โดนแล้ว! 3 สาวเชียร์เบียร์ ไลฟ์สดโฆษณาโปรโมชั่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

โดนแล้ว! 3 สาวเชียร์เบียร์ ไลฟ์สดโฆษณาเสนอโปรโมชั่น 1 แถม 1 ฐานผิด พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

วันนี้ (31 ก.ค. 60) มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้จับกุม 3 สาวเชียร์เบียร์ หลังมีการไลฟ์สดผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย เชิญชวนให้มาดื่มแอลกอฮอล์ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง โดยมีโปรโมชั่นซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง หากมาก่อน 3 ทุ่ม ที่ โรงพักแห่งหนึ่งใน จ.สระบุรี

ทั้งนี้ จากการสอบสวนพบว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยร้านอาหารแห่งนี้ตั้งอยู่ใน อ.เมือง จ.สระบุรี เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน จึงเดินทางไปยังสถานที่ดังกล่าว ซึ่งพบหญิงสาวที่อยู่ในคลิป ให้การรับสารภาพว่า เป็นคำพูดของตนเองจริง

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาแล้วพบว่า หญิงสาวรายนี้ มีการพูดจาเชิญชวนให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แม้ไม่ได้พูดโดยตรง แต่ก็มีเจตนาพูดให้ประชาชนที่ได้ฟังมาอุดหนุนซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ด้วยการนำเสนอโปรโมชั่นซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ข้อหาโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือชักจูงให้ผู้อื่นดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยทางตรงหรือทางอ้อม จึงได้เชิญตัวมายังสถานีตำรวจ เพื่อแจ้งความกล่าวโทษให้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

รุมสับหนุ่มกระบะชนคนตาย แต่กลับชิวเข้าร้านอาหาร ล่าสุดออกมาขอโทษรับผิดแล้ว”

กรณี กระบะซิ่งชนคนตาย แต่กลับชิวไปนั่งดื่มในร้านอาหาร ล่าสุดได้ออกมายอมรับผิดแล้ว

กลายเป็นที่กระแสขึ้นมาบนโลกโซเชียล เมื่อสังคมออนไลน์ได้แชร์คลิปอุบัติเหตุกรณี กระบะซิ่งชนสิบเอกเสียชีวิต บริเวณแยกสะพานนวรัฐ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ก่อนไปเฉี่ยวรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้าวีออส สีขาว เมื่อคืนวันที่ 30 ก.ค. ที่ผ่านมา

โดยอุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้ สิบเอกธนธน สามเป็ง อายุ 30 ปี ทหารสังกัดค่ายกาวิละ จ.เชียงใหม่ ที่นั่งซ้อนท้ายจักรยานยนต์เสียชีวิตที่โรงพยาบาล ส่วน สิบเอกนิรุต  ศรีคำ อายุ 28 ปี ผู้ขับขี่จักรยานยนต์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส

หลังเกิดเหตุคนขับรถกระบะได้จอดรถข้างวัดเกตการาม ซึ่งห่างจากจุดเกิดไม่ถึง 1 กม. ก่อนที่คนขับจะลงจากรถ เดินเข้าไปในร้านอาหารในย่านดังกล่าวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เมื่อญาติของผู้เสียหายทราบข่าวจึงขี่รถจักรยานยนต์ออกตามจนพบ พร้อมแจ้งตำรวจให้มายกรถยนต์กระบะคันดังกล่าว เพราะเชื่อว่าชนแล้วหนี  สำหรับคู่กรณีทราบชื่อ “นายณัฏฐวิทย์  เวียงหก” อายุ 31 ปี  อยู่บ้านเลขที่ 91 หมู่ 9 ต.ต้นเปา อ.สันกำแพง  จ.เชียงใหม่ ยอมรับว่าขับรถชนจริง ซึ่งตำรวจได้ชี้แจงให้คู่กรณีฟัง แต่กลุ่มเพื่อนของ นายณัฏฐวิทย์ กลับแสดงอาการไม่พอใจฝั่งผู้เสียหาย แล้วขออนุญาตกลับบ้านไปก่อน โดยจะเข้ามอบตัวในวันรุ่งขึ้น

คลิปเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ มีชาวเน็ตมาแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ไม่พอใจที่ผู้ต้องหาไม่ถูกจับกลุ่มแถมยังได้กลับบ้าน ทั้งที่ก่อเหตุชนผู้อื่นเสียชีวิตและทรัพย์สินเสียหาย ทั้งยังอยู่ในสภาพเมาสุรา แต่กลับไม่ถูกตรวจแอลกอฮอล์ โดยตำรวจชี้แจงว่าไม่สามารถควบคุมตัวได้เนืองจากไม่ได้เป็นความผิดซึ่งหน้า

ล่าสุดวันนี้ (1 ส.ค. 60) เวลา 15.30 น. ร้อยเวร สภ.แม่ปิง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เรียกคู่กรณีทั้งสองฝ่ายเข้าสอบสวน เบื้องต้นตำรวจได้แจ้งข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นบาดเจ็บและเสียชีวิต ซึ่งจะดำเนินคดีตามกฏหมาย ส่วนประเด็นการตรวจแอลกอฮอล์ “นายณัฏฐวิทย์” เพื่อนำไปสู่การตั้งข้อหาเพิ่มหรือไม่ ทางตำรวจยังไม่เปิดเผยรายละเอียดแต่อย่างใด

ครม.ไฟเขียว เงินบริจาคน้ำท่วม ลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า

ครม. อนุมัติให้ผู้บริจาคช่วยเหลือน้ำท่วม ลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า ส่วนค่าซ่อมแซมอสังหาฯ – ยานพาหนะลดหย่อนได้สูงถึง 1 แสนบาท ในช่วง 5 ก.ค. ถึง 31 ต.ค.

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม. เห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคอีสาน ประกอบด้วยด้วย มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการบริจาคและสร้างแรงจูงใจในการบริจาคทรัพย์สิน

โดยกำหนดให้เงินบริจาคทั้งจากบุคคลธรรมดา บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทั่วไป ที่บริจาคเงินหรือทรัพย์สิน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย สามารถนำเงินดังกล่าวมาหักลดหย่อนภาษีได้เพิ่ม 1.5 เท่า จากเดิมได้ลดหย่อนอยู่แล้ว 1 เท่า โดยบุคคลธรรมดานำมาหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 10% ของรายได้ และนิติบุคคล ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ สำหรับการบริจาคตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม – 31 ตุลาคม 2560 โดยต้องบริจาคผ่านหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรการกุศลที่ทางการกำหนด

นอกจากนี้ ยังได้อนุมัติให้เงินที่เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ห้างร้าน รถยนต์ รถจักรยานยนต์ สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้ โดยรายจ่ายจากการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ห้างร้าน ห้องชุดต่างๆ มาหักลดหย่อนภาษีได้ตามค่าใช้จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท และสามารถนำรายจ่ายจากการซ่อมแซมรถยนต์และรถจักรยานยนต์มาหักลดหย่อนภาษีได้ตามค่าใช้จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท โดยค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะต้องใช้ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม – 31 ตุลาคม 2560

นอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติให้ใช้วงเงินสินเชื่ออุทกภัย ที่เคยช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้ ที่เหลืออยู่ 3,500 ล้านบาท มาใช้ช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในพื้นที่ภาคอีสานที่ประกาศเป็นพื้นที่อุทกภัย เพื่อใช้ในการฟื้นฟูกิจการ วงเงินรายละไม่เกิน 15 ล้านบาท ระยะเวลา 7 ปี

คิดอัตราดอกเบี้ย 1-3 ปีแรกที่ 3% และปีที่ 4-7 คิดอัตราดออกเบี้ยตามธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ โดยวงเงินสินเชื่อดังกล่าว มีระยะเวลาการขอได้ภายใน 6 เดือนนับตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2560 หรือจนกว่าวงเงินดังกล่าวจะหมด