ตร. ยังไม่พบแหล่งกบดาน ‘บอส ทายาทกระทิงแดง’ ยกระดับล่าตัว

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยหลายประเทศตอบกลับยังไม่พบเบาะแส “บอส อยู่วิทยา” ยกระดับการติดตามเป็นบุคคลที่ทางการไทยต้องการตัว

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการติดตามตัว นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ผู้ต้องหาขับรถชนดาบตำรวจ สน.ทองหล่อ เสียชีวิต เมื่อปี 2550 ว่า ภายหลังตำรวจสากลประเทศไทย ได้ดำเนินการออกหมายน้ำเงิน ประสานไปยัง 190 ประเทศสมาชิก ให้ช่วยติดตามตรวจสอบแหล่งที่อยู่ของผู้ต้องหา ล่าสุด มีหลายประเทศ ที่ตอบกลับมาว่าไม่พบเบาะแสแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่จึงทำการยกระดับ ผู้ต้องหา เป็นบุคคลที่ทางการไทยต้องการตัว ซึ่งเป็นการยกระดับในการติดตามตัว

พร้อมยืนยันว่า ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เร่งดำเนินการตามกรอบระยะเวลา เพื่อหาแหล่งที่อยู่ที่ชัดเจนของผู้ต้องหา ก่อนส่งข้อมูลยืนยันให้อัยการ ยื่นคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน นำตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดีภายในประเทศ แต่การดำเนินการแต่ละขั้นตอนนั้น ก็จะต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทางการไทยก็ได้รับความร่วมมือจากประเทศสมาชิกมาโดยตลอด

‘ศรีวราห์’ จ่อลงพื้นที่ติดตาม คดีโจรปล้นรถทำคาร์บอมบ์ เร่งล่าคนร้าย

ตำรวจ เร่งล่ากลุ่มโจรปล้นรถทำคาร์บอมบ์ เชื่อกบดานอยู่ใน จ.ปัตตานี – สงขลา ขณะ “ศรีวราห์” จ่อบินถกความคืบหน้าคดี

วันนี้(20 ส.ค.) พ.ต.อ. ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี เปิดเผยกับสำนักข่าวไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งติดตามตัวคนร้ายซึ่งก่อเหตุปล้นรถจากเต็นท์รถมือ 2 เขต อ.นาทวี จ.สงขลา เพื่อใช้ประกอบทำเป็นคาร์บอมบ์ สร้างสถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มาดำเนินคดีตามกฎหมาย เบื้องต้นทางตำรวจเชื่อว่าน่าจะมีคนร้ายบางส่วนกบดานอยู่ที่ จ.ปัตตานี ขณะที่บางส่วนแยกไปกบดานบริเวณเขตรอยต่อระหว่าง จ.สงขลา กับ จ.ปัตตานี 4 อำเภอ คือ อ.จะนะ, เทพา, นาทวี และ สะบ้าย้อย โดยหลายฝ่ายอยู่ระหว่างสืบหาพยานหลักฐานเพื่อสืบหาแหล่งที่อยู่ของกลุ่มคนร้ายสำหรับนำมาให้เป็นข้อมูลในการติดตามตัวส่วนในเรื่องการดำเนินคดีเกี่ยวกับข้อหาปล้นทรัพย์นั้น เป็นหน้าที่ของตำรวจ สภ.นาทวี จ.สงขลา

อย่างไรก็ตาม ภายในวันจันทร์นี้ (21 ส.ค.60) ทาง พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) จะเดินทางมาประชุมติดตามความคืบหน้าของคดีในพื้นที่ด้วยตนเอง ซึ่งหลังจากหารือกันเสร็จสิ้น เชื่อว่าน่าจะมีแนวทางในการดำเนินงานออกมาชี้แจงต่อไป

สามี ‘ผอ.อ้อย’ นำญาติลุยป่าชายแดนลาวหาศพ

สามีพร้อมญาติ “ผอ.อ้อย” พิสูจน์ศพหญิงผมยาว แต่ไม่พบ จ่อยื่นหนังสือต่อ นายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม และ ดีเอสไอ ให้ช่วยเหลือ

ที่บริเวณอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี  นายวิทยา เกษแก้ว สามีของ น.ส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน ที่หายตัวไปอย่างมีเงื่อนงำ เปิดเผยว่า จากการที่ตนพร้อมด้วยญาติพี่น้องและพรานป่า ได้รับทราบข่าวจาก นายใส ไม่ทราบนามสกุล ผู้ใหญ่บ้านเข็ม เมืองกุสุมา แขวงจำปาสัก ประเทศลาวว่า พบศพหญิงสาวไม่ใช่ราษฏรลาวที่บริเวณช่องนางอิง ห่างจากชายแดนลาว – ไทย ประมาณ 2 กม. นั้น ตนและญาติพี่น้องกว่า 30 คน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้พากันเดินลุยป่าเข้าไปที่พลาญตอกเลข ติดกับชายแดนลาวแล้ว

จากนั้น ตนพร้อมด้วยญาติและพรานป่ารวม 8 คน ได้พากันเดินลุยป่าไปที่บริเวณช่องนางอิง ที่อาจจะมีกับระเบิดหลงเหลืออยู่จำนวนมาก เพื่อตามหาศพหญิงสาวผมยาวลักษณะคล้ายกับ น.ส.จุฑาภรณ์ ภรรยาของตน ซึ่งจากการที่ได้เข้าไปทำการตรวจค้นบริเวณผานางอิงแล้วพบว่า เป็นป่ารกทึบมาก โดยได้ร่วมกันค้นหาที่บริเวณจากยอดหน้าผาลึกลงมาที่บริเวณชั้น 3 ของหน้าผาตามที่ได้รับแจ้ง แต่ว่าไม่พบศพหรือว่ามีกลิ่นเหม็นของศพในบริเวณดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งใช้เวลาในการค้นหานานประมาณ 3 ชั่วโมง จึงได้กลับออกมา เนื่องจากว่า ใกล้ค่ำแล้ว

อีกทั้งเขตดังกล่าวอยู่ลึกเข้าไปในเขตประเทศลาว จึงได้พากันกลับเข้ามาในเขตแดนไทย ซึ่งญาติพี่น้องของตนจะพากันหาทางเข้าไปในเขตบริเวณดังกล่าวอีกครั้ง โดยผ่านทางจุดผ่านแดนที่ถูกต้อง เพื่อจะเข้าไปตรวจพิสูจน์ศพที่มีข่าวว่าพบอยู่บริเวณช่องนางอิงต่อไป

ทางด้าน นายบัวกัน อุ่นอ่อน ผู้ใหญ่บ้านโนนเจริญ ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ อาของ น.ส.จุฑาภรณ์  กล่าวว่า ตนพร้อมด้วย น.ส.หมายปอง อุ่นอ่อน พี่สาวของ น.ส.จุฑาภรณ์ และญาติพี่น้อง จะพากันไปยื่นหนังสือต่อ นายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ช่วยเหลือคดีนี้ เนื่องจากเกรงว่า เรื่องจะเงียบหายไป เพราะผู้ต้องหาเป็นนายทหารยศร้อยเอกมีพวกพ้องนายทหารจำนวนมาก ซึ่งพวกตนจะพากันทวงถามตามหาความเป็นธรรมในเรื่องนี้จนถึงที่สุด