อุทาหรณ์คนชอบสัก!! พบสาวขาเน่า-แผลติดเชื้อ ต้องรักษาโดยการผ่าตัด

สาวเรียกร้องความเป็นธรรม หลังแผลติดเชื้อบริเวณขาเนื่องจากการสัก ต้องรักษาโดยการผ่าตัด

วันนี้ (4 ก.ค. 60 ) แฟนเพจ แหม่มโพธิ์ดำ โพสต์ภาพและข้อความเพื่อหวังให้เป็นอุทาหรณ์สำหรับบุคลที่คิดจะสักตามร่างกายให้เลือกร้านดี ๆ หลังมีลูกเพจสาวเผยเรื่องราวสุดทรมาน เกิดเป็นแผลติดเชื้อบริเวณขา ผู้โพสต์ระบุว่าหลังสักได้เพียง 3 วัน  เริ่มปวด เป็นหนอง จึงตัดสินใจไปพบแพทย์ รักษามาหลายที่แผลดีขึ้นแต่ก็ยังไม่หายดี

สุดท้ายต้องรักษาโดยการผ่าตัด สาวเจ้าของเรื่องกล่าวทิ้งท้ายว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องเธอไม่ได้ทำงานเลยเป็นเวลาเกือบ 3 เดือนแล้ว ขณะนี้ได้ไปแจ้งความเพื่อเรียกร้องเงินจำนวน 10,000 บาท

รายละเอียดที่เจ้าของเรื่องระบุมีดังนี้ …

สวัสดีค่ะเเอดมิน รบกวนสอบถามหน่อยค่ะ หนูไปสักมา พอ 3 วันให้หลังก็ปวดเเดงขึ้น และเป็นหนอง ดังรูป ต่อมาก็รักษาโดยการกินยา และหายาทาตรงบริเวณเเผล หลังจากนั้นมาสักระยะก็ไม่ดีขึ้น เลยไปหาหมอก็รักษาโดยให้ยาฆ่าเชื่อทุก8ชั่วโมงเป็นเวลา 6 วัน แผลก็แห้ง แต่ยังเป็นเนื้อเเข็ง ๆ หนูก็กลับมาบ้าน หนูก็สงสัยทำไมเนื้อยังเเข็งเลย ไปกดดูก็ยังเป็นหนองอยู่

หนูเลยไปหาหมออีกครั้งก็ให้ยามากิน ก็ไม่ดีขึ้น หนูเลยไปหาหมอที่คลินิกอีก หมอก็ฉีดยาเเก้อักเสบให้และก็ให้ยามา จนกินยาหมดก็ไม่ดีขึ้น สุดท้ายไปหาหมอที่ภูเก็ตอีกก็ไม่ดีขึ้น และได้กลับมาหาหมอที่บ้านดอนอินเตอร์ หมอว่าต้องผ่าตัดเเละค่าใช้จ่ายสูง ไม่ใช่ว่าผ่าครั้งเดียวหายเลยตามหมอเรื่องค่าใช่จ่ายแต่ละครั้ง หนูสู้ราคาไม่ไหวเลยขอให้หมอส่งตัวไปโรงบาลเกาะสมุย และก็ได้นอนโรงบาลเกาะสมุย

โดยหมอว่าต้องล้างแผลไปก่อนถ้าไม่ดีขึ้นค่อยผ่าตัด หนูนอนล้างแผลและให้ยาฆ่าเชื้อ สรุปแผลไม่ดีขึ้นเลยผ่า วันที่ 30 ที่ผ่านมาหมอนัดหนูก็ไปตามปกติ หมอบอกว่าต้องผ่าอีกและเอาเนื้อที่ขามาแปะเเละเย็บรอบ

หนูสอบถามหน่อยค่ะ หนูผิดหรือคนสักผิดคะ คนสักไม่ได้มีหน้าร้าน หรือใบอนุญาต ๆ ใด ๆ ทั้งสิ้น และสักเครื่องมือไม่มีครบ และสักไม่สะอาด พอสักเสร็จหนูก็ถามว่า ห้ามอะไรบ้าง คนสักว่าไม่ห้ามอะไรสักอย่าง นอกจากอย่าให้เเผลสักโดนสบู่อย่างเดียว มันคาใจ และไม่สบายใจมาก

หนูได้ไปแจ้งความและเรียกเงินจำนวน 10,000 บาท ให้ช่วยตอนหนูไม่ได้ทำงานตอนไปแจ้ง ก็คิดว่าแผลจะหาย ณตอนนี้ก็จะ 3 เดือนแล้วค่ะ ที่ไม่ได้ทำงาน พี่ควีนช่วยเรียกร้องความเป็นธรรมให้หนูด้วย หนูเครียดมากเลยค่ะ

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก แฟนเพจ แหม่มโพธิ์ดำ

สลด !! หญิงหนัก 100 ก.ก. หน้ามืดหัวฟาดพื้นดับคาห้องน้ำ

พบหญิงสาวเมืองชัยนาทน้ำหนัก 100 ก.ก. มีโรคแทรกซ้อน ก่อนจะเข้าห้องน้ำลื่นหัวฟาดพื้นดับ ตร.คาดหน้ามืด

วันนี้ (4 ก.ค. 60) เวลา 08.30 น.  ร.ต.อ.ฉลองชัย บางจั่น ร้อยเวรสอบสวน สภ.เมืองชัยนาท เข้าตรวจสอบผู้เสียชีวิตภายในห้องน้ำ ของบ้านเลขที่ 35 หมู่ที่ 8 ต.ท่าชัย อ.เมืองชัยนาท ทราบชื่อ “นางสาวประมวล ทัพพันธ์” อายุ 51 ปี นอนเสียชีวิตในสภาพนอนหงายอยู่ข้างโถส้วม ตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบร่องรอยการถูกทำร้าย

จากการสอบสวนลูกสาวทราบว่า นางสาวประมวล มีโรคประจำตัวรุมเร้าหลายโรค โดยเฉพาะโรคอ้วน ที่ทำให้นางสาวประมวล มีน้ำหนักมากกว่า 100 ก.ก. และยังมีโรคแทรกซ้อนคือ โรคเบาหวาน และความดันสูง โดยผู้ตายจะตื่นมาทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำตั้งแต่เช้าตรู่เป็นประจำทุกวัน

ซึ่งก่อนไปพบศพตนเองผิดสังเกต เพราะได้ยินเสียงน้ำไหลตั้งแต่เช้าจนนานเกือบชั่วโมงไม่เห็นแม่ออกจากห้องน้ำ จึงไปเคาะเรียก แต่ไม่มีเสียงตอบรับ จากนั้นได้งัดประตูเข้าไป พบว่าแม่หมดสติและไม่หายใจ จึงได้แจ้งกู้ชีพเข้าปฐมพยาบาลแต่ไม่เป็นผล เนื่องจากแม่ได้เสียชีวิตแล้ว

ขณะเดียวกัน ร.ต.อ.ฉลองชัย เผยว่า สาเหตุการตายคาดว่าน่าจะเกิดจากผู้ตายมีโรคประจำตัว เข้าห้องน้ำคงจะเกิดหน้ามืดหรือลื่นล้ม ด้วยน้ำหนักตัวที่มากทำให้กระแทกกับพื้นจนเสียชีวิต จึงอยากแนะนำชาวบ้านว่า ถ้าบ้านใครมีผู้ป่วย ควรใส่ราวจับช่วยพยุง เพื่อช่วยป้องกันอุบัติเหตุในลักษณะดังกล่าว

‘Google-Facebook’ จ่ายภาษีให้รัฐบาลออสซี่กว่า 5.2 หมื่นล้านบาท

บริษัทยักษ์ใหญ่ Google และ facebook ยอมจ่ายภาษีเต็มอัตราให้ออสเตรเลียกว่า 5.2 หมื่นล้านบาท

วันนี้(4 ก.ค.)  รัฐบาลของออสเตรเลีย เผยว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ Google และ facebook ยอมจ่ายภาษีเต็มอัตราให้ออสเตรเลียแล้ว ซึ่งจ่ายตามรายได้ที่ทำในประเทศ แทนการขยับรายได้ต่างประเทศไปยังประเทศที่มีภาษีต่ำ         โดยสำนักข่าว AP รายงานว่า การเปลี่ยนแปลงระบบภาษีจะช่วยทำกำไรได้กว่า 2 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ 1.2 พันล้านปอนด์) ในปีภาษีนี้จาก บริษัท ข้ามชาติ Google และ facebook

กฎหมายที่เรียกว่า “ภาษีกูเกิล” กำหนดเป้าหมาย บริษัทระดับโลกที่มีรายได้ต่อปีสูงกว่า 1 พันล้านเหรียญออสเตรเลีย โดยรัฐบาลได้มอบอำนาจให้สำนักงานภาษีออสเตรเลียทั้งทรัพยากรและบทลงโทษเพื่อให้สัมฤทธิ์ผล ส่วนเฟซบุ๊กได้ตั้งค่าให้รายได้นำส่งรัฐแก่ออสเตรเลีย ไม่ใช่ไอร์แลนด์ โดยได้ละทิ้งโครงสร้างการจัดเก็บรายได้แบบเดิม และปรับโครงสร้างใหม่ ให้แสดงยอดขายในออสเตรเลีย เมื่อกฎหมายมีการเสนอในปี 2558 รัฐบาลกล่าวว่า บริษัททั่วโลกกว่า 30 แห่งที่จ่ายภาษีเพียงเล็กน้อย หรือไม่จ่ายเลย ในผลกำไรจากการดำเนินงานของออสเตรเลีย

ทั้งนี้ รายงานล่าสุดของ Oxfam Ireland เปิดเผยว่า บริษัทระดับโลกกำลังเดินหน้าทำกำไรเป็นพันล้านยูโร ซึ่งนำรายได้เข้าประเทศไอร์แลนด์เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ได้แก่ Microsoft, Amazon, Facebook และ Google มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ไอร์แลนด์ ซึ่งมีอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 12.5% ต่ำที่สุดเป็นอันดับสองในสหภาพยุโรป ทำให้เมื่อเร็วๆ นี้ สหภาพยุโรปเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้น ไปสู่ข้อตกลงระหว่างบริษัทข้ามชาติและประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ระบุว่า สำหรับการเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายออกมาแต่อย่างใด จึงยังไม่รู้แนวทางที่ชัดเจน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งพิจารณาให้เสร็จภายในเดือน มิ.ย.นี้ เพื่อเสนอรัฐมนตรีกระทรวงการคลังพิจารณาต่อไป

ด้าน นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ปัญหาการจัดเก็บรายได้จากผู้ให้บริการประเภท OTT (Over the Top) เป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยมีการมอบหมายให้ กสทช.เป็นเจ้าภาพจัดประชุมร่วมระหว่างองค์กรกำกับดูแล และโอเปอเรเตอร์กว่า 50 รายในอาเซียน รวมถึงผู้ให้บริการ OTT ระหว่างวันที่ 12-13 ก.ย.นี้

เพื่อหาข้อสรุปแนวทางแก้ปัญหาการไหลออกของรายได้จากการให้บริการ OTT เนื่องจากเป็นเรื่องใหญ่ที่หลายประเทศให้ความสำคัญ เพราะกระทบกับเศรษฐกิจของประเทศ แม้ในอีกมุมจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการจ้างงาน แต่ก็ต้องหาแนวทางที่สร้างสมดุลทั้ง 2 ฝั่ง อย่างรายได้เฉพาะค่าโฆษณาผ่านเฟซบุ๊กและไลน์ ที่ไหลออกนอกประเทศโดยไม่ได้เสียภาษีให้ไทยเลย มีเม็ดเงินเป็นหมื่นล้านบาท ยังไม่รวมรายได้จากการขายสติ๊กเกอร์ไลน์หรือบริการอื่น ๆ

ขณะที่ สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า Facebook ครองแชมป์สื่อดิจิทัลยอดฮิต โดยครองส่วนแบ่งงบโฆษณาดิจิทัลสูงที่สุดต่อเนื่องติดต่อกันเป็นปีที่สอง คิดเป็นส่วนแบ่งสูงถึง 29% หรือเท่ากับงบโฆษณาดิจิทัล 2,711 ล้านบาท

อันดับสองคือ YouTube ที่ครองส่วนแบ่ง 16% คิดเป็นเม็ดเงิน 1,526 ล้านบาท ซึ่งผลการสำรวจในครั้งนี้ยังคงเห็นแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องของทั้ง Facebook และ YouTube

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก ประชาชาติธุรกิจ