ผู้เสียหายรวมตัว ร้อง บก.ปคบ. หลังถูกโกงซื้อที่พักรีสอร์ชหัวหิน

ผู้เสียหายรวมตัว ร้อง บก.ปคบ. หลังถูกโกงซื้อที่พักรีสอร์ชหัวหิน  โดยซื้อในงาน ททท.

วันที่ 8 ก.ย. 2560 เวลา 13.30 น. ผู้เสียหายจำนวนกว่า 10 คน เข้าแจ้งความกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ที่อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารB) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ถ.แจ้งวัฒนะ หลังถูกโกงจากการซื้อวอชเชอร์ boat lord resort หัวหิน โดยซื้อในงาน ททท. เมื่อเดือน พ.ค. ปี2560 แต่ไม่สามารถเข้าพักได้

นายธนัช วัฒนมงคล ตัวแทนผู้เสียหาย กล่าวว่า สำหรับกรณีดังกล่าวเริ่มจากการที่ ศุภวัสอนันบุญฑริก ได้ไปขายวอชเชอร์ของ boat lord resort หัวหิน ภายในงาน ททท.จนมีผู้สนใจได้ทำการซื้อเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อถึงกำหนดกลับไม่สามารถเข้าพักได้ โดยรายแรกที่เข้าพักรีสอท์ไม่ได้เริ่มที่เดือนมิ.ย. ทั้งนี้มีลูกค้าไปถึงแต่ทางรีสอท์ขึ้นป้ายว่าปิดปรับปรุง

จากนั้นลูกค้าจึงทำการสอบถามไปยังหน้าเพจเฟซบุ๊คแต่มีข้อความอัตโนมัติตอบกลับว่าให้โทรกลับตามเบอร์ที่ปรากฎ โดยได้สืบทราบที่หลังว่าจริงๆ แล้วทาง นายศุภวัส ซึ่งเป็นผู้เช่าที่ทำรีสอท์ได้ถูกยกเลิกสัญญาเนื่องจากไม่จ่ายค่าที่ทางเจ้าของที่จึงทำการยึดที่คืนโดยนายศุภวัสทราบอยู่แล้วตนเองกำลังจะไม่ได้บริหารแต่ก็ยังนำวอชเชอร์มาขาย ซึ่งเมื่อขายไปแล้วลูกค้าไม่สามารถเข้าพักได้ และขณะนี้มีผู้เสียหายรวแล้วจำนวน 53 ราย โดยเสียหายรวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท จึงได้เดินทางมาร้องดำเนินคดีดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังทราบอีกว่า นายศุภวัสมีหลายคดีติดตัวโดยมีการเปิดอู่รถยนต์ขนาดใหญ่ซึ่งวิธีการหลอกลวงคือ สมมุติเรานำรถไปซ่อมกระจกขวาทางอู่จะทุบกระจกฟน้าเพื่อจะได้เครมประกันตรงนั้นไว้ หรือบางครั้งหากมีรถสปอร์ตเข้าไปซ่อม ตัวผู้กระทำผิดจะนำไปขับและไปหาคนที่รู้จักเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแล้วจะมีการไปต่อเนื่องอีกคดีคือการไปยืมเงิน กู้เงินและตีเช็คเด้งรวมถึงมีการปลอมแปลงเอกสารทางการเงินอีกด้วยซึ่งขณะนี้ยังไม่ฟมดอายุความแต่เจ้าตัวยังใช้ชีวิตตามปกติ

อย่างไรก็ตาม อยากเรียกร้องให้ทางออแกไนซ์ที่นำบูธมาออกต้องรับผิดชอบโดยการสกรีน คือจะทำธุรกิจอย่างไม่มีธรรมมาภิบาลไม่ได้ ให้ผู้บริโภคหรือประชาชนถูกหลอกคงไม่เหมาะสม ทั้งนี้ตัวเงินจริงไม่มีมากมายแต่อยากให้ระงับการกระทำเพื่อไม่ให้มีการหลอกลวงไปมากกว่านี้

แรงงานร้อง นายกฯ ปรับ ค่าแรงขั้นต่ำ วันละ 700 บาท

แรงงานร้อง นายกฯ ปรับ ‘ค่าแรงขั้นต่ำ’ วันละ 700 บาท จ่อส่งแบบสอบถามลูกจ้างทั่วประเทศตุลาคมนี้

นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.) สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.) พร้อมด้วยเครือข่ายแรงงาน แถลงข่าว “ขอให้มีการปรับค่าจ้างในปี 2561” ว่า หลังจากทางคสรท. สรส.และเครือข่ายแรงงงาน เรียกร้องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำต่อรัฐบาล ต่อกระทรวงแรงงานมาตลอด แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล ซึ่งจากการหารือได้ข้อสรุปว่า รัฐบาลต้องปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอย่างเป็นธรรมและต้องปรับในปี 2561 เนื่องจากที่ผ่านมาแรงงานอยู่ไม่ได้ด้วยค่าครองชีพตกวันละ 300 บาท แม้จะมีเพิ่มก็เพิ่มไม่เท่ากันทั่วประเทศ เฉลี่ยบางจังหวัดได้ประมาณ 310 บาทต่อวัน ซึ่งไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพของแรงงานเลย

จากการสำรวจตัวเลขอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเมื่อปี 2554 อยู่ที่ ประมาณ 560 บาทต่อวัน ซึ่งอัตราเงินเฟ้อ 3% ต่อปี หากคิดถึงปัจจุบันก็ควรได้รับค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณวันละ 600-700 บาท แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้ว่าตัวเลขต้องตายตัว อยากให้มีการหารือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจริงๆ รวมทั้งขณะนี้ได้มีการทำแบบสอบถามลูกจ้างผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ 77 จังหวัด ถึงค่าครองชีพ ค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อนำมาคำนวณว่าสุดท้ายแล้วต้องได้ค่าแรงขั้นต่ำเท่าไหร่ ขณะนี้กระจายไปแล้วกว่า 20 จังหวัด คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนตุลาคม ซึ่งแบบสอบถามทำมาประมาณ 8,000-9,000 ชุด ยังไม่รวมกับแบบสอบถามทางออนไลน์อีก

นายสาวิทย์ กล่าวว่า ปัญหาค่าจ้างเห็นชัดว่าไม่เพียงพอ เพราะเร็วๆ นี้ทางพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยพูดว่าเงินเพียง 1 แสนบาทต่อปี ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพ ถ้าจะพอก็ต้องประมาณ 3 แสนบาท ซึ่งตกเดือนละประมาณ 25,000 บาท ซึ่งทางแรงงานก็ไม่ได้ต้องการว่าต้องถึงขนาดนี้ แต่ก็ต้องเหมาะสมกับค่าครองชีพด้วย

ดังนั้น ในปี 2561 ต้องมีการปรับค่าจ้างให้เหมาะสมกับค่าครองชีพ และต้องเท่ากันทุกจังหวัด ที่สำคัญควรยกเลิกอนุกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำระดับจังหวัดเสีย เพราะไม่มีประโยชน์ เนื่องจากหลายแห่งไม่มีแรงงานเข้าร่วมเลย ส่วนใหญ่เป็นแต่นายจ้าง ควรมีเฉพาะคณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำระดับชาติก็เพียงพอ

ทั้งนี้ นายสาวิทย์ อ่านแถลงการณ์ข้อเรียกร้องที่เสนอต่อรัฐบาล ว่า ที่ผ่านมาเคยเสนอในวันแรงงานแห่งชาติปี 2560 และในปี 2561 ขอเสนอสาระหลักๆ 3 ข้อ คือ

1. รัฐต้องกำหนดค่าจ้างแรงงานที่เป็นธรรมให้ครอบคลุมผู้ใช้แรงงานทุกภาคส่วน เนื่องจากที่ผ่านมาลูกจ้างยังคงได้รับค่าจ้างที่ไม่พอต่อการดำรงชีพ ทำให้คนงานไม่มีเงินเพียงพอที่จะสร้างคุณค่าให้ชีวิตที่ ยากจน เป็นหนี้ ซึ่งก็จะส่งผลต่อการบริโภคและภาคการผลิตและอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับตัวเลขมากกว่าความเป็นจริงทางสังคม แท้จริงแล้วประมาณร้อยละ 60 ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า GDP มาจากคนงานและชนชั้นล่าง

2.ให้กำหนดนิยามค่าจ้างขั้นต่ำแรกเข้าให้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวอีก 2 คน ตามหลักการขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ(ILO) และต้องเท่ากันทั้งประเทศ

3. กำหนดให้มีโครงสร้างค่าจ้าง และปรับค่าจ้างทุกปี อย่างไรก็ตามปัจจุบันรัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานยังคงพยายามที่จะดำเนินการปรับค่าจ้างตามกรอบความคิดเดิม คือปล่อยค่าจ้างลอยตัวในแต่ละจังหวัดให้ดำเนินการได้เอง และเพิ่มสูตรการคิดให้ซับซ้อนมากขึ้นซึ่งในอนาคตค่าจ้างอาจมีถึง 77 ราคา ไม่เกิดผลดีต่อระบบโครงสร้างค่าจ้าง และระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ จะเป็นการตอกย้ำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมในสังคมมากขึ้น

ผบช.น. ผุดอีกวิธี แก้ปัญหานักเรียนตีกัน ห้ามขี่จยย.ไปเรียน!!

ผบช.น. ผุดวิธีแก้ปัญหาเด็กอาชีวะตีกัน สั่งห้ามไม่ให้นักเรียนขี่รถจักรยานยนต์ไปโรงเรียน และให้มีการจัดรถรับ-ส่งแทน

สถานีวิทยุข่าวจราจร สวพ.FM91 รายงานว่า พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา อาจารย์จากโรงเรียนอาชีวะเอกชนมีนบุรีโปลีเทคนิค ได้นำนักเรียนที่ก่อเหตุ รวม 4 คน มาส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน สน.หนองจอก ดำเนินคดีแล้ว เบื้องต้นอยู่ระหว่างพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้อง อาทิ พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ ครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันก่อเหตุทำร้ายร่ายกาย

พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 3 (ผบก.น.3) เร่งติดตามหาตัวผู้ที่ทำการยุยงให้เกิดการทะเลาะวิวาท มาดำเนินคดีตามคำสั่งที่ 30 ของ คสช. ที่ให้ดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำการยุยง โดยมีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 6 เดือนปรับไม่เกิน 60,000 บาท ส่วนคู่กรณีที่เป็นนักเรียนโรงเรียนเทคนิคกาญจนาภิเษกหนองจอก เบื้องต้น ได้รับคำยืนยันจากอาจารย์ของโรงเรียนดังกล่าวว่า จะนำตัวนักเรียนที่ก่อเหตุมาส่งมอบให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีภายใน 1-2 วันนี้ เบื้องต้นมีทั้งหมด 3 คน

ทั้งนี้ จากการสอบถามทราบว่า ปมเหตุของการทะเลาะวิวาท เกิดจากความบังเอิญที่กลุ่มนักเรียนของทั้ง 2 สถาบัน ขี่รถจักรยานยนต์กลับจากการเรียนหนังสือ แล้วเจอกันที่บริเวณสี่แยกไฟแดง จากนั้นก็เกิดการพูดจายั่วยุ ท้าตีท้าต่อย และลงมือก่อเหตุตามที่ปรากฏเป็นภาพวงจรปิด

เบื้องต้นทางตำรวจได้หารือกับทั้งสองสถาบันแล้ว เห็นควรมีมาตรการห้ามไม่ให้นักเรียนขี่รถจักรยานยนต์ไปโรงเรียน และให้มีการจัดรถรับ-ส่งนักเรียน ทั้งก่อนและหลังเลิกเรียนแทน โดยจะมีรถตำรวจนำขบวนรถดังกล่าวด้วย พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าว

ผบช.น. กล่าวด้วยว่า สำหรับมาตรการดังกล่าวถือเป็นมาตรการเฉพาะหน้า ส่วนมาตรการระยะยาวได้มีการประสานจะเจรจาและหาทางออกในการสลายความแค้นระหว่างทั้ง 2 สถาบันต่อไป