กรมอุตุฯ แจงข่าวลือพายุลูกใหม่แรงกว่า ‘ฮาวี’ ไม่มีจริง

กรมอุตุนิยมวิทยา ชี้แจงหลังมีข่าวลือพายุลูกใหม่รุนแรงกว่าพายุ “ฮาวี” ยืนยันไม่มีจริง เตือนประชาชนอย่าตื่นตระหนก

สำนักพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ชี้แจงข่าวลือเรื่องจะมีพายุลูกใหม่ในมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันออกของฟิลิปปินส์ มีขนาดใหญ่กว่าพายุ “ฮาวี” ที่ถล่มรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา จะกระทบต่อประเทศไทยในช่วงวันที่ 8 กันยายน 2560 ตามที่มีการนำข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยามาดัดแปลง ส่งต่อผ่านสังคมออนไลน์ต่างๆ ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกและสับสนแก่ประชาชนอย่างมากนั้น ทางสำนักพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา ขอยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริงและไม่ได้มีที่มาจากกรมอุตุนิยมวิทยาแต่อย่างใด และจากการวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์อากาศในระยะนี้พบว่าในขณะนี้บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันออกของฟิลิปปินส์ไม่มีพายุก่อตัวขึ้นในบริเวณดังกล่าว

ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่ร้ายแรงเกิดขึ้น กรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องจะออกประกาศเตือนภัยอย่างเป็นทางการต่อไป และขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลการพยากรณ์อากาศในระยะนี้อย่างใกล้ชิด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน 1182 และหมายเลขโทรศัพท์ 0 2399 4012-3 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา https://www.tmd.go.th/

ตร.สั่งตั้งทีมสืบหา ‘ยิ่งลักษณ์’ ส่งกต. ถอนพาสปอร์ต

ตำรวจ เผย ทำหนังสือประสาน 190 ประเทศตรวจสอบ “ยิ่งลักษณ์” จนขณะนี้ยังไม่มีประเทศใดตอบกลับมา จ่อตั้งคณะะกรรมสืบหาเบาะแส

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้าในการติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับกรณีไม่ไปฟังคำตัดสินศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งทางกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ส่งหนังสือประสานตำรวจสากล 190 ประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ล่าสุด ยังไม่มีประเทศใดให้ข้อมูล หรือตอบกลับมาแต่อย่างใด ซึ่งคาดว่าต้องให้เวลาแต่ละประเทศในการตรวจสอบ

ทั้งนี้หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะขอลี้ภัยทางการเมือง ต้องให้ประเทศที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พักอยู่เป็นผู้พิจารณา ซึ่งไทยไม่สามารถก้าวล่วงได้ แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่ปรากฏตัวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลบหนีไปอยู่ประเทศใด

ด้าน พล.ต.ท.วิทยา ประยงค์พันธุ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า หลังจากนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตรียมตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อตรวจสอบและหาเบาะแสเรื่องดังกล่าว ซึ่งจะต้องรอรายงานจากตำรวจสากลด้วย หากได้รับการประสานมาว่าอยู่ประเทศใด ก็จะให้คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาสืบหาอีกครั้ง เมื่อได้ข้อมูลที่ชัดเจนแล้ว จึงจะส่งหนังสือถึงกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อถอนพาสปอร์ต น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตามกระบวนการต่อไป

ข้อมูลจาก INN

หนุ่มจอดรถหรูถ่ายเซฟฟี่ในอุโมงค์พัทยา เข้ามอบตัวแล้ว

หนุ่มจอดรถหรูถ่ายเซฟฟี่ในอุโมงค์พัทยา เข้ามอบตัวแล้ว เผยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ชี้อย่าเลียนแบบ เพราะมันผิดกฎหมาย และอันตราย

จากกรณีหนุ่มจอดรถหรูถ่ายเซฟฟี่ในอุโมงค์พัทยาแล้วโพสต์ลงในโลกโซเซียล จนมีการแชร์ภาพโพสดังกล่าวและพูดถึงพฤติกรรมการจอดรถภายในอุโมงค์ดังกล่าว ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และอาจเกิดอันตรายขึ้นได้หากรถคันหลังวิ่งมาแล้วไม่ทันเห็นจะเกิดการชนกันขึ้น ส่วนเจ้าของรูปที่โพสต์จอดรถสปอร์ตถ่ายเซฟฟี่ลงในโลกโซเซียลจำนวนหลายรูป พร้อมเขียนหัวข้อต่างๆแบบไม่เกรงกลัวกฎหมาย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 ก.ย. ที่ผ่านมา หลังตกเป็นข่าว นายศุภโชค หรือ เอฟ วัฒณกุล อายุ 45 ปี ช่างทำผม อยู่ในซอยกอไผ่ พัทยาใต้ ได้เดินทางเข้ามอบตัวกับ พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก. สภ. พัทยา โดยยอมรับสารภาพว่า คืนวันที่ 25 กค. 60 ซึ่งเป็นวันแรก ของการเปิดอุโมงทางลอดพัทยากลาง ช่วงเวลาประมาณตีสอง ตนกับเพื่อนขัยรถมาสด้า อาร์เอ๊กซ์ 7 ทะเบียน ญภ – 717 กทม. ด้วยความเห่อทางลอดจึงขับรถชมความสวยชองทางลอด 2 รอบ เห็นว่าถนนโล่ง จึงนึกอยากถ่ายความสวยงามของทางลอด โพสต์ โชว์ เพื่อนๆ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ว่า มันอันตราย และผิดกฎหมาย พอตกเป็นข่าวตนจึงรีบเข้ามามอบตัว และ อยากให้การกระทำแบบนี้ของตนเป็นอุทาหรณ์ อย่าเลียนแบบ เพราะมันผิดกฎหมาย และอันตราย

ด้าน พ.ต.อ. อภิชัย กรอบเพชร ผกก.สภ.พัทยา ได้กล่าวว่า การเซลฟี่ สามารถทำได้ แต่ไม่ใช่จอดรถแบบนั้น เพราะมันเป็นอันตราย และ ผิดกฎหมาย กรณีนายศุภโชค ได้สำนึกผิด และ เดินทางเข้ามามอบตัวเอง โดยยังไม่มีการออกหมายเรียก อีกทั้งสอบสวนแล้ว เห็นว่า นายศุภโชค ไม่มีเจตนาในทางลบ แต่เนื่องจากเห่อของใหม่ หลังจากรอคอยมากว่า 3 ปี จึงกระทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงทำการลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และว่ากล่าวตักเตือนไป รวมทั้งประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อว่า หากใครกระทำแบบนี้อีก เราจะต้องจับปรับเพราะถือว่าท่านทราบแล้วว่าการทำแบบนี้มันอันตราย และผิดกฎหมาย