‘น้องเฟิร์น’ มีบ้านแล้ว ธารน้ำใจหลั่งไหลเข้าช่วย! หลังเขียนจม.ร้องทุกข์ผ่านโซเซียล

“น้องเฟิร์น” หนูน้อย ม.1 โพสต์จดหมายวอนขอความช่วยเหลือผ่านโลกโซเชียล ม่บ้านใหม่แล้ว หลังธารน้ำใจหลั่งไหลช่วยเหลือ คาดแล้วเสร็จสิงหาคมนี้ 

จากกรณี สมาคมสื่อมวลชน นครศรีธรรมราช ได้รับการร้องเรียนเพื่อช่วยเหลือครอบครัวผู้ยากไร้ อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 649/1 หมู่ 3 ต.ทางพน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครศรีธรรมราช  โดยมีสมาชิกในครอบครัว 5 คน อาศัยรวมกันอยู่ในบ้านยกสูงไม้ยกสูงหลังเล็ก ๆ ที่อยู่ในสภาพเก่าและชำรุดทรุดโทรมอย่างหลัก

โดย ด.ญ.ปิยะพร เหลี่ยมไตร หรือ น้องเฟิร์น อายุ 13 ปีบุตรสาวคนโต ที่บรรจงเขียนจดหมายขอความช่วยเหลือจากผู้ใจบุญและมีอุปการคุณ กระทั่ง นายนิกรณ์ ผุดวัฒน์  อดีตครูประจำชั้น นำจดหมายโพสต์เผยแพร่ในเฟซบุ๊ก จนธารน้ำใจเข้าช่วยเหลือครอบครัวน้องเฟิร์นอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะ นายจิมมี่ ชวาลา คหบดีเจ้าของธุรกิจ จิมมี่คลังผ้า มอบเงิน 2 แสนบาท สมทบทุนสร้างบ้าน ตามที่เสนอข่าวมาแล้วนั้น

วันนี้ 3 ก.ค.60 ผู้สื่อข่าว MThai ได้เดินทางไปเยี่ยมและติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างบ้านหลังใหม่ของครอบครัวน้องเฟิร์น โดย นายสุนทร และเพื่อนบ้านได้ทำการรื้อบ้านหลังเก่า ก่อนว่าจ้างรถถมดินและทำการก่อสร้างบ้านหลังใหม่ขนาดกว้าง 6 x 6 เมตร ยกเสาสูงจากพื้นดิน 2.6 เมตร

โดยนายสุนทร พ่อของน้องเฟิร์น เป็นผู้ออกแบบลงมือก่อสร้างเอง โดยมีเพื่อนบ้านมาช่วยเหลือ แต่มีบางส่วนที่มีการว่าจ้างแรงงานในหมู่บ้าน ภาพรวมการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้วกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าอีกประมาณ  15 วัน จะขึ้นโครงเหล็กหลังคาและมุงหลังคาแล้วเสร็จ โดยคาดว่าช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2560 การก่อสร้างจะแล้วเสร็จสมบูรณ์

ทางด้าน น้องเฟิร์น ได้กล่าวว่า หนูต้องขอบคุณผู้ใจบุญทุกท่าน ที่ช่วยเหลือบริจาคเงินสร้างบ้านใหม่ให้หนู รวมทั้งยังบริจาคเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ เครื่องอุปโภคบริโภคอื่น ๆ ให้ครอบครัวของตนเป็นจำนวนมาก หนูสัญญาว่าจะตอบแทนด้วยการขยันเรียนและเป็นเด็กดี มีน้ำใจต่อผู้อื่น เหมือนกับที่ทุกคนมีน้ำใจกับครอบครัวหนู

ขณะที่การสัมภาษณ์ นายไพฑูรย์  อินทศิลา กล่าวว่า การก่อสร้างบ้านคาดว่าจะใช้งบประมาณทั้งสิ้นไม่เกิน 3 แสนบาท โดยเงินที่ได้รับบริจาคน่าจะเพียงพอที่จะก่อสร้างบ้านใหม่จนแล้วเสร็จ

อย่างไรก็ตามผู้ที่บริจาคเงินผ่านศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช ยังมีเงินเหลือในบัญชีกว่า 1 หมื่นบาท และนักธุรกิจบริจาคโดยตรงอีกประมาณ 1 หมื่นบาท  ซึ่งวันขึ้นบ้านใหม่ทางสมาคมจะรวบรวมเงินอย่างน้อย 30,000 บาท มอบให้กับครอบครัวน้องเฟิร์น เป็นทุนในการประกอบอาชีพ

ส่วนผู้ใจบุญที่จะบริจาคเงินและสิ่งของช่วยเหลือครอบครัวน้องเฟิร์น เพิ่มเติมติดต่อได้ที่ นายนิกรณ์ ผุดวัฒน์ โทร 081 – 8919125 หรือ สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช โทร.082-333-3139 และ 081-6761299

อย่างไรก็ตามครอบครัวนี้จากเดิมอาศัยอยู่รวมกัน 5 คน และได้มีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นอีก 1 คน เนื่องจาก น.ส.จรรยา จิโส๊ะ ภรรยาของนายสุนทร พ่อน้องเฟิร์น และเป็นแม่เลี้ยงของน้องเฟิร์น ได้คลอดบุตรสาวเพิ่มอีก 1 คน  เบื้องต้นตั้งชื่อลูกสาวคนเล็กที่เพิ่งคลอดว่า “น้องฟ้าใส”

ชื่นชมด.ญ. หัวใจแกร่ง ช่วยผู้ปกครองรับจ้างทำงานก่อสร้าง แม้ป่วยโรคหอบหืด

รายการ “สานรัก คนเก่งหัวใจแกร่ง”  เผยเรื่องราวชีวิตของเด็กหญิงหัวใจแกร่ง ป่วยโรคหอบหืด แต่ไม่ท้อขอลุยทำงานก่อสร้าง แบ่งเบาภาระของครอบครัวผู้ดูแล 

รายงานข่าวแจ้งว่า วานนี้ (2 ก.ค. 60) รายงาน “สานรัก คนเก่งหัวใจแกร่ง” ได้มีการนำเสนอเรื่องราวของเด็กหญิงหัวใจแกร่งคนหนึ่ง ที่มุมานะทำงานหารายได้พิเศษจากการทำงานก่อสร้าง เพื่อช่วยเหลือจุนเจือครอบครัว แม้ว่าเธอจะมีอายุแค่ 9 ขวบ และมีโรคประจำตัวหอบหืด  ทราบชื่อคือ  ด.ญ.กานต์พิชชา นามสำโรง หรือ ‘น้องอัสมา’

กานต์พิชชา นามสำโรง, อัสมา, เด็กหัวใจแกร่ง, สานรัก คนหัวใจแกร่ง, ข่าวสดวันนี้

โดยนายมานิต แก้วจรูญ พ่อบุญธรรมของน้องอัสสัม เผยว่า น้องอัสมาอยู่กับตนมาตั้งแต่เล็ก หลังจากพ่อและแม่แท้ๆ ของเขานำมาฝากเลี้ยงแล้วก็ได้หนีหายไป ตนและภรรยาจึงเลี้ยงดูเด็กหญิงมานับตั้งแต่นั้น

ซึ่งตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันน้องอัสมาเป็นเด็กน่ารัก กตัญญูและช่วยเหลือแบ่งเบาภาระพ่อแม่บุญธรรมทุกอย่าง เท่าที่เด็ก 9 ขวบจะทำได้ เช่นช่วยงานก่อสร้าง ทั้งตักทราย ตักหิน เสิร์ฟน้ำ และทำงานบ้าน และที่สำคัญแม้ตัวเองป่วยเป็นโรคหอบหืด กลับไม่เคยนิ่งดูดาย ทำทุกอย่างที่ตนเองสามารถจะทำได้

ขณะที่น้องอัสมา ได้กล่าวสั้นๆ ผ่านทางรายการว่า ตอนแรกๆ ก็มีเหนื่อยจากการทำงานบ้าง แต่ตอนนี้ชินแล้ว ซึ่งสาเหตุที่ต้องทำงานครั้งนี้นั้นก็เพราะสงสารพ่อกับแม่ (บุญธรรม) อีกทั้งอยากแบ่งเบาภาระจึงได้มาช่วยงาน ทั้งนี้แม้ว่าครอบครัวจะมีฐานะลำบาก แต่ตนก็พร้อมที่จะต่อสู้ ใฝ่ศึกษาเล่าเรียน เพื่อให้สำเร็จและก้าวไปเป็นครูอย่างที่ฝันไว้ให้ได้

อย่างไรก็ตามน้องจากน้องอัสมา ที่อยู่ในการดูแลของครอบครัวแก้วจรูญแล้ว ยังมีเด็กชายวัย 13 ปี อีกคนที่อยู่ในการอุปการะด้วย  หากผู้ใจบุญท่านใดอยากช่วยเหลือครอบครัวเล็กๆ ของน้องอัสมา สามารถบริจาคเงินได้ที่ บัญชี
ด.ญ.กานต์พิชชา นามสำโรง ธนาคารกรุงไทย สาขา บางน้ำเปรี้ยว เลขที่ 231-0-30639-8 

กรมสุขภาพจิตชี้ พฤติกรรมความรุนแรงในเด็กแก้ไขได้ทัน

กรมสุขภาพจิต ชี้ พฤติกรรมความรุนแรง พบเร็วตั้งแต่วัยเด็ก ยังแก้ไขได้ทัน ย้ำ การเลี้ยงดู ปัจจัยชี้ขาด ก่อความรุนแรง

วันที่ 3 กรกฎาคม 2560 ทางด้าน  นาวาอากาศตรี นายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงแนวทางพฤติกรรมความรุนแรงของเด็กและวัยรุ่น โดย หากพบความผิดปกติทางพฤติกรรมเช่นนี้ ตั้งแต่วัยเด็กหรือช่วงวัยรุ่นถือเป็นโอกาสที่ยังสามารถแก้ไขได้ทัน

โดยแนวทางที่ดีที่สุด คือ การป้องกัน ด้วยการเลี้ยงลูกด้วยการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด คอยชี้แนะ สั่งสอน แนะนำลูกตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะ ในวัยเด็ก ช่วง 3-6 ขวบ ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ ในการปลูกฝังและวางรากฐานทางคุณธรรมจริยธรรมให้กับเด็ก อย่างไรก็ตามในหลายครอบครัวอาจไม่มีเวลาใกล้ชิดลูกมากนัก แต่อย่างน้อยขอให้พ่อแม่สละเวลาสักนิดให้กับพวกเขาในการแสดงความรัก ความเอาใจใส่ที่สามารถทำได้ง่ายๆ เช่น หากเราต้องทำงานบ้าน ก็ชวนลูกๆ มาช่วยทำด้วยและชื่นชมพวกเขา หรือเล่นเกมกระดาน อ่านหนังสือร่วมกับพวกเขา ไม่ว่าจะกับลูกคนใด ขอให้ปฏิบัติต่อพวกเขาเช่นเดียวกัน เพื่อให้พวกเขาได้เรียนรู้ว่า พวกเขามีเวลาดีๆ กับพ่อแม่ พ่อแม่ดูแลเอาใจใส่และรักพวกเขาเท่ากัน ที่จะช่วยลดช่องว่างและความน้อยเนื้อต่ำใจที่เกิดขึ้นได้ในเด็กทุกคน

ครอบครัวจึงเป็นเหมือนต้นแบบในการใช้ชีวิตของเด็ก หากเด็กขาดบุคคลที่อบรมสั่งสอนอย่างเอาใจใส่หรือขาดแบบอย่างที่ดีหรือความสัมพันธ์ในครอบครัวเปราะบาง ย่อมก่อให้เกิดปัญหาการใช้ความรุนแรงได้ในอนาคต ทั้งนี้ กรณีเด็กที่โตขึ้นมา ที่มีความผิดปกติทางพฤติกรรม จนเกินความสามารถของครอบครัวที่จะดูแล สามารถใช้กระบวนการทางสังคม เข้ามาช่วยได้ เช่น จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่จะเข้ามาประเมินเด็กถึงความเหมาะสมในการอยู่กับครอบครัว หากไม่เหมาะสม ก็จะส่งเข้าสู่กระบวนการ