ปส.มั่นใจอัยการเร่งส่งสำนวนคดี ‘แพท ณปภา’ ยังไม่พบไฮโซโยงเพิ่ม

รอง ผบช.ปส. มั่นใจอัยการเร่งส่งสำนวนคดี “แพท ณปภา” ให้ ผบ.ตร. มีความเห็นโดยเร็ว ชี้ เป็นคดีสำคัญ ยังไม่พบดาราไฮโซเอี่ยวเพิ่ม

พล.ต.ต.ชาตรี ไพศาลศิลป์ รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (รอง ผบช.ปส.) เปิดเผย สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.กรณีอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง น.ส.ณปภา ตันตระกูล หรือ แพท ณปภา ดารานักแสดงชื่อดัง ผู้ต้องหาร่วมกันสมคยกันฟอกเงินเครือข่ายยาเสพติดว่า ขั้นตอนต่อจากนี้ทางอัยการจะส่งสำนวนให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตรวจสำนวนใหม่ว่าจะมีความเห็นพ้องหรือแย้งกับอัยการ โดยขั้นตอนนี้แม้ว่าจะไม่มีกรอบเวลาดำเนินการ แต่มั่นใจว่าอัยการน่าจะรีบนำส่ง ผบ.ตร.ให้พิจารณเร็วอย่างแน่นอน เพราะเป็นคดีสำคัญและสังคมให้ความสนใจ ส่วน “แพท ณปภา” ยังต้องไปรายงานตัวต่อศาล ในวันที่ 7 ส.ค.นี้ จากนั้นอัยการจะส่งคำขอไปยังศาลเพื่อขอให้ศาลปล่อยตัวซึ่งเท่ากับพ้นอำนาจในการควบคุมตัว

ส่วนสำนวนคดีของ “แพท ณปภา” แม้จะเป็นสำนวนเดียวกันกับ “เบนซ์ เรซซิ่ง” แต่ส่งแยกกันเนื่องจากมีการแจ้งข้อหา “เบนซ์ เรซซิ่ง” ก่อนและตำรวจมีระยะเวลาในการทำสำนวน 7 ผัด หรือ 84 วัน โดยขณะนี้ในส่วนของ “เบนซ์ เรซซิ่ง” อยู่ในชั้นอัยการทำเรื่องขึ้นสู้ศาลเพื่อพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรมแล้วพร้อมระบุว่า จนถึงขณะนี้จากการสืบสวนขยายผลยังไม่มีพยานหลักฐานปรากฏว่ามีดารานักแสดง คนในแวดวงบันเทิง หรือไฮโซมีส่วนเกี่ยวข้องเพิ่มเติมแต่อย่างใด

รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด กล่าวด้วยว่าสำหรับการจับกุมยาบ้าล็อตใหญ่กว่า 6 ล้านเม็ด ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาวานนี้ (4ส.ค.) เป็นเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ที่ตำรวจมีข้อมูลอยู่แล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผลเพิ่มเติม ส่วนสาเหตุที่คนร้ายลักลอบขนยาเสพติดล็อตใหญ่ในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติการเข้มงวดสามารถจับกุมได้บ่อยขึ้น ขณะที่ความต้องการยาเสพติดยังคงมีเท่าเดิม คนร้ายจึงต้องลักลอบขนยาเสพติดแต่ละครั้งในปริมาณที่มากขึ้น

ข้อมูลจาก INN

ศรีสะเกษยังท่วม 7 อำเภอ เตรียมประกาศภัยพิบัติเพิ่มอีก 5 อำเภอ

จ.ศรีสะเกษ ยังท่วม 7 อำเภอ จ่อประกาศพื้นทีภัยพิบัตเพิ่มอีก 5 อำเภอ เจ้าหน้าที่ระดมสรรพกำลังและเครื่องจักรกล ช่วยเต็มที่

นายบุญประสงค์ นวลสาย รักษาราชการแทนหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า สถานการณ์ในภาพรวมเริ่มดีขึ้น น้ำส่วนใหญ่ลดลงแล้ว ปริมาณฝนมีตกเล็กน้อย และที่ผ่านมาทาง นายธวัช สุระบาล ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้สั่งการให้เร่งพร่องน้ำ เพื่อเตรียมรับมือปริมาณฝนที่จะมากในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ ดังนั้นทำให้หลายพื้นที่เริ่มกลับสู่สภาวะปกติ แต่ในพื้นที่ลุ่มต่ำยังมีน้ำท่วมขังอยู่ ซึ้างไม่เกิน 7 วัน ทุกพื้นทีน่าจะแห้งและกลับมาสู่ภาวะปกติได้

อย่างไรก็ตามขณะนี้ มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 12 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอกันทรลักษ์ อำเภอขุนหาญ อำเภอโนนคูณ อำเภอน้ำเกลี้ยง อำเภอพยุห์ อำเภอไพรบึง อำเภอภูสิงห์ อำเภอศรีรัตนะ อำเภอเบญจลักษ์ อำเภอกันทรารมย์ อำเภอเมืองศรีสะเกษ และอำเภอปรางค์กู่ รวม 66 ตำบล 477 หมู่บ้าน แต่ทางจังหวัดได้ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย) ใน 7 อำเภอ 50 ตำบล 381 หมู่บ้าน ส่วนอีก 5 อำเภอนั้น ต้องรอทางนายอำเภอแต่ละแห่งทำข้อมูลความเสียหายเบื้องต้น ซึ่งคาดว่าอาจจะต้องมีการประกาศภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย) ครบทั้ง 12 อำเภอ

ทั้งนี้ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดศรีสะเกษ ได้บูรณาการทุกภาคส่วน ดูแลด้านการดำรงชีพของผู้ประสบภัยครอบคลุมทุกมิติ โดยระดมสรรพกำลังและเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัย วัสดุ อุปกรณ์ต่างๆ เข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มกำลัง พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา… INN

พบนักท่องเที่ยวอิตาลีวัย 73 ปี เป็นอาสาสมัครหน่วยกู้ภัย ที่มูลนิธิสว่างประจวบฯ

นักท่องเที่ยวอิตาลีวัย 73 ปี จิตอาสาสมัครเป็นอาสาสมัครหน่วยกู้ภัยอยู่ที่มูลนิธิสว่างประจวบฯ

พ.ต.ท.ธีระ สูงยิ่ง รอง ผกก.สอบสวน สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าเกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้าสมาย สีแดง ทะเบียน กนน 5 ประจวบ ชนกับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ yamaha fino สีเขียว-ดำ ทะเบียน 1 กข 5286 ประจวบ บริเวณถนนมหาราช 2 ตัดกับถนนประจวบศิริ เขตเทศบาล อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย รุดตรวจสอบ พร้อมประสานหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างประจวบเข้าให้ความช่วยเหลือ

โดยในที่เกิดเหตุขณะที่กู้ภัยกำลังช่วยเหลือปฐมพยาบาลเบื้องต้น มีประชาชนพลเมืองดีที่มุงดูเหตุการณ์ให้ความสนใจและชื่นชมชายสูงอายุ ซึ่งเป็นชาวต่างชาติที่สวมเสื้อกู้ภัยมูลนิธิสว่างประจวบฯรายหนึ่ง รหัสสว่าง 175 กำลังให้การช่วยเหลือปฐมพยาบาลห้ามเลือดบาดแผลบริเวณหลังมือขวาของผู้ได้รับบาดเจ็บ ต่อมาภายหลังทราบชื่อนายมาโก้ อายุ 73 ปี เป็นนักท่องเที่ยวชาวอิตาลี ซึ่งมีภรรยาเป็นคนไทย ไม่สามารถพูดภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้ และได้เข้ามาท่องเที่ยวอาศัยอยู่ในประเทศไทยที่อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์หลายปี

นายภัทรนันท์ นาคนงนุช อายุ 27 ปี เจ้าหน้าที่กู้ภัย มูลนิธิสว่างประจวบ เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า นายมาโก้ เป็นนักท่องเที่ยวชาวอิตาลี มาสมัครเป็นอาสาสมัครหน่วยกู้ภัยอยู่ที่มูลนิธิสว่างประจวบประมาณ 4 ปี โดยเป็นคนที่ตรงต่อเวลาและจะเข้ามาช่วยงานด้านกู้ภัยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง โดยเฉพาะในช่วงวันจันทร์ ตั้งแต่ช่วงเช้าถึงเที่ยงวันก็จะกลับบ้าน และเมื่อถึงช่วงเทศกาลคริสต์มาสหรือเทศกาลสำคัญก็จะเดินทางกลับไปประเทศอิตาลี

โดยก่อนหน้านี้เคยเป็นอาสาสมัครหน่วยกู้ภัยอยู่ที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างสรรเพชญ จังหวัดเพชรบุรี ประมาณ 2 ปี ก่อนจะย้ายมาสมัครอยู่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างประจวบ และในสมัยอยู่ในประเทศอิตาลีได้ทำงานเป็นพนักงานขับรถของโรงพยาบาลที่ประเทศอิตาลี และเป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยด้วย รวม 7 ปี นายมาโก้ เป็นคนที่ไม่ถือตัวและเป็นกันเองกับพี่น้องชาวกู้ภัย ถึงแม้ว่าจะพูดภาษาไทยไม่ได้ ก็ไม่ใช่อุปสรรค เนื่องจากใช้ google แปลภาษา ช่วยในการสนทนาระหว่างกัน