มารดาน้องรุ่งถูกวัยรุ่นทำร้ายเสียชีวิต ร้อง “ศรีวราห์” หลังคดีไม่คืบ

มารดาน้องรุ่งถูกวัยรุ่นทำร้ายเสียชีวิต บุกยื่นหนังสือกับ “ศรีวราห์” ร้องขอความเป็นธรรม หลังคดีไม่คืบหน้า

11 ก. ค. 60 วันนี้ ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พามารดาของ นายวิศรุต บุตพรม หรือ น้องรุ่ง อายุ 19 ปี ขอความเป็นธรรมต่อ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร. ให้ช่วยเร่งรัดคดีและเร่งติดตามตัวคนร้ายมาลงโทษเพื่อความยุติธรรม โดยนำหลักฐานที่เป็นภาพถ่ายบาดแผลที่บริเวณศีรษะของ นายวิศรุต พร้อมคำร้องขอความเป็นธรรมมอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเร่งรัดดำเนินคดี หลังจากที่บุตรชายเสียชีวิตจากการถูกทำร้าย

มารดาของผู้เสียชีวิต กล่าวว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่อำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อ 24 วันที่ผ่านมา หลังจากที่บุตรชายกลับมาจากงานบวชของรุ่นพี่ ระหว่างทางกลับบ้านได้ขี่รถจักรยานยนต์กับเพื่อนและมีกลุ่มวัยรุ่นกว่า 10 คน ได้ขี่รถจักรยานยนต์มาประกบและใช้มีดสปาต้าทำร้ายร่างกายและหลบหนีไป

แต่เมื่อไปสอบถามกับพนักงานสอบสวน ได้ให้ข้อมูลว่า บุตรชายน่าจะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้ม แต่ครอบครัวไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากมีพยานทั้งบุคคล และกล้องวงจรปิด ขณะเดียวกันได้ส่งศพมาชันสูตรที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจแล้ว และอยู่ระหว่างรอผลชันสูตร

ขณะที่ พนักงานสอบสวนได้เรียกกลุ่มผู้ต้องสงสัยมาสอบปากคำแล้ว 7 คน แต่มีเพียง 1 คนรับสารภาพว่าได้ทำร้ายร่างกาย แต่หลังจากนั้นผู้เสียชีวิตได้ขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไปได้อีก และไม่ได้ขี่รถตามไปต่อ จึงไม่ทราบว่าเสียชีวิต

กลุ่มผู้เสียหายร้อง DSI ถูกหลอกให้ลงทุนเหมืองทอง-ยางพารา

ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่ พาผู้เสียหายกว่า 30 คน เข้าร้องทุกข์ที่ DSI หลังถูกหลอกให้ลงทุนเหมืองทอง-ยางพารา

วันนี้ (11 ก.ค. 60) นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย ได้นำข้อมูลเอกสารและผู้เสียหาย กว่า 30 คน ที่ถูกหลอกลวงจากการชักชวนลงทุนคล้ายแชร์ลูกโซ่เหมืองทอง-ยางพารา เข้าร้องทุกข์ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ถ.แจ้งวัฒนะ

ทั้งนี้ การลงทุนดังกล่าว เป็นการชักชวนให้ร่วมลงทุนผ่านทางสื่อออนไลน์ เริ่มจากลงทุนเหมืองทอง ในประเทศมาเลเซีย Sriyakota (SKT) โดยหลอกให้ประชาชนโอนเงินลงทุนหุ้นละ 2,800 บาท และจะได้รับผลตอบแทนสัปดาห์ละ 200 บาท ซึ่งคล้ายกับกลุ่มมิจฉาชีพ KKT ที่ ดีเอสไอ ได้รับเป็นคดีพิเศษไปแล้ว

ต่อมาได้มีการชวนลงทุนยางพาราเป็นล็อต ล็อตละ 2,500 บาท โดยจะคืนกำไรให้ 10 – 12 เปอร์เซ็นต์ ปันผลเป็นเวลายาวนาน 12 เดือน เมื่อครบ 12 เดือน จะได้รับเงินต้นคืนทั้งหมด โดยปันผลจะจ่ายให้เดือนละ 2 ครั้ง ซึ่งมีผู้เสียหายสูงถึง 1 ล้านบาท

โดยพฤติกรรมของมิจฉาชีพกลุ่มดังกล่าว มีข้าราชการตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และมีการจัดฉากรับรางวัลให้กับกลุ่มมิจฉาชีพดังกล่าว เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จึงทำให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังมีการมอบสินค้าให้กับทางดีเอสไอตรวจสอบว่า เข้าข่ายอาหารปลอมด้วยหรือไม่ ในกรณีของนักศึกษาที่ถูกหลอกให้ลงทุนในบริษัทขายตรงแห่งหนึ่ง

เปิดใจ! ลุงขับรถทับหมา ยันไม่ขอโทษเจ้าของ เผยแค่บาปบริสุทธิ์

เปิดใจ! ลุงขับรถทับหมา เผยไม่ยอมขอโทษเจ้าของหมา และยืนยันจะสู้คดีให้ถึงที่สุด 

จากกรณีที่โลกโซเชียลได้แชร์คลิปลุงคนนึงขับรถกระบะมาอย่างเร็ว ซึ่งไม่การเหยียบเบรกเพื่อชะลอความเร็วหรือบีบแตรเพื่อไล่ให้สุนัขพ้นทาง และทับสุนัขโดยเจตนาจนลงไปดิ้นอย่างทุรนทุรายและตายในที่สุด ล่าสุดวันนี้ (11 ก.ค. 60) นายสูงสรร ปิ่นป่าสักทองคำ อายุ 70  ปี คู่กรณีคดี ขับรถทับหมาตาย ได้เปิดใจกับผู้สื่อข่าวพร้อมกับคำพูดบางช่วงบางตอนที่ระบุว่า

“บอกได้เลยว่าส่วนตัวผมไม่มีอคติกับหมาอยู่แล้ว เพราะว่าผมรักหมาและผมก็เลี้ยงหมาแบบเจียมตัวด้วย ผมจะเลี้ยงหมาตัวเล็กๆ เพราะถ้าเกิดมันไปกัดใครก็ไม่อันตรายมมาก ถ้าถามว่าผมผิดมั้ย ? ผมยืนยันว่าผมไม่ผิด  ทำไมวันเวลาต้องพาลพาให้ผมไปเหยียบหมาตัวนี้ตาย นั่นคือผมบาป บาปแบบบริสุทธิ์ไม่ได้ตั้งใจ 

 ผมมองซ้ายมองขวาไม่เห็นว่าหมานอนอยู่ เพราะฉะนั้นคนที่เลี้ยงหมาแบบนี้ ความผิดเป็นของเจ้าของหมา  ไม่ใช่ความผิดของผม ผมผิดเหรอที่ต้องไปขอโทษ ? แต่ถ้ามาบอกให้ผมทำบุญทำทานไปให้หมาตัวนี้  โอเค ผมทำกรรมกับเค้ามันบาป ” 

อย่างไรก็ตาม นายสูงสรร ปิ่นป่าสักทองคำ ได้ยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่า จะไม่ไปให้ปากคำตามหมายเรียก ยืนยันจะสู้คดีถึงที่สุด ไม่ยอมขอโทษเจ้าของหมา แต่จะทำบุญอุทิศส่วนบุญกุศลให้หมาเพราะรู้สึกบาป

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : True4UNews