เอาจริง! ขนส่ง จับ-ปรับ รถใช้ป้ายแดงเกิน 30 วัน

ขนส่ง ร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จับ-ปรับ รถยนต์ที่ใช้ป้ายแดงเกิน 30 วัน เริ่ม 1 ม.ค. 61 

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ที่ผ่านมารถป้ายแดงใช้ผิดวัตถุประสงค์จากที่อนุญาตให้ใช้เฉพาะกรณีเพื่อขายหรือซ่อมเท่านั้น แต่ผู้ขับกลับนิยมใช้ป้ายแดงเพื่อให้ความรู้สึกเหมือนใช้รถใหม่ และชะลอการจ่ายภาษี ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีรถประจำปี

ขณะเดียวกัน ยังเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพนำไปก่อเหตุรวมถึงการปลอมแปลงเอกสารทางราชการเรื่องแผ่นป้ายทะเบียนรถ และยังยากต่อการติดตามกรณีรถสูญหาย กรมการขนส่งทางบกจึงร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกมาตรการใช้รถป้ายแดงเพื่อจัดระเบียบความปลอดภัยทางถนน และแก้ไขปัญหาการใช้ป้ายแดงโดยไม่จดทะเบียน

ซึ่งมาตรการเบื้องต้น กำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมถึง 31 ธันวาคมนี้ จะใช้ป้ายแดงได้ไม่เกิน 60 วัน นับจากวันรับรถ และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป จะลดเวลาลงเหลือ 30 วัน นับจากวันรับรถเท่านั้น จึงขอให้เร่งไปเปลี่ยนป้ายโดยขอเลขทะเบียนที่ต้องการผ่านอินเทอร์เน็ตได้ และจะไม่สามารถนำเหตุผลเรื่องการรอเลขทะเบียนมาใช้เป็นข้ออ้างได้

ขณะที่ พลตำรวจโท วิทยา ประยงค์พันธุ์ รักษาราชการแทนที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ได้ประสานกับบริษัทผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถ ในการเร่งรัดการจดทะเบียนผู้ซื้อรถก่อนนำไปใช้ ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการมักอ้างว่า การจดทะเบียนล่าช้าเกี่ยวข้องกับการขอสินเชื่อ และการส่งเอกสารระหว่างดีลเลอร์และผู้ผลิต แต่หากเจ้าหน้าที่ตรวจ พบการฝ่าฝืนถือว่ามีความผิดตามกฎหมายอาญาฐานใช้เอกสารปลอมมีโทษจำคุก 6 เดือนถึง 5 ปี และปรับสูงสุด 1 หมื่นบาท

พบแล้ว! รถเก๋งสาวศรีสะเกษ หลังหายตัวนานกว่าเดือน เร่งหาเบาะแสเพิ่ม

พบแล้วรถเก๋งสาววัย 37 ปี ผอ.กองการศึกษา อบต.ชำ ที่หายตัวไปอย่างลึกลับนานกว่า 1 เดือน

จากกรณีที่ นายบุญเลิศ อายุ 62 ปี อยู่อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมด้วยนายบัวกัน อุ่นอ่อน อายุ 48 ปี ผู้ใหญ่บ้าน ม.10 บ้านโนนเจริญ ต.เสาธงชัย ซึ่งเป็นน้องชายและญาติพี่น้องอีก 2 คน ได้เข้าร้องทุกข์กับสื่อมวลชนว่า น.ส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน อายุ 37 ปี รับราชการในตำแหน่ง ผอ.กองการศึกษา อบต.ชำ ซึ่งเป็นลูกสาวของนายบุญเลิศ ได้หายตัวไปพร้อมด้วยรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน กษ 8201 เชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค. 2560 ที่ผ่านมา ปล่อยทิ้งให้ลูกสาว อายุ 8 ขวบ อยู่กับพ่อและตายายที่แก่ชรามากแล้ว นานกว่า 1 เดือน ตามข่าวที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น

ล่าสุด พล.ต.ต.สุรเดช เด่นธรรม ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ เผยว่า ขณะนี้ตรวจยึดรถเก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส  ที่ น.ส.จุฑาภรณ์ ขับขี่หายตัวไปได้แล้ว โดยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้ไปทำการตรวจยึดได้จากอู่ทำสีรถแห่งหนึ่งที่จ.อุบลราชธานี โดยสภาพรถพบว่า กำลังอยู่ในขั้นตอนของการทำสีรถใหม่  และเจ้าหน้าที่ได้นำเอารถส่งไปให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ทำการตรวจสอบหาเบาะแสต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของ น.ส.จุฑาภรณ์ เพื่อประกอบสำนวนคดี

ทั้งนี้ ตนได้สั่งการให้พนักงานสอบสวน สภ.บึงมะลู ซึ่งเป็นเจ้าของคดีนี้ได้ไปทำการสอบสวนว่า รถคันนี้ซึ่งมีการขายต่อกันมาแล้ว 3 ราย  โดยรายแรกที่นำเอารถมาขายนั้น เป็นใครมาจากไหนได้รถมาอย่างไร ซึ่งขณะนี้ได้ข้อมูลเบาะแสสำคัญมากหลายส่วนแล้ว โดยตนได้ตั้งประเด็นเอาไว้หลายประเด็นด้วยกันเช่น ชู้สาว ความขัดแย้งเรื่องทรัพย์สิน ปัญหาในการทำงาน ซึ่งทุกประเด็นมีน้ำหนักมากเท่า ๆ กัน

ส่วนการที่มีคนมีสีเข้ามาเกี่ยวข้องด้านชู้สาวนั้น ตนไม่รู้สึกหนักใจแต่อย่างใด เพราะว่ากันไปตามพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดี โดยตนได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.นิพนธ์ บุญเกิด รอง ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ เป็นหัวหน้าชุดคลี่คลายคดี ซึ่งคาดว่าจะสามารถจะสรุปผลการสืบสวนได้ในเร็ว ๆ นี้

ดินไหวที่จิ่วไจ้โกว จีน ดับแล้ว 13 คน เจ็บ 175 ราย

เกิดเหตุแผ่นดินไหวระดับ 7.0 แมกนิจูด บริเวณอำเภอจิ่วไจ้โกว มณฑลเสฉวนทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ส่งผลทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 13 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อเวลา 21.19 น. ของคืนวันที่ 8 ส.ค. 60 ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปักกิ่ง
ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.0 แมกนิจูด บริเวณอำเภอจิ่วไจ้โกว มณฑลเสฉวนทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน  ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 13 ราย บาดเจ็บอีก 175 ราย โดย 28 รายในนั้นมีอาการสาหัส (อัพเดตล่าสุดเมื่อเวลา 8.25 น.) ถนนบางส่วนยังถูกปิดเพราะยังคงมีหินร่วงลงมาไม่สามารถเข้าเคลียร์พื้นที่ได้

นอกจากนี้ เมื่อเวลา 7.27 น.ตามเวลาท้องถิ่นของวันนี้ (9 ส.ค.) มีรายงานว่าเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.6 แมกนิจูดขึ้นที่ตำบลจิงเหอในแคว้นปกครองตนเองโปร์ตาลา(Bortala) เขตปกครองตนเองซินเจียง โดยจุดเกิดแผ่นดินไหวอยู่ลึกจากพื้นดินลงไปราว 11 กิโลเมตร ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด

ข่าว/ภาพ จาก China Xinhua News