เตือนภัย! มิจฉาชีพอ้างเป็นเพื่อนร่วมงานโทรหลอกยืมเงิน เหยื่อหลงเชื่อ

มิจฉาชีพอ้างเป็นเพื่อนร่วมงาน หลอกให้โอนเงิน เบื้องต้นผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.ปากเกร็ด

วันนี้ 22 ส.ค.60 ผู้สื่อข่าว MThaiNews ได้รับแจ้งจากนายบี (นามสมมติ) พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งย่านปากเกร็ด จ.นนทบุรี หลังมีมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นตนเองโทรศัพท์ไปหลอกยืมเงินเพื่อนร่วมงานเป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท โดยเหยื่อหลงเชื่อและโอนเงินไป 4,500 บาท ให้คนร้าย เบื้องต้นผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.ปากเกร็ด พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติม โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 15 ส.ค.60

โดยนายบี เล่าให้กับทีมข่าวว่าในวันเกิดเหตุ ตนได้แจ้งลางานกับทางบริษัทเพื่อพาบุตรชายไปหาหมอ โดยแจ้งลาไว้ 2 ช.ม. ต่อมาได้โทรหาฝ่ายบุคคลเพื่อแจ้งลาทั้งวันเนื่องจากยังติดธุระอยู่ที่ทางโรงพยาบาล จากนั้น น.ส.เอ ได้ส่งข้อความมาทวงเงิน ซึ่งตนไม่รู้เรื่องอะไรจึงปรึกษากันว่า ให้เข้าแจ้งความไว้ก่อน เบื้องต้นตนลงบันทึกประจำวันเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ

ทางด้าน น.ส.เอ ผู้เสียหายที่โอนเงินให้คนร้าย เล่าว่าวันเกิดเหตุ มีคนโทรศัพท์มาหาเพื่อนร่วมงานอีกคนหนึ่งอ้างว่า เป็นนายบี (เบอร์ 0949496302) เพื่อขอยืมเงิน 5,000 บาท แต่เพื่อนร่วมงานคนดังกล่าวไม่มีเงิน จึงเดินมาหาตน จากการพูดคุยและฟังน้ำเสียงก็แน่ใจว่าเป็นนายบี ประกอบกับคนร้ายระบุชื่อถึงคนในบริษัทได้ถูกต้องจึงไม่ได้คิดอะไร ก่อนที่จะโอนเงินครั้งแรกไปจำนวน 3,000 บาท ในชื่อบัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาโพนพอสัย นางทองเพชร เจริญฉัน 4930769056 ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงคนร้ายได้โทรมาขอให้โอนเงินอีก

แต่ตนมีเงินอยู่ไม่มากจึงโอนไปเพียง 1,500 บาท ต่อมาเมื่อถึงช่วงใกล้เวลาเลิกงานจึงส่งข้อความไปหานายบี ให้โอนเงินคืนกลับมาเนื่องจากจำเป็นต้องใช้เงิน แต่นายบีกลับระบุว่าไม่ได้ยืมเงินแต่อย่างใด จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดี ในวันเดียว (15 ส.ค.60) อย่างไรก็ตามตนอยากฝากเตือนหากมีบุคคลที่แอบอ้าง โดยใช้เบอร์และบัญชีดังกล่าวหลอกให้โอนเงินโปรดอย่าหลงเชื่อ พร้อมฝากถึงผู้เสียหายหลายอื่นหากถูกหลอกจากกรณีดังกล่าวให้เข้าแจ้งความไว้เพื่อให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนสอบสวนติดตามจับกุมตัวคนร้าย

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการประสานไปยังธนาคารที่คนร้ายหลอกให้โอนเงินไป โดยแจ้งขอตรวจสอบข้อมูลทางการเงินทั้งหมดของบัญชีดังกล่าว ซึ่งจากการสืบสวนพบว่าชื่อบัญชีเป็นบุคคลที่อยู่ใน จ.หนองคาย พร้อมกันนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานเพื่อตรวจหมายเลขโทรศัพท์ที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ ซึ่งว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อออกหมายเรียกต่อไป ทั้งนี้ อยากฝากเตือนประชาชนความตรวจสอบบุคคลที่แอบอ้างว่าเป็นคนที่รู้จักจริงหรือไม่ เพื่อป้องกันเบื้องต้นจากการถูกหลอกโอนเงิน

จากข้อมูลยังพบด้วยว่าเบอร์โทรศัพท์ดังกลว่าว เป็นเบอร์เดียวกันที่ใช้หลอกโทรยืมเงินบุคคลอื่นๆ ในพื้น จ.นนทบุรี เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยคนร้ายมีพฤติการณ์หลอกให้โอนเงินเหมือนกัน ซึ่งอ้างว่าเป็นญาติของผู้เสียหาย

สาวโพสต์คลิป ทุบรถจักรยานยนต์โชว์ หลังถูกตำรวจจับขับย้อนศร

สาวโพสต์คลิป ขณะใช้พลั่วทุบทำลายรถจักรยานยนต์ หลังถูกตำรวจจับเพราะขับรถย้อนศร

ผู้สื่อข่าวได้ประสานเจ้าของเฟซบุ๊กชื่อ นู๋ หนุ่ย มัลลิกา รัตนเจริญ หลังเจ้าตัวโพสต์คลิปวิดีโอ เป็นภาพขณะเจ้าของรถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นผู้หญิงกำลังใช้พลั่วทุบทำลายรถจยย. โดยมีข้อความเขียนบรรยายว่า ” ตีเองพังเอง ลงคลิปเอง (คลิปนี้ทางเราไม่ได้เป็นคนถ่ายนะคะ ทางคุณตำรวจเป็นคนถ่ายเอง พูดยั่วเอง) ไม่ได้ใหญ่มาจากไหน แต่นักเลงพอ รู้ว่าเราผิด เราย้อนศร

แต่เราออกจากซอยบ้านมาไม่กี่เมตร เราก็พูดขอรถคืนดี ๆ แต่คุณยืนยันคำเดียวว่า ยึด คุณพูดจาจนลูกเราร้องไห้ แต่เราเข้าไปพูดขอดีๆ คุณไม่ถ่ายคลิป คุณถ่ายแต่ตอนที่เราพังรถ รถป๊อปห้ามขับถนนใหญ่ ถ้าขับไม่ได้จะเอาไว้ทำไม ก็พังสิคะ อีกอย่างคุณพูดอะไรกับลูกเรากรุณาระบุด้วย อย่าว่าแต่เราไม่ดี” ซึ่งในคลิปมีเสียงตำรวจตะโกนถามว่า “ทำไมใหญ่มากเหรอ และ พอหรือยัง เอาอีกเอาอีก”

จากนั้นหญิงที่ทุบรถได้มีการพูดโต้ตอบกลับไป ภาพคลิปดังกล่าวมีผู้เข้าไปวิพากษ์วิจารณ์เป็นจำนวนมาก ต่อมาทราบว่าผู้หญิงที่ทุบทำลายรถ คือเจ้าของเฟซบุ๊ก ชื่อ น.ส.มัลลิกา รัตนเจริญ ส่วนผู้ขับขี่รถจยย.ย้อนศรเป็นแฟนของเจ้าของรถ ทราบชื่อคือ นายสุนทร แสงจั่น

จากการสอบถาม น.ส.มัลลิกา รัตนเจริญ เล่าเหตุการณ์ดังกล่าวว่า หลังจากแฟนโดนยึดรถตนเห็นตำรวจจึงเดินเข้าไป ตนกล่าวสวัสดี ทางตำรวจถามว่ามีอะไร ตนจึงพูดไปว่าพอดีเมื่อเช้าแฟนกำลังจะไปส่งลูกแล้วโดนยึดรถ ตนจึงจะมาขอรถคืนได้ไหมคะ เขาบอกว่าผิดกฎหมายรู้ไหม รถป๊อปเขาไม่ให้มาวิ่งบนถนน ตนบอกว่าขอสักครั้งหนึ่งได้ไหม ขอรถคืน เขาบอกแต่ว่าไม่ได้ ยึดอย่างเดียวตนจึงบอกว่าอยากยึดก็ยึดไป ตนจึงถีบรถไปครั้งหนึ่งจนล้มเพราะเป็นทรัพย์สินของตัวเอง ตนเดินกลับไปเอาพลั่วมาทุบรถ เพราะว่าถ้ารถมันขับบนถนนใหญ่ไม่ได้จะเอาไว้ทำไม จากนั้นตำรวจก็ยกรถขึ้นท้ายรถกระบะไป

ต่อมาที่ สภ.คลองข่อย จ.นนทบุรี ผู้สื่อข่าวได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.สมพล วงษ์ศรีสุนทร ผกก.สภ.คลองข่อย เพื่อสอบถามถึงรายละเอียดเหตุการณ์ดังกล่าว ทราบว่าภาพที่ปรากฎในคลิปวิดีโอ ตนได้เรียกผู้ใต้บังคับบัญชามาสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตอนนี้ทราบข้อเท็จจริงคร่าวๆว่า ขณะปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกการจราจรที่บริเวณหน้า รร.นนทบุรีวิทยาลัย ได้มีรถคันเกิดเหตุวิ่งย้อนศร โดยมีผู้ชายขับขี่และมีเด็กนั่งมาด้านหน้า จุดนี้เป็นจุดที่ทางตำรวจให้ความสำคัญเนื่องจากเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง ทั้งบาดเจ็บและเสียชีวิต

ทางเราพยายามทำให้ถูกต้อง เมื่อมีรถขับย้อนศรมาทางเราได้เรียกเพื่อตรวจใบขับขี่ แต่ทางผู้ขับขี่ไม่เข้าใจคิดว่าเรื่องผิดกฎหมายเล็กน้อยน่าจะผ่อนผันได้ จึงทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ทางเราได้พยายามทำความเข้าใจกับเจ้าของรถว่าการทำเรื่องผิดกฎหมายทางตำรวจต้องดำเนินคดี บางอย่างเราผ่อนผันได้ บางอย่างทำไม่ได้ และในขณะเกิดเหตุทางเราก็จับผู้ขับขี่ที่ย้อนศรไว้แล้ว 2-3 คัน ทางเราจะเลือกปฏิบัติไม่ได้ ในส่วนที่เขาไม่เข้าใจตนอยากกราบเรียนว่า

อยากจะให้พี่น้องประชาชนที่ได้รับข้อมูลสื่อสารแบบนี้เข้าใจ และเห็นใจกับตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วย สื่อออกไปแบบนี้อาจทำให้คนเข้าใจผิดและเจ้าหน้าที่ตำรวจท้อ ทางตำรวจอยากให้ผู้ใช้รถใช้ถนนเคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันอุบัติเหตุด้วย ทางตนได้กำชับและอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำงานกับประชาชน ต้องลดเรื่องการกระทบกระทั่ง ต้องมีความอดทนอดกลั่นต่อสิ่งยั่วยุ และสิ่งที่จะทำให้การปฏิบัติหน้าที่ลดประสิทธิภาพลง

ส่วนรถในเหตุการณ์ (รถป๊อป) เป็นรถที่ทางขนส่งไม่จดทะเบียนให้ ไม่สามารถนำมาวิ่งบนทางหลวงไม่ได้ เนื่องจากในเขตทางหลวงมีรถบรรทุก รถใหญ่ที่ใช้ความเร็ว ถ้านำรถที่ทางขนส่งไม่สามารถจดทะเบียนให้ได้มาวิ่งบนทางหลวงจะเกิดอันตรายได้

ศาลฎีกาพิพากษา ยืนคุกตลอดชีวิต “4 จำเลย” ยิงเอ็ม 79 ใส่ผู้ชุมนุม กปปส.ปี 57

ศาลฎีกา พิพากษายืนคุกตลอดชีวิต “4 จำเลย” ยิงเอ็ม 79 ใส่ผู้ชุมนุม กปปส.ปี 57 ลงบิ๊กซี ราชดำริ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย

ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดียิงลูกกระสุนระเบิด เอ็ม 79 ใส่ผู้ชุมนุม กปปส. ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายชัชวาล หรือ ชัช ปราบบำรุง อายุ 48 ปี , นายสมศรี มาฤทธิ์ อายุ 43 ปี , นายสุนทร ผิผ่วนนอก อายุ 52 ปี และนายทวีชัย วิชาคำ อายุ 42 ปี เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดต่อชีวิตฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน , และข้อหาอื่น

จากกรณี เมื่อช่วงปี 2557 พวกจำเลยใช้อาวุธปืนเอ็ม 79 ยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.ที่บิ๊กซี ถ.ราชดำริ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บหลายราย คดีนี้ศาลชั้นต้น และอุทธรณ์ ยืนจำคุกตลอดชีวิตจำเลยทั้ง 4 คน และให้จำเลยร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนผู้บาดเจ็บ 534,700 บาท ด้วย และตลอดเวลาที่ถูกดำเนินคดี จำเลยยังไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราวแต่อย่างใด

ทั้งนี้ น.ส.ภาวิณี ชุมศรี ทนายความของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ดูแลคดีให้จำเลย เปิดเผยว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ พิพากษามา จึงพิพากษายืนให้จำคุกไว้ตลอดชีวิต