สบส.แนะวัยทำงาน สร้างพฤติกรรมตามหลัก 3 อ. 2 ส. ลดเสี่ยงโรคเรื้อรัง

สบส.แนะวัยทำงาน ควรสร้างพฤติกรรมตามหลัก 3 อ. 2 ส. ลดเสี่ยงป่วย 5 โรคเรื้อรัง 

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ แนะวัยทำงานสร้างพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3 อ. อาหาร ออกกำลังกาย อารมณ์ และ 2 ส. ไม่สูบบุหรี่ เลี่ยงการดื่มสุรา จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิด 5 โรคเรื้อรังอันตราย ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง

นายแพทย์ภานุวัฒน์ ปานเกตุ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ในปี 2559 กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได้ดำเนินการประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ โดยเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 3 อ. (อาหาร ออกกำลังกาย อารมณ์) 2 ส. (เหล้า บุหรี่) ในการควบคุม 5 โรคเรื้อรังอันตราย ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคมะเร็งกับกลุ่มเป้าหมายประชาชนวัยทำงานทั่วประเทศที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านของตำบลจัดการสุขภาพ

ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีการดำเนินงานปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนเพื่อลด 5 โรคเรื้อรังครอบคลุม 76 จังหวัด ผลการประเมินพบว่ากลุ่มวัยทำงานยังขาดความรอบรู้ด้านสุขภาพ และมีพฤติกรรมในการบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย และพฤติกรรมการจัดการความเครียดในระดับที่น่าเป็นห่วง ส่วนพฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มสุราอยู่ในระดับพอใช้

ทั้งนี้ กรม สบส. ได้เร่งจัดทำแผนระยะยาวในการสร้างความรอบรู้เพื่อส่งเสริมสุขภาพ 6 คุณลักษณะ คือ 1) ความรู้ความเข้าใจ 2) การเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ 3) ทักษะการสื่อสาร 4) ทักษะการตัดสินใจ 5) การจัดการตนเอง และ 6) การรู้เท่าทันสื่อ ในการส่งเสริมให้ประชาชนกลุ่มวัยทำงานมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีตามหลัก 3 อ. 2 ส. ในการลดการเกิดโรคเรื้อรัง

สำหรับหลัก 3 อ. 2 ส. ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังได้ดังนี้ อ.ที่ 1 คือ อาหาร รับประทานอาหารครบ 3 มื้อ ครบทั้ง 5 หมู่ ลดความหวาน มัน เค็ม เพิ่มผักและผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารที่ใช้น้ำมันซ้ำหลายๆ ครั้ง กินอาหารหลากหลายไม่จำเจ อ.ที่ 2 คือ ออกกำลังกาย การออกกำลังกายทำให้แข็งแรง อายุยืน  โดยออกกำลังกายครั้งละ 30 นาที และทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-5 วัน อ.ที่ 3 คือ อารมณ์ เลือกวิธีที่ถนัด สนใจ ทำแล้วเพลิดเพลิน ลดความเครียด มีความสุข เช่น ฟังเพลง ร้องเพลง ดูโทรทัศน์ นอนหลับพักผ่อน ปลูกต้นไม้ พูดคุยพบปะกับเพื่อนฝูง

ส.ที่ 1 คือ ลดการสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่ทำให้หัวใจขาดเลือด หลอดเลือดหัวใจตีบ เป็นมะเร็งปอด มะเร็งกล่องเสียง ปอดอุดตันเรื้อรัง และเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ส.ที่ 2 คือ ลดการดื่มสุรา การดื่มสุราทำให้ความดันโลหิตสูง เกิดโรคหัวใจ เพิ่มโอกาสเสี่ยงเป็นตับอักเสบ ตับแข็ง ทำให้สมรรถภาพทางเพศลดลง และเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ประชาชนควรปฏิบัติตนตามหลัก 3 อ. 2 ส. จะทำให้มีสุขภาพที่ดี และห่างไกลจากโรคเรื้อรัง

อย่างไรก็ตาม กลุ่มวัยทำงานและประชาชนทั่วไป สามารถหาความรู้สุขภาพที่ถูกต้อง และเข้าใจง่ายผ่านทางเว็บไซต์คลังความรู้สุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข http://healthydee.moph.go.th

รวบหนุ่มคล้ายคนเมา แก้ผ้าขี่จักรยานยนต์ขึ้นทางด่วน !!

ตำรวจทางด่วน จับหนุ่มแก้ผ้า ซิ่งรถจักรยานยนต์ จากวังน้อย ขึ้นโทลล์เวย์

รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (8 ก.ย. 60) เจ้าหน้าที่ตำรวจทางด่วน ได้นำกำลังไล่ล่าตามจับกุมหนุ่มคนหนึ่ง เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ใช้รถใช้ถนนรายอื่นๆ หลังเขาได้ก่อเหตุเปลือยกายขี่รถจักรยานยนต์ขึ้นบนทางด่วนขั้นที่ 1 ใกล้ทางออกข้างโรงงานยาสูบ

เมื่อไปถึงพบชายคนดังกล่าวกำลังขี่รถในสภาพไม่สวมเสื้อผ้า เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวและให้หยุดรถ ซึ่งผู้ก่อเหตุยอมทำตามและไม่มีการขัดขืนแต่อย่างใด เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบผู้ก่อเหตุเป็นชายอายุประมาณ 25 ปี ไม่สวมเสื้อผ้าไม่พบเอกสารประจำตัว และเอกสารเอกทะเบียนรถ

เมื่อเจ้าหน้าที่ พยายามสอบถามข้อมูลต่างๆ ผู้ก่อเหตุนิ่งเฉยไม่ยอมตอบ มีอาการคล้ายคนเมา จึงนำตัวมาควบคุมต่อที่สน.ทางด่วน เพื่อแจ้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ในส่วนขอหากระทำอนาจารได้ประสานเจ้าหน้าตำรวจ สน.ลุมพีนี เข้ามารับตัวเพื่อดำเนินการสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เพื่อไทยโวย! ปม DSI เตรียมสั่งฟ้อง “พานทองแท้” ชี้คดีสิ้นสุดไปแล้ว

ทีมกฏหมายพรรคเพื่อไทย โวยรัฐใช้อำนาจหาประโยชน์ทางการเมือง ปม DSI เตรียมสั่งฟ้อง “พานทองแท้” ชี้คดีสิ้นสุดไปแล้ว

นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พนักงานสอบสวน DSI ได้แถลงมติของคณะพนักงานสอบสวน เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 60 ให้แจ้งข้อหา การฟอกเงิน แก่นายพานทองแท้ ชินวัตร และพวก โดยให้รวบรวมพยานหลักฐานให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน นั้นจากการติดตามคดีนี้ พบว่าคดีเริ่มต้นเมื่อมีการรัฐประหาร ปี พ.ศ. 2549 มีการจัดตั้ง คตส.มีการสอบสวนเอาผิดรัฐบาลในอดีตหลายคดี รวมทั้งคดีการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย ให้กับบริษัท กฤษดามหานคร คตส.ได้มีมติให้ฟ้องร้อง นายทักษิณ ชินวัตร และผู้เกี่ยวข้องหลายคน

รวมทั้ง นายพานทองแท้ ว่าเป็นผู้สนับสนุน เจ้าหน้าที่ของรัฐให้กระทำผิดตาม พ.ร.บ.ความผิดของพนักงานและความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งคดีดังกล่าวอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องนายพานทองแท้ และพวก อีกทั้งเมื่อโอนคดีจาก คตส. มายัง ป.ป.ช. ก็มิได้นำคดีมาฟ้องนายพานทองแท้ กับพวกแต่อย่างใด ซึ่งโดยปกติเรื่องก็ควรจะยุติสิ้นสุด

อย่างไรก็ตาม ภายหลังรัฐประหาร ปี พ.ศ. 2557 มีการหยิบยกประเด็นให้มีการดำเนินคดีกับ นายพานทองแท้ กับพวก ในความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน และข้อหารับของโจร มีการตั้งพนักงานสอบสวน มีรองอธิบดี DSI และพนักงานอัยการ ร่วมเป็นคณะพนักงานสอบสวน ซึ่งในที่สุดได้มีมติยุติข้อหารับของโจร เนื่องจากขาดอายุความ

ส่วนข้อหาตามกฎหมายฟอกเงิน เห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ และมีการสั่งย้ายรองอธิบดี DSI คนดังกล่าวไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและมีการตั้งพนักงานสอบสวนชุดใหม่ ให้อธิบดี DSI มาเป็นประธาน สับเปลี่ยนผู้แทนของสำนักงานอัยการสูงสุด และในที่สุดก็ได้มีมติออกมาดังกล่าว ทำให้มีข้อสงสัยว่ากรณีดังกล่าวอาจเข้าข่ายลักษณะเป็นการใช้กลไกและอำนาจทางกฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือไม่