นายกฯ พูดอีสานอ้อนอย่ารีบไล่ แนะคนไทยใช้เน็ตดูอย่างอื่น อย่าสนแต่ละคร-ดารา

นายกรัฐมนตรี พูดอีสานอ้อนชาวโคราช ขออย่ารีบไล่ ย้ำหนุนเลือกตั้ง วอนขออย่าทะเลาะเรื่องรัฐธรรมนูญ ก่อนแนะปลูกข้าวแล้วเจอน้ำท่วม ควรหาพืชอื่นมาปลูกแทน โอดคนไทยใช้เน็ตดูข่าวดารามากไป ควรหันมาสนใจอย่างอื่นบ้าง

วันนี้ (21 ส.ค. 60) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวช่วงหนึ่งระหว่างการลงพื้นที่ ครม.สัญชร ที่ จ.นครราชสีมา ว่า ส่วนตัวสนับสนุนการเลือกตั้งอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาได้คนไม่ดีมาตลอด เพราะคนดีไม่ได้ไปเลือก ซึ่งจะเลือกใครก็ไปเรื่องของประชาชน แต่ขออย่าเลือกคนผิดอีก

ส่วนการเข้ามาทำหน้าที่ของประชาชนนั้น เป็นเรื่องชะตากรรมของบ้านเมือง และตนไม่ใช่เจ้านายประชาชน แต่ประชาชนคือเจ้านายรัฐบาล การที่มีคนเอาเนื้อหาของเพลงมา ขอเวลาอีกไม่นาน แต่ไม่ไปสักที มาหยอกล้อรัฐบาลนั้น อยากให้รู้ว่ารัฐบาลไปตามขั้นตอน ไปได้ก็ไป อย่าไล่ ถ้าไล่ ยังไม่ไป ทหารพูดอะไรโกหกไม่ได้ เป็นคำมั่นสัญญา ที่ต้องการทำเพื่อประชาชน ดังนั้นทั้งประชาชนและรัฐบาลต้องพึ่งพาอาศัยกัน ต้องมีความเข้าใจ ไม่ต่อต้าน ใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม อย่าทะเลาะกันเรื่องรัฐธรรมนูญ และอย่าโทษว่ารัฐธรรมนูญไม่เป็นธรรม ต้องดูกฎหมายลูกด้วย

พร้อมกันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้กล่าวถึง การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมนาข้าวว่า ขออย่าปลูกกันเยอะ แต่หากเลี่ยงพื้นที่ที่น้ำท่วมบ่อยไม่ได้ ก็ควรปลูกพืชอย่างอื่นทดแทนเพื่อให้เกิดรายได้เพียงพอ ส่วนที่การที่โพลระบุว่า ประชาชนร้อยละ 60 ไม่อยากให้ทุจริต แต่ยังมีอีกประมาณร้อยละ 33 บอกว่าโกงได้แต่ขอให้แบ่งบัน จึงอยากรู้ว่าโพลแบบนี้ทำที่ไหน ซึ่งการเขียนเช่นนี้ทำให้รู้สึกท้อแท้ คิดได้อย่างไร

อีกทั้งอยากให้คนไทยหันมาสนใจในเรื่องอื่นบ้าง เพราะปัจจุบันเห็นว่า คนไทยใช้อินเตอร์เน็ตวันละ 3 ชั่วโมง แต่กลับต้องหมดไปกับการดูละครและติดตามเรื่องราวของดารา ซึ่งเห็นว่าไม่เกิดประโยชน์อะไรให้กับประชาชน

ออกหมายจับ 5 ผู้ต้องหา ปล้นรถ ทำคาร์บอมบ์-เผย 1 โยงบึ้ม 7 จังหวัดใต้

ผู้บัญชาการตำรวรภูธรภาค 9 เผยศาลออกหมายจับ 5 ผู้ต้องหาปล้นรถหลายข้อหาแล้ว ด้าน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เผย 1 ใน 5 พัวพันขบวนการบึ้ม 7 จังหวัดใต้ ปี 59

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางลงพื้นที่เต็นท์รถวางโตคาร์เซ็นเตอร์จุดเกิดเหตุปล้นรถ ใน อ.นาทวี จ.สงขลา ได้พูดคุยให้กำลังใจ เจ้าของเต็นท์รถซึ่งเป็น 1 ใน 4 ตัวประกันที่คนร้ายจับตัวไปแต่รอดชีวิตมาได้ โดย พล.ต.อ.ศรีวราห์ ยืนยันจะดูแลความปลอดภัยคุ้มครองหลังจากเป็นผู้ประสบเหตุโดยเจ้าของเต็นท์รถกำลังใจดีขึ้น หายจากอาการตกใจและหวาดผวาพอสมควร โดยกล่าวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า “เหมือนตายแล้วเกิดใหม่”

จากนั้น พล.ต.อ.ศรีวราห์ เดินทางมายังสถานีตำรวจภูธรนาทวีประชุมชุดสืบสวน โดยได้ตรวจสำนวนคดีปล้นรถทำคาร์บอมบ์ ได้พยานหลักฐานที่น่าพอใจนำไปสู่การขออนุมัติหมายจับได้ โดยพยานบุคคลยืนยันภาพผู้ต้องสงสัย มีพยานดีเอ็นเอที่เก็บได้ และกำลังรอผลการตรวจเปรียบเทียบปลอกกระสุน ที่เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเก็บได้หากยืนยันชัดพยานหลักฐานจะชัดเจนยิ่งขึ้น โดยในวันนี้ตนจะเดินทางไปยังศาลจังหวัดนาทวี เพื่อขออนุมัติศาลจังหวัดนาทวีออกหมายจับผู้ต้องหาที่ก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดสงขลา 5 ราย หนึ่งในนั้นคือ นายรอยาลี หลำโสะ ซึ่งเป็นญาติ นายซอบรี หลำโสะ ที่ก่อเหตุวางระเบิดที่อ่าวนาง จังหวัดกระบี่เมื่อเดือนสิงหาคม 2559 เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลทหาร และเป็นกลุ่มแนวร่วมก่อเหตุในพื้นที่

ขณะที่ในจำนวนผู้ต้องหา 5 รายที่จะขออนุมัติหมายจับนั้น มี 4 คน มีประวัติก่อเหตุหลายครั้ง โดยเป็นกลุ่มเดียวกับที่ก่อเหตุที่จังหวัดปัตตานีโดยจากการสืบสวนเชื่อว่ากลุ่มผู้ต้องหาที่ก่อเหตุครั้งนี้มีมากกว่า 7 คน จากการสืบสวนสอบสวนและข้อมูลด้านการข่าวพบว่าจุดที่คนร้ายไปประกอบระเบิดในอำเภอโคกโพธิ์จังหวัดปัตตานีนั้น มีข้อมูลการข่าวตั้งแต่ปี 2551 ว่าเป็นจุดประกอบระเบิดแต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนอย่างไรก็ตามขณะนี้ฝ่ายทหารเข้าไปกวาดล้างปราบปรามกดดันแล้ว ส่วนกรณีที่มีรายงานว่าทหารคุมตัวผู้ต้องสงสัยร่วมก่อเหตุครั้งนี้ 3 คนนั้นได้รับรายงานเบื้องต้นว่าเป็นการควบคุมตัวตามการขยายผลแต่ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน ต่อมาเวลา 12:00 น. พล.ต.อ.ศรีวราห์ เดินทางมายังศาลจังหวัดนาทวีเพื่อยื่นคำร้องขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหา 5 ราย

ศาลออกหมายจับ5ผตห.ปล้นรถคาร์บอมบ์

พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี ผู้บัญชาการตำรวรภูธรภาค 9 เปิดเผยกับสำนักข่าวไอ.เอ็น.เอ็น.ว่า ขณะนี้ตนได้รับรายงานว่า ศาลจังหวัดนาทวี ได้มีการออกหมายจับผู้ต้องหา 5 คน ซึ่งร่วมกันก่อเหตุปล้นรถ 6 คัน จากเต็นท์รถมือสอง วังโต้ คาร์เซ็นเตอร์ เขต อ.นาทวี จ.สงขลา ในหลายข้อหา ซึ่งขณะนี้ เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างประชุมร่วมกับ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งจากจ.สงขลา รวมถึง จ.ปัตตานี เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีสำหรับหาข้อสรุปนำมาใช้ในการติดตามตัวกลุ่มคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ครอบครัว ‘ผอ.อ้อย’ ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม หวั่นคดีไม่คืบ

ครอบครัว ผอ.อ้อย ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม ที่ กระทรวงยุติธรรม เนื่องจากกลัวว่าคดีไม่มีความคืบหน้า

วันนี้ (21 ส.ค. 60) ที่ กระทรวงยุติธรรม นางสาวหมายปอง อุ่นอ่อน พี่สาว ผอ.อ้อย เผยว่า เดินทางมาที่นี่เพื่อขอความยุติธรรม เพราะเชื่อว่ายังไม่ได้รับความยุติธรรม และคดีนี้มีความเกี่ยวเนื่องกับคนมีสีเข้ามาเกี่ยวข้อง อีกทั้งบริเวณบ้านจุดที่เกิดเหตุนั้นเป็นเขตควบคุมของทหาร อยู่ตามแนวชายแดน เป็นจุดเสี่ยงภัย เกรงว่าจะมีอันตราย ทั้งนี้ยังเชื่ออีกว่าในทางคดีความน่าจะมีบุคคลที่เป็นพลเรือนเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะ ขณะนี้ทราบข้อมูลว่ามีการปลอมแปลงเอกสารการซื้อขายรถยนต์ด้วย

ขณะที่ นายบัวกัน อุ่นอ่อน อาของน้อง ผอ.อ้อย ระบุว่า นอกจากหลักฐานการโอนเงินที่มีการโอนจากบัญชีหลายครั้งแล้ว ก็ยังพบหลักฐานการโอนรถยนต์ที่ยังไม่ระบุผู้รับ ก่อนที่จะพบว่า รถของ ผอ.อ้อย ไปที่อู่รถยนต์แห่งหนึ่งที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่ทางตำรวจพยายามหาว่า ผู้ครอบครองรถเกี่ยวกับการหายตัวไปของผอ.อ้อย หรือไม่

ด้าน พันตำรวจเอกดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เผยว่า ขณะนี้ได้รับเรื่องไว้เพื่อดำเนินการแล้ว ซึ่งหลังจากนี้จะส่งเรื่องต่อให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ เนื่องจากเป็นคดีร้ายแรงส่งผลกระทบต่อศีลธรรมอันดี และตรวจสอบในประเด็นที่ญาติสงสัย และหากคดีนี้เกี่ยวข้องกับ องค์กร หน่วยงาน เครือข่ายอาชญากรรม ตำรวจ หรือ ทหาร ก็อาจจะมีการพิจารณาเป็นคดีพิเศษ

ทั้งนี้ พันตำรวจเอกดุษฎี ยังระบุว่า คดีนี้จากการติดตามข่าวเห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ทำงานอย่างเต็มที่อยู่แล้ว ซึ่งทางญาติอาจร้อนใจและอยากให้คดีเป็นไปอย่างรวดเร็ว จึงคิดว่าขณะนี้ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมแต่ก็ยินดีที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากตำรวจมีการตรวจสอบพบสัญญาณโทรศัพท์ของ ผอ.อ้อย ก่อนหายตัวไป ซึ่งจุดสุดท้ายที่พบสัญญาณโทรศัพท์คือที่ ค่ายทหาร ฉก.บ้านน้ำยืน ซึ่งเป็นเส้นทางเขตชายแดนไทย-ลาว จ.ศรีสะเกษ