พธม. จี้ ป.ป.ช. ยื่นอุทธรณ์ศาลฎีกา คดีสลายชุมนุม ปี 51

พธม. จี้ ป.ป.ช. ยื่นอุทธรณ์ศาลฎีกา คดีสลายชุมนุม ปี 2551 และเรียกร้องให้รัฐบาล แสดงความรับผิดชอบ กรณี ยิ่งลักษณ์ หลบหนี

วันนี้ (26 ส.ค. 60) ที่ บ้านพระอาทิตย์ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ อดีตโฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้กล่าวภายหลังการหารือของอดีตแกนนำพันธมิตรฯ มีใจความว่า… วันนี้อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทนายความ ผู้เสียหาย และผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้มาประชุมในเรื่องปัญหาสำคัญที่จะก่อให้เกิดความไม่เชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมและความมั่นคงของชาติใน 2 กรณี คือ การเพิกเฉยการอุทธรณ์คดีการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 และการปล่อยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลบหนีอาญาแผ่นดิน โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

กรณีแรก จากการที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทย์ยื่นฟ้อง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี , พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี , พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมกันสลายการชุมนุมและไม่ดำเนินการระงับยับยั้งเป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตาย อันเป็นความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗, ๘๓

ต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ โดยสรุปว่าผู้ชุมนุมไม่ได้ชุมนุมโดยสงบที่จะได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ และจำเลยทั้ง ๔ ไม่ได้มีเจตนาพิเศษเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปทำร้ายผู้ชุมนุมให้ได้รับอันตรายแก่กายและเสียชีวิต จำเลยทั้ง ๔ จึงไม่มีความผิดฐานะเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด

ต่อมาเมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๐ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ในฉบับที่ ๑/๒๕๖๐ เรียกร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้ทำการอุทธรณ์คดีดังกล่าวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้ทันภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่มีการพิพากษาดังกล่าว บัดนี้เวลาได้ผ่านไป ๒๔ วันแล้ว ยังไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจะได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ทั้งๆที่ได้รับคำพิพากษาฉบับเต็มและคำวินิจฉัยส่วนตนในคดีดังกล่าวตั้งแต่วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้เสียหาย ทนายความ และพี่น้องประชาชนมีความเป็นห่วงว่าจะมีความอยุติธรรมเกิดขึ้นในการไม่เอาจริงเอาจังในการอุทธรณ์คดีดังกล่าวนี้ให้ทันเวลาหรือไม่ดำเนินการอุทธรณ์อย่างรัดกุมและมีประสิทธิภาพหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในสังคมต่างรับทราบว่าบุคคลในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจำเลยในคดีดังกล่าวนี้

หากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ดำเนินการด้วยการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ด้วยการไม่อุทธรณ์ก็ดี อุทธรณ์ไม่ทันเวลาก็ดี หรืออุทธรณ์ด้วยเนื้อหาที่ขาดความละเอียดรอบคอบก็ดี ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม สร้างบาดแผลร้าวลึกในจิตใจของประชาชนจนไม่สามารถจะเกิดความปรองดองในสังคมไทยได้

ทั้งนี้เมื่อคำพิพากษาฉบับเต็มในคดีดังกล่าวได้เผยแพร่มาแล้ว ก็พบอย่างชัดเจนว่ามีการตัดสินในคดีดังกล่าวไม่เป็นเอกฉันท์ และคำพิพากษาเสียงข้างน้อยก็มีเนื้อหา รายละเอียด และน้ำหนักอยู่มาก จึงเป็นเหตุอันสมควรที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจะต้องอุทธรณ์เพื่อความเป็นธรรมให้กับผู้ที่เสียชีวิต พิการ และบาดเจ็บ จากการสลายการชุมนุมดังกล่าว

ทั้งนี้เนื่องจากตามบทบัญญ้ติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๙๕ วรรคสี่ ได้บัญญัติว่า

“คำพิพากษาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่างทางการเมืองมีคำพิพากษา”

ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕ วรรคสองและวรรคสามบัญญัติว่า

“สิทธิหรือเสรีภาพได้ที่รัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ หรือให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ แม้ยังไม่มีการตรากฎหมายนั้นขึ้นใช้บังคับ บุคคหรือชุมชนย่อมสามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพนั้นได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้”

ดังนั้นแม้จะยังไม่มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีให้คู่ความสามารถใช้สิทธิในการอุทธรณ์ในคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ แต่ก็ไม่ได้ตัดสิทธิให้คู่ความยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดังนั้นคดีนี้จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติในการยื่นอุทธรณ์คดีดังกล่าวจนถึงที่สุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทนายความ ผู้เสียหาย และผู้ที่เกี่ยวข้องจึงมีมติดังนี้

๑.เรียกร้องขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้จัดประชุมเพื่อลงมติอุทธรณ์คดีการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑

๒.อาศัยกรณีที่คำพิพากษาฉบับเต็มและคำวินิจฉัยส่วนตนที่เพิ่งออกมาในวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๐ จึงย่อมทำให้การอุทธรณ์อย่างละเอียดรอบคอบ ไม่สามารถที่จะดำเนินการได้จริงในทางปฏิบัติให้ทันเวลาภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันพิพากษา หรือเสียสิทธิที่จะใช้เวลาให้ครบ ๓๐ วันในการเขียนคำอุทธรณ์นับแต่วันที่รับทราบคำพิพากษาฉบับเต็มตั้งแต่วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๐ อีกทั้งคณะทำงานด้านกฎหมายของอดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต้องการระยะเวลาเพื่อที่จะนำส่งข้อท้วงติงและการเสนอการอุทธรณ์ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในคดีสำคัญนี้ จึงขอเรียกร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในการขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก ๓๐ วัน

๓.เพื่อความเชื่อมั่นในการทำงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และเพื่อให้การอุทธรณ์เป็นไปด้วยความละเอียดรอบคอบและมีข้อที่สมบูรณ์ในทางกฎหมายจากผู้เสียหายโดยตรง จึงขอเรียกร้องให้คณะทำงานและทีมกฎหมายของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการทำงานของทีมกฎหมายองคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

ทั้งนี้ที่ประชุมมีมติมอบหมายให้นายวีระ สมความคิด เป็นตัวแทนส่งหนังสือให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติในวันจันทร์ที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๐.๐๐ น.

กรณีที่สองจากเหตุการณ์ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้หลบหนีอาญาแผ่นดิน ในการตัดสินคดีทุจริตจำนำข้าวเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าเป็นการทำงานของฝ่ายความมั่นคงที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ทำให้เกิดข้อสงสัยในทางสังคมว่าเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ มีส่วนเกี่ยวข้องในการหลบหนีของจำเลยในคดีที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติดังกล่าว เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ปรากฏข่าวอย่างชัดเจนว่าฝ่ายความมั่นคงได้ส่งทหารติดตามถ่ายรูปและประกบตัวการเดินทางของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่างใกล้ชิดไปในทุกที่ ทุกเวลา แต่ก็ยังเกิดเหตุการณ์หลบหนีไปได้อย่างง่ายดาย

อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้เสียหาย และประจักษ์พยานผู้เกี่ยวข้อง จึงได้มาประชุมกันและมีมติดังต่อไปนี้

๑.เรียกร้องให้รัฐบาล ฝ่ายความมั่นคง และ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าว หากพบว่ามีการกระทำอันเป็นการช่วยเหลือผู้กระทำความผิดให้หลบหนี และหลุดพ้นจากการถูกบังคับตามคำพิพากษาของศาล ก็ขอให้ดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวจนถึงที่สุด

๒.เนื่องด้วยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้เมื่อวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ต่อกรณีการส่งทหารติดตามการเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่างใกล้ชิดว่า

“เจตนาของ คสช. ที่ส่งทหารไปเพื่อดูแลความคุ้มครอง ให้เกิดความสงบเรียบร้อย หากมีอะไรเกิดขึ้น คสช.ที่รับผิดชอบในพื้นที่ ก็ต้องรับผิดชอบ””

เมื่อเกิดเหตุการณ์หลบหนีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดังกล่าว รัฐบาลและ ฝ่ายความมั่นคง และ คสช. จึงต้องแสดงความรับผิดชอบตามที่ได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้

โซเชียลจัดหนัก! ล้อเลียน ‘ยิ่งลักษณ์’ หลังเบี้ยวไปศาล ฟังพิพากษาจำนำข้าว

โซเชียลจัดหนัก! ล้อเลียน ‘ยิ่งลักษณ์’ หลังเบี้ยวไปศาล ฟังพิพากษาจำนำข้าว อ้างป่วยน้ำในหูไม่เท่ากัน

วันนี้(26 ส.ค.) โลกออนไลน์ได้มีการแชร์ภาพแซว ปมคดีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลังจากที่เบี้ยวนัดศาลฎีกา ฟังคำพิพากษาจำนำข้าว เมื่อวานนี้(25 ส.ค.) ซึ่งเพจดังหลายเพจได้โพสต์ภาพล้อเลียน ซึ่งหลายเสียงคาดว่ายิ่งลักษณ์ได้หนีคดีไปต่างประเทศแล้ว

นอกจากนี้ ชาวเน็ตมีการสร้างแฮชแท็กขึ้นมาใหม่หลังจากที่มี #จำนำข้าว #Yingluck อยู่ก่อนแล้ว คือ #น้ำในหูไม่เท่ากัน ซึ่งทั้งสามแฮชแท็กได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในทวิตเตอร์ และยังมีการค้นหาคำว่า “น้ำในหูไม่เท่ากัน” ในเว็บไซต์กูเกิลจำนวนมาก รวมถึงในกูเกิลคำว่า ข่าวยิ่งลักษณ์ ซึ่งมีการค้นหามากกว่า 20,000 ครั้ง และอันดับสองคือคำว่า ยิ่งลักษณ์ มีการค้นหาแล้วมากกว่า 10,000 ครั้ง

บ้าน ‘ยิ่งลักษณ์’ ยังปิดเงียบ ไม่พบมีบุคคลเข้าออก

“บ้านยิ่งลักษณ์” ยังเงียบ มีสื่อเฝ้าสังเกตุการณ์ ไม่พบมีบุคคลเข้าออกแต่อย่างใด – ตำรวจยังไม่มีการนำหมายจับมาติด

บรรยากาศบริเวณบ้านพัก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกออกหมายจับโดยศศาลฏีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ภายในซอยโยธินพัฒนา 3 แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ ว่าในช่วงเช้าวันนี้ ยังคงสงบเรียบร้อย โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลาดพร้าว มาประจำป้อมจุดตรวจโยธินพัฒนาตามปกติ และมีสื่อมวลชนมาเฝ้าสังเกตุการณ์จำนวนหนึ่ง

ทั้งนี้ จากการสังเกตุ ภายในบ้านยังคงปิดเงียบและไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ยังไม่พบบุคคลภายในบ้านพักเดินทางเข้า-ออกแต่อย่างใด

ตำรวจยังไม่มีการนำหมายจับมาติดประกาศบ้าน “ยิ่งลักษณ์”

บรรยากาศที่บริเวณหน้าบ้านพักของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซอยโยธินพัฒนา 3 ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกหมายจับ เนื่องจากไม่ไปขึ้นศาลเพื่อรับฟังคำพิพากษาในคดีที่ถูกอัยการสูงสุดฟ้องร้องฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่กรณีปล่อยปะละเลยให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ในช่วงเช้าวันนี้ยังคงปิดเงียบไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ มีเพียงรถเก๋งสีขาวที่เข้าไปภายในบ้านเพียงครู่เดียวก็กลับออกมา

ขณะที่ด้านหน้าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่มีการนำหมายจับมาติดประกาศอย่างเป็นทางการ และไม่มีการตัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบมาเฝ้าติดตามสถานการณ์แต่อย่างใด ส่วนมาตรการรักษาความปลอดภัยยังคงมีทีมดูแลความปลอดภัยของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ประจำอยู่บริเวณด้านข้างตัวบ้านเหมือนตามปกติ