แม่ ผอ.อ้อย ไม่สิ้นหวัง! ลุยหาลูก แม้หมดเงินแล้วกว่า 2 แสน

แม่ผ.อ.อ้อย ไม่สิ้นหวังลุยหาลูกแม้หมดเงินแล้วกว่า 2 แสนบาท ขณะพ่อขอบคุณ ดีเอสไอ ช่วยหลักฐานดูคดี

จากกรณีที่บรรดาพ่อแม่ญาติพี่น้องของ น.ส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน อายุ 37 ปี ผอ.กองการศึกษา อบต.ชำ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ได้พากันพลิกแผ่นดินพลิกป่าเขาเพื่อตามหา น.ส.จุฑาภรณ์ ที่หายตัวไปนานร่วม 2 เดือน โดย ที่บ้านเลขที่ 65 บ้านซำเม็ง ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ แม้ว่าเวลาจะดึกมากแล้ว แต่ว่าบรรดาญาติพี่น้องของ นายบุญเลิศ อุ่นอ่อน อายุ 62 ปี และนางแหลม อุ่นอ่อน อายุ 60 ปี ยังคงพากันมาเยี่ยมและให้กำลังใจกับนายบุญเลิศและนางแหลม พ่อและแม่ของ น.ส.จุฑาภรณ์อย่างอบอุ่น

ด้าน นางแหลม กล่าวว่า นับตั้งแต่ ผ.อ.อ้อย ลูกสาวของตนได้หายตัวไป ตนและญาติพี่น้องได้ออกตามหา น.ส.จุฑาภรณ์ทุกวัน ซึ่งจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าน้ำมันรถวันละ 5 – 6 คัน และค่าอาหารให้กับญาติพี่น้องที่มาช่วยในการออกตามหาตามสถานที่ต่าง ๆ ขณะนี้ สิ้นเงินค่าใช้จ่ายไปแล้วกว่า 200,000 บาทเศษ โดยยังไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายกับลูกสาวของตนทั้ง 2 คนที่เป็นพี่สาวของ ผอ.อ้อยด้วย ที่จ่ายเงินไปแล้วคนละหลายหมื่นบาทเช่นกัน

ทั้งนี้ แม้ว่าจะหมดเงินไปแล้วจำนวนมาก แต่ว่าตนก็ยังไม่ท้อและไม่เลิกล้มความตั้งใจในการที่จะตามหาอ้อยลูกสาวคนเล็ก ขณะนี้ได้ไปกู้ยืมเงินจากญาติพี่น้องมาไว้อีกจำนวน 100,000 บาท เพื่อเอาไว้เป็นค่าใช้จ่าย ขณะที่ พ่อของ น.ส.จุฑาภรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้ตนได้รับทราบจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้แล้วว่า อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ จำนวนประมาณ 15 นายลงพื้นที่มาร่วมกับพนักงานสอบสวนตร.ภ.จว.ศรีสะเกษ เพื่อร่วมกันสืบสวนสอบสวนหาพยานหลักฐานและตามหาตัว น.ส.จุฑาภรณ์ ด้วย ซึ่งตนต้องขอขอบคุณท่าน อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ได้ให้ความกรุณาส่งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ มาร่วมสอบสวนคดีนี้

พ่อแม่ร้อง! ลูกขโมยเงินแอบสักยันต์สำนักดัง อ้างเงินทองไหลมาเทมา หวั่นมอมเมาเยาวชน

ทนไม่ไหวแล้ว!! พ่อแม่ผู้ปกครองใน จ.พะเยา เผยลูกขโมยเงินแอบสักยันต์สำนักดัง อ้างเงินทองไหลมาเทมา ถ้าเป็นหญิงสัก ป๋ามีเปย์แน่ วอนเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ หวั่นมอมเมาเยาวชน

วานนี้(27 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจดังในจังหวัดพะเยา และเพจดังต่างๆ ได้มีการนำเสนอข่าวกรณีพ่อแม่ผู้ปกครองในจังหวัดพะเยาร้องว่า เด็กในจังหวัดพะเยาจำนวนมาก รวมถึงลูกของตนเองมีพฤติกรรมแปลกเปลี่ยนไป คือมาการขอเงินค่าขนมเยอะขึ้น ล่าสุดถึงขนาดขโมยเงินเลย ซึ่งดูแล้วมันค่อนข้างผิดปกติเกินไปสำหรับเด็กอายุ 13 ปี ที่จะใช้เงินมากขนาดนั้น ซึ่งทางผู้ร้องได้สืบดูในเฟซบุ๊ก คนที่ชื่อพี่ ป (อักษรย่อ) มีการเปิดสำนักสักยันต์ เหมือนกับล่อลวงให้เด็กพากันไปสักบูชาเครื่องรางของขลัง มันเหมือนแหล่งมั่วสุม ซึ่งในลักษณะเช่นนี้ จะสามารถทำอะไรได้บ้าง เช่น การแจ้งตำรวจ

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้เข้าไปติดตามในพื้นที่ พบว่าสำนักดังกล่าวตั้งอยู่ในตัวเมืองพะเยา เป็นบ้านไม้ชั้นเดียว และพบว่าวันนี้ไม่ได้มีการเปิดรับสักยันต์แต่อย่างใดโดยบรรยากาศค่อนข้างเงียบ จากการสอบถามชาวบ้านทราบว่า สำนักดังกล่าวได้เปิดมานานหลายปีแล้ว รับสักยันต์เกี่ยวกับโชคลาภ ลงของ ลงเสน่ห์ โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นเยาวชน นักเรียน และนักศึกษาทั่วไป สนนราคาตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไป

ทั้งนี้ ล่าสุดเมื่อช่วงค่ำวานนี้ พบว่าที่สำนักดังกล่าวมีรถจักรยนต์จอดอยู่ราว 2 คันคาดว่าจะเป็นลูกค้าเดินทางเข้ามาสักตามที่มีการนัดหมายกันไว้ จากการติดตามหน้าเฟซบุ๊กของสำนักดังกล่าวมีการระบุว่า เมื่อสักยันต์ที่นี่แล้วเงินทองจะไหลมาเทมา ส่วนผู้หญิงก็จะมีป๋าเปย์โอนเงินมาให้ หรือประมาณว่ามีป๋าเลี้ยง และยังมีการนำข้อความในอินบล็อกมาเผยแพร่เป็นตัวอย่างโชว์อีกด้วย ซึ่งหลังจากมีการเผยแพร่ผ่านโซเชียลแล้วได้มีคนที่ศรัทธาได้โพสต์ข้อความให้กำลังใจ และทางเจ้าของสำนักก็มีการขอให้ยุติการโพสต์เพื่อให้เรื่องจบ นอกจากนี้ ยังมีการระบุว่า ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาพบ และจะมีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลงพื้นที่ตรวจสอบในวันพรุ่งนี้ด้วย

สตม.เผยยังไม่พบ’ ยิ่งลักษณ์’ หนีผ่านประเทศเพื่อนบ้าน

ผบช.สตม. เผย ตรวจสอบข้อมูลเพื่อนบ้านไม่พบ อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ เดินทางผ่าน โยนสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ข้อมูล

วันนี้(28 ส.ค.) พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการติดตามตัว นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่าขณะนี้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรีเพิ่มเติม รวมถึงจากที่ได้ทำการตรวจสอบไปยังประเทศเพื่อนบ้านก็ยังไม่พบข้อมูลเดินทางเข้าออกเช่นกัน ขณะนี้ จึงอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดอีกครั้ง ส่วนในรายละเอียดทั้งหมดขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ให้ข้อมูล