เจ้าของเงินล้าน โร่ขอโทษกระเป๋ารถเมล์น้ำใจงาม หลังเกิดราม่า ให้แค่ขนม 2 ห่อเป็นสินน้ำใจ บอกไม่ทันคิด ต้องนำเงินไปใช้หนี้ให้ครอบครัว
จากกรณี มีพลเมืองดีเก็บเงินเป็นจำนวนกว่า 1,000,000 บาทได้ และส่งคืนเจ้าของ แต่ผลตอบแทนแห่งการทำดีนั้นเขาได้เพียงขนม 2 ห่อ จนทำให้เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ เพราะดูเหมือนเป็นการแล้งน้ำใจนั้น
ล่าสุด นางสุมน มทิดุล กระเป๋ารถเมล์น้ำใจงามได้ออกมาเปิดเผยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า หลังจากมีกระแสข่าวดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไป ทางเจ้าของเงินได้โทรเข้ามาขอโทษ ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นว่าที่ไม่ได้ ตอบแทนน้ำใจเป็นตัวเงินนั้นเป็นเพราะไม่ทันคิด อีกทั้งเงินจำนวนนั้นก็เป็นเงินที่ต้องนำไปใช้หนี้ของครอบครัว ซึ่งตนก็ได้บอกว่าไม่เป็นไร เพราะถือว่าเป็นหน้าที่และภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นๆ และการได้รางวัลเป็นขนม 2 ห่อก็เพียงพอแล้ว
อย่างไรก็ตามแม้ว่าเรื่องดังกล่าวจะได้ขอยุติลงแล้ว แต่ก็มีคนยกข้อกฎหมาย เรื่องการเก็บของแล้วส่งคืน ให้มาเป็นข้อคิดด้วยว่า การให้สินน้ำใจนั้น ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “น้ำใจ” แต่หากถูกเขียนไว้ในกฎหมายว่า ผู้ที่เก็บทรัพย์สินและคืนเจ้าของสามารถเรียก “สินน้ำใจ” ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยระบุว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ก็จะพบการบัญญัติโดยในมาตรา 1323 ระบุถึงการเก็บทรัพย์สินได้ว่า
บุคคลเก็บได้ซึ่งทรัพย์สินหาย ต้องทำอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
(1) ส่งมอบทรัพย์สินนั้นแก่ผู้ของหายหรือเจ้าของ หรือบุคคลอื่นผู้มีสิทธิจะรับทรัพย์สินนั้น หรือ
(2) แจ้งแก่ผู้ของหายหรือเจ้าของ หรือบุคคลอื่นผู้มีสิทธิจะรับทรัพย์สินนั้นโดยมิชักช้า หรือ
(3) ส่งมอบทรัพย์สินนั้นแก่เจ้าพนักงานตำรวจ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นภายในสามวันและแจ้งพฤติการณ์ตามที่ทราบอันอาจเป็นเครื่องช่วยในการสืบหาตัวบุคคลผู้มีสิทธิจะรับทรัพย์สินนั้น
แต่ถ้าไม่ทราบตัวผู้ของหาย เจ้าของ หรือบุคคลอื่นผู้มีสิทธิจะรับทรัพย์สินก็ดี หรือบุคคลดังระบุนั้นไม่รับมอบทรัพย์สินก็ดี ท่านให้ดำเนินการตามวิธีอันบัญญัติไว้ในอนุมาตรา (3)
ทั้งนี้ ท่านว่าผู้เก็บได้ซึ่งทรัพย์สินหายต้องรักษาทรัพย์สินนั้นไว้ด้วยความระมัดระวังอันสมควรจนกว่าจะส่งมอบ
ซึ่งแปลความง่ายๆว่า หากเจอทรัพย์สินที่หายไป ผู้ที่เก็บได้ต้อง คืนทรัพย์สินให้เจ้าของ หรือแจ้งแก่เจ้าของโดยไม่ชักช้า หรือส่งมอบทรัพย์สินให้ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่อื่นภายในสามวันและแจ้งพฤติการณ์เพื่อสืบหาเจ้าของทรัพย์สิน
และเมื่อส่งคืนแล้ว ใน “มาตรา 1324” ระบุว่า
“ผู้เก็บได้ซึ่งทรัพย์สินหาย อาจ “เรียกร้องเอารางวัลจากบุคคลผู้มีสิทธิจะรับทรัพย์สินนั้นเป็นจำนวนร้อยละสิบแห่งค่าทรัพย์สินภายในราคาสามหมื่นบาทและถ้าราคาสูงกว่านั้นขึ้นไปให้คิดให้อีกร้อยละห้าในจำนวนที่เพิ่มขึ้น” แต่ถ้าผู้เก็บได้ซึ่งทรัพย์สินหายได้ส่งมอบทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่น ให้เสียเงินอีกร้อยละสองครึ่งแห่งค่าทรัพย์สินเป็นค่าธรรมเนียมแก่ทบวงการนั้นๆ เพิ่มขึ้นเป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากรางวัลซึ่งให้แก่ผู้เก็บได้แต่ค่าธรรมเนียมนี้ให้จำกัดไว้ไม่เกินหนึ่งพันบาท
ถ้าผู้เก็บได้ซึ่งทรัพย์สินหายมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติใน มาตรา ก่อนไซร้ ท่านว่าผู้นั้นไม่มีสิทธิจะรับรางวัล”
แปลว่า ผู้เก็บทรัพย์สินได้ และส่งคืนเจ้าของหรือนำส่งให้ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่อื่น สามารถเรียกร้องสินน้ำใจได้ตามกฎหมาย โดยหากทรัพย์สินมูลค่า 30,000 บาท ก็จะเรียกสินน้ำใจได้ 3,000 บาท และส่วนที่เกินจาก 30,000 บาทแรกนั้นให้คิดอัตราร้อยละ 5 ซึ่งหากเทียบว่าทรัพย์สินที่เก็บได้ส่วนที่เกินจากสามหมื่นแรกมีมูลค่า 1 ล้านบาท ก็จะมีสิทธิได้สินน้ำใจเพิ่มอีก 50,000 บาท
“แต่หากไม่ส่งคืน จนสืบเจอเอง ก็ไม่สามารถเรียกร้องสินน้ำใจใดๆได้เลย”