‘กระแต อาร์สยาม’ แจ้งความเอาผิดเพจขายเซรั่มปลูกคิ้วนำภาพไปแอบอ้าง

‘กระแต อาร์สยาม’ นักร้องลูกทุ่งชื่อดังเข้าแจงความที่ สน.โชคชัย หลังถูกเพจเฟซบุ๊คขายเซรั่มปลูกคิ้วแอบอ้างนำภาพส่วนตัวไปใช้

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 25 ก.ค.60 น.ส.นิภาพร บุญยะเลี้ยง หรือ กระแต อาร์สยาม นำหลักฐานเข้าแจ้งความ ที่สน.โชคชัย หลังถูกเพจเฟซบุ๊คขายเซรั่มปลูกคิ้ว ปลูกผม หนวด แอบอ้างนำภาพส่วนตัวจาก อินสตราแกรม ไปตัดต่อกับภาพสินค้าและโพสต์ขายในอินเทอร์เน็ต

โดยกระแต อาร์สยาม ระบุว่าเพจดังกล่าวได้นำภาพตัวเองไปตัดต่อคล้ายกับตัวเองเป็นพรีเซนเตอร์สินค้ามานาน 2-3 ปีแล้ว และมีการแชร์ต่อๆกันเป็นจำนวนมาก อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของสินค้า ซึ่งขอยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าดังกล่าวและไม่เคยใช้ โดยก่อนหน้านี้ทั้งตนเองและเพื่อนได้ทักไปตักเตือนเพจดังกล่าวหลายครั้งแต่กลับถูกบล็อค และไม่สนใจ แต่ก็ยังมีการโพสต์ขายสินค้าตามปกติ ตนจึงปรึกษากับต้นสังกัดเพื่อเข้าแจ้งความ ส่วนสาเหตุที่เพิ่งมาแจ้งความ เพราะ ตอนแรกก็เข้าใจคนที่ทำมาหากิน แต่สิ่งที่ทำมันไม่ถูกต้อง ส่งผลให้เกิดความเสียหายให้ต้นเอง และต้นสังกัด พร้อมฝากเตือนผู้บริโภคให้ตรวจสอบข้อมูลของสินค้าให้ละเอียดก่อนใช้งาน

สาวเข้าแจ้งความ อ้างถูกขโมยไอเดียจากผู้ร่วมธุรกิจชาวต่างชาติ

สาวเข้าแจ้งความกองปราบฯ อ้างถูกขโมยสิทธิบัตรแช่แข็งมะพร้าว บริษัทได้รับความเสียหายกว่า 20 ล้านบาท

วันนี้ (25 ก.ค.60) ที่กองบังคับการปราบปราม น.ส.วรัญณภรณ์ วิเชียรโชติวัตร ตำแหน่งกรรมการและผู้อำนวยการฝ่ายผลิต บริษัทโคโค่ริลล่า อิงค์ (ประเทศไทย) เดินทางเพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ นายโทริน ในข้อหาข่มขู่ ฉ้อโกง และละเมิดสิทธิบัตร

โดยน.ส.วรัญณภรณ์อ้างว่า ตนและนายเอนนิส แคน กอค (CEO) ช่วยกันก่อตั้งบริษัทโคโค่ริลล่า และเป็นผู้บุกเบิก อีกทั้งยังได้ทำการทดลองการแช่แข็งมะพร้าวมากว่า 2 ปีแล้ว โดยเริ่มตั้งแต่กลางปี 2558 ซึ่งเป็นไอเดียและสูตรผลิตเจ้าเดียวและเจ้าแรกของโลกที่แช่แข็งมะพร้าวอ่อนทั้งเปลือกทั้งลูกสำเร็จโดยไม่เจาะหรือเปิดกะลา และตนเป็นเจ้าของสิทธิบัตรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่สิทธิบัตรเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษได้ถูกขโมยไปจดในประเทศสหรัฐอเมริกา ภายใต้ชื่อของนายนายโทริน รวมถึงการละเมิดเครื่องหมายการค้า

จากเรื่องดังกล่าวทำให้ทางบริษัทได้รับความเสียหายกว่า 20 ล้านบาท นอกจากนี้เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมา ตนและครอบครัวถูกข่มขู่จากชายแปลกหน้าที่อ้างตัวเป็นทหารที่ออฟฟิศโรงงานที่ตนเคยเปิดกิจการ ชายแปลกหน้าอ้างว่าเป็นทหารจะมาจับกุมตน พ่อแม่และนายเอนนิส CEO เพราะตนทำให้ประเทศเสียชื่อเสียง ซึ่งได้ไปแจ้งความแล้วในเรื่องของการถูกข่มขู่

กระเป๋ารถเมล์ บอกไม่เป็นไร หลังเจ้าของเงินล้าน ให้แค่ขนมเป็นสินน้ำใจ

เจ้าของเงินล้าน โร่ขอโทษกระเป๋ารถเมล์น้ำใจงาม หลังเกิดราม่า ให้แค่ขนม 2 ห่อเป็นสินน้ำใจ บอกไม่ทันคิด ต้องนำเงินไปใช้หนี้ให้ครอบครัว

จากกรณี มีพลเมืองดีเก็บเงินเป็นจำนวนกว่า 1,000,000 บาทได้ และส่งคืนเจ้าของ แต่ผลตอบแทนแห่งการทำดีนั้นเขาได้เพียงขนม 2 ห่อ จนทำให้เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ เพราะดูเหมือนเป็นการแล้งน้ำใจนั้น

ล่าสุด นางสุมน มทิดุล  กระเป๋ารถเมล์น้ำใจงามได้ออกมาเปิดเผยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า หลังจากมีกระแสข่าวดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไป ทางเจ้าของเงินได้โทรเข้ามาขอโทษ ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นว่าที่ไม่ได้ ตอบแทนน้ำใจเป็นตัวเงินนั้นเป็นเพราะไม่ทันคิด อีกทั้งเงินจำนวนนั้นก็เป็นเงินที่ต้องนำไปใช้หนี้ของครอบครัว  ซึ่งตนก็ได้บอกว่าไม่เป็นไร เพราะถือว่าเป็นหน้าที่และภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นๆ  และการได้รางวัลเป็นขนม 2 ห่อก็เพียงพอแล้ว

อย่างไรก็ตามแม้ว่าเรื่องดังกล่าวจะได้ขอยุติลงแล้ว แต่ก็มีคนยกข้อกฎหมาย เรื่องการเก็บของแล้วส่งคืน ให้มาเป็นข้อคิดด้วยว่า การให้สินน้ำใจนั้น ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “น้ำใจ” แต่หากถูกเขียนไว้ในกฎหมายว่า ผู้ที่เก็บทรัพย์สินและคืนเจ้าของสามารถเรียก “สินน้ำใจ” ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยระบุว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ก็จะพบการบัญญัติโดยในมาตรา 1323 ระบุถึงการเก็บทรัพย์สินได้ว่า

บุคคลเก็บได้ซึ่งทรัพย์สินหาย ต้องทำอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
(1) ส่งมอบทรัพย์สินนั้นแก่ผู้ของหายหรือเจ้าของ หรือบุคคลอื่นผู้มีสิทธิจะรับทรัพย์สินนั้น หรือ
(2) แจ้งแก่ผู้ของหายหรือเจ้าของ หรือบุคคลอื่นผู้มีสิทธิจะรับทรัพย์สินนั้นโดยมิชักช้า หรือ
(3) ส่งมอบทรัพย์สินนั้นแก่เจ้าพนักงานตำรวจ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นภายในสามวันและแจ้งพฤติการณ์ตามที่ทราบอันอาจเป็นเครื่องช่วยในการสืบหาตัวบุคคลผู้มีสิทธิจะรับทรัพย์สินนั้น

แต่ถ้าไม่ทราบตัวผู้ของหาย เจ้าของ หรือบุคคลอื่นผู้มีสิทธิจะรับทรัพย์สินก็ดี หรือบุคคลดังระบุนั้นไม่รับมอบทรัพย์สินก็ดี ท่านให้ดำเนินการตามวิธีอันบัญญัติไว้ในอนุมาตรา (3)

ทั้งนี้ ท่านว่าผู้เก็บได้ซึ่งทรัพย์สินหายต้องรักษาทรัพย์สินนั้นไว้ด้วยความระมัดระวังอันสมควรจนกว่าจะส่งมอบ

ซึ่งแปลความง่ายๆว่า หากเจอทรัพย์สินที่หายไป ผู้ที่เก็บได้ต้อง คืนทรัพย์สินให้เจ้าของ หรือแจ้งแก่เจ้าของโดยไม่ชักช้า หรือส่งมอบทรัพย์สินให้ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่อื่นภายในสามวันและแจ้งพฤติการณ์เพื่อสืบหาเจ้าของทรัพย์สิน

และเมื่อส่งคืนแล้ว ใน “มาตรา 1324” ระบุว่า

“ผู้เก็บได้ซึ่งทรัพย์สินหาย อาจ “เรียกร้องเอารางวัลจากบุคคลผู้มีสิทธิจะรับทรัพย์สินนั้นเป็นจำนวนร้อยละสิบแห่งค่าทรัพย์สินภายในราคาสามหมื่นบาทและถ้าราคาสูงกว่านั้นขึ้นไปให้คิดให้อีกร้อยละห้าในจำนวนที่เพิ่มขึ้น” แต่ถ้าผู้เก็บได้ซึ่งทรัพย์สินหายได้ส่งมอบทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่น ให้เสียเงินอีกร้อยละสองครึ่งแห่งค่าทรัพย์สินเป็นค่าธรรมเนียมแก่ทบวงการนั้นๆ เพิ่มขึ้นเป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากรางวัลซึ่งให้แก่ผู้เก็บได้แต่ค่าธรรมเนียมนี้ให้จำกัดไว้ไม่เกินหนึ่งพันบาท

ถ้าผู้เก็บได้ซึ่งทรัพย์สินหายมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติใน มาตรา ก่อนไซร้ ท่านว่าผู้นั้นไม่มีสิทธิจะรับรางวัล”

แปลว่า ผู้เก็บทรัพย์สินได้ และส่งคืนเจ้าของหรือนำส่งให้ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่อื่น สามารถเรียกร้องสินน้ำใจได้ตามกฎหมาย โดยหากทรัพย์สินมูลค่า 30,000 บาท ก็จะเรียกสินน้ำใจได้ 3,000 บาท และส่วนที่เกินจาก 30,000 บาทแรกนั้นให้คิดอัตราร้อยละ 5 ซึ่งหากเทียบว่าทรัพย์สินที่เก็บได้ส่วนที่เกินจากสามหมื่นแรกมีมูลค่า 1 ล้านบาท ก็จะมีสิทธิได้สินน้ำใจเพิ่มอีก 50,000 บาท

“แต่หากไม่ส่งคืน จนสืบเจอเอง ก็ไม่สามารถเรียกร้องสินน้ำใจใดๆได้เลย”