หากย้อนกลับไปเมื่อ 11 ปีที่แล้ว ในคืนของวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้เกิดเหตุการณ์ “รัฐประหาร” หรือการยึดอำนาจในรัฐบาลรักษาการณ์ที่ นายทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น โดยเป็นการรัฐประหารของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งมีพลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะ
เมื่อลำดับเหตุการณ์ก่อนการเกิดรัฐประหาร เริ่มจากมีกลุ่มคนจำนวนมากชุมนุมประท้วงขับไล่ นายทักษิณ เมื่อปี พ.ศ.2547 จากนั้นเริ่มขยายวงกว้างมากขึ้นในปี พ.ศ.2548 จากการนำของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ แต่ทั้งนี้นอกจากจะมีกลุ่มที่ต่อต้านระบอบทักษิณแล้ว ยังมีกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยที่รวมตัวสนับสนุนให้ นายทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มคาราวานคนจน และขบวนรถอีแต๋นที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด
ทั้งนี้ การชุมนุมต่อต้านระบอบทักษิณครั้งใหญ่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2549 โดยมีผู้คนจากหลากหลายอาชีพเข้าร่วมชุมนุมกันเป็นจำนวนมากและถือเป็นประวัติการณ์ พร้อมกับมีการเปิดตัวกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมีแกนนำทั้งหมด 5 คน คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง , นายสนธิ ลิ้มทองกุล , นายพิภพ ธงไชย , นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
หลังจากนั้น เหตุการณ์ยังคงไม่คลี่คลาย การชุมนุมได้ยืดเยื้อยาวนาน สถานการณ์ส่อเค้าว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนต่อมาถึงขั้นเกิดเหตุการณ์ปะทะกันของกลุ่มผู้ขับไล่และผู้สนับสนุนทักษิณหลายครั้ง จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ นายกรัฐมนตรีจึงได้ประกาศยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549
ทั้งนี้ ก่อนการเลือกตั้งครั้งใหม่ ได้มีเหตุการณ์ที่บ่งบอกถึงการเตรียมรัฐประหารเกิดขึ้นหลายครั้ง อาทิ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. ออกคำสั่งโยกย้ายนายทหารระดับคุมกำลังจำนวน 129 นาย และสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ประกาศชุมนุมใหญ่อีกครั้งในวันที่ 20 กันยายน รวมถึงฝ่ายสนับสนุน นายทักษิณ ก็มีการประกาศระดมประชาชนเพื่อเข้าร่วมชุมนุมอีกด้วย
ในที่สุด วันที่ 19 กันยายน 2549 บรรดาผู้นำเหล่าทัพได้เข้ายึดอำนาจได้สำเร็จอย่างไม่มีการเสียเลือดแต่อย่างใด และในขณะนั้น นายทักษิณ อยู่ระหว่างการเข้าประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมาได้มีการประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ รวมถึงมีการแต่งตั้ง พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และที่ประท้วงต่อต้านระบอบทักษิณทั้งหมดได้ประกาศยุติการชุมนุมทันที ซึ่งการรัฐประหารครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปในเดือนต่อมา หลังจากมีกำหนดจัดในเดือนเมษายนแต่ถูกสั่งให้เป็นโมฆะไป
หลังจากผ่านการรัฐประหารมาเพียงหนึ่งวัน ได้เกิดปฏิกิริยาจากหลายฝ่ายทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย สำหรับประชาชนที่สนับสนุนการรัฐประหารครั้งนี้ ได้ออกมาให้กำลังใจทหารตามจุดประจำการต่างๆ ทั้งร่วมถ่ายภาพ และให้ดอกไม้ นอกจากนี้ สวนดุสิตโพลได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 2,019 คน พบว่า 83.98% เห็นด้วยกับรัฐประหาร เนื่องจากเห็นว่าการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ส่วนประชาชนที่ไม่เห็นด้วย มีความเห็นว่าภาพลักษณ์ของประเทศอาจตกต่ำลง
อีกด้านหนึ่ง ในส่วนของผู้ที่ไม่สนับสนุนการรัฐประหารในครั้งนี้ ก็มีการออกมาแสดงสัญลักษณ์รูปแบบต่างๆ โดยวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2549 ร้อยตรี ฉลาด วรฉัตร และทวี ไกรคุปต์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ประท้วงที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งกางป้ายขนาดใหญ่ระบุว่า “กระผม นายทวี ไกรคุปต์ ขออดข้าวประท้วงผู้ที่ล้มล้างประชาธิปไตย ทำให้บ้านเมืองถอยหลังและแตกแยก” ก่อนจะมีทหารนำตัวออกไป
รวมถึงต่อมายังได้เกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2549 นวมทอง ไพรวัลย์ ได้ผูกคอเสียชีวิตบนสะพานลอยข้ามถนนวิภาวดีรังสิต โดยเขียนจดหมายทิ้งไว้ซึ่งข้อความตอนหนึ่งระบุว่า “เหตุที่ผมกระทำการพลีชีพครั้งที่ 2 โดยการทำลายตัวเอง เพื่อมิให้เสียทรัพย์เหมือนครั้งแรก ก็เพื่อลบคำสบประมาทของท่านรองโฆษก คปค. ที่ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์หลายฉบับว่า ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้”
อีกทั้ง ยังมีการชุมนุมเพื่อขับไล่พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ของกลุ่มพันธมิตรต่อต้านรัฐประหารซึ่งนำโดยเครือข่าย 19 กันยาต้านรัฐประหาร ผู้ร่วมชุมนุมกว่า 700 คน แต่การชุมนุมก็ยุติลงในเวลาต่อมา
ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติม วิกิพีเดีย