงินจริงก็ต้องว่ากันไป โดยเฉพาะช่วงนี้อยู่ในช่วงผ่อนปรน พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวฯ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งเด็ดขาดห้ามเรียกรับเงินไม่ว่ากรณีใดก็ตาม