ชายเผาเปตองในเตาถ่าน หวังให้ลูกมันวาว แต่เกิดระเบิดกระแทกใส่หน้าผากดับ

ชายดับเพลิง อายุ 51 ปี ดวงถึงฆาต เผาเปตองในเตาถ่านหวังให้ลูกมันวาวโยนนิ่งเข้าเป้าหมาย แต่เกิดระเบิดกระแทกใส่หน้าผากอย่างรุนแรง

วานนี้ (29 ต.ค.60) ร.ต.อ.จกฤษ สมบัติศิริ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุตรดิตถ์ รับแจ้งเหตุระเบิดมีผู้เสียชีวิต เหตุเกิดที่บริเวณด้านหลังของสถานีดับเพลิงท่าเสา เขตเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ จึงรีบรายงานให้ พ.ต.อ.ดิษยเดช พัชรภูวดล ผกก.สภ.เมืองอุตรดิตถ์ รับทราบ แล้วรีบรุดไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยนายสำราญ เอื้อจิระวาณิชย์ นายกเทศมนตรีเมืองอุตรดิตถ์ เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิอุตรดิตถ์สงเคราะห์และ แพทย์เวรโรงพยาบาลอุตรดิตถ์

ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณโต๊ะไม้ติดติดริมกำแพงรั้วสถานีดับเพลิง และ ห่างจากสนามเปตองประมาณ 1 เมตร พบศพผู้ชายนุ่งกางเกงขายาวลายพรางสวมเสื้อยืดสีขาวนอนจมกองเลือดลักษณะหงายหน้าขึ้นฟ้าในสภาพกระโหลกศรีษะเปิด โดยมีสมองกระจายออกมาอยู่ข้างนอกน่าสยดสยองต่อผู้พบเห็นเหตุการณ์ยิ่งนัก เจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัย จึงนำผ้าขาวมาห่มปกปิดเอาไว้เพื่อไม่ให้เกิดความอุจจาดสายตา ทราบชื่อผู้ตายว่านายเดโช เพชรนิล อายุ 51 ปีอยู่บ้านเลขที่186/5 ถนนเกษมราษฎร์ ต.ท่าอิฐอ.เมืองจ.อุตรดิตถ์ มีตำแหน่งเป็นเจ้าพนักงานเทศบาลดับเพลิง

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงกันพื้นที่ทั้งหมดเอาไว้พร้อมตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุโดยรอบพบเศษกระโหลกศีรษะกระจัดกระจายเกลื่อนทั่วบริเวณและพบรอยเลือดติดอยู่ที่กำแพงจำนวนมาก ส่วนที่บริเวณโต๊ะไม้และพื้นที่ใกล้เคียงเจ้าหน้าที่พบเศษของเตาถ่านหรือเตาอั้งโล่แตกกระจายเกลื่อนพร้อมกับเศษวัสดุเหล็กซึ่งเป็นลูกเปตองแตกกระจายเกลื่อนเช่นเดียวกันโดยพบชิ้นส่วนขนาดใหญ่ของลูกเปตองตกอยู่ใกล้กับศพของผู้ตายและพบลูกเปตองตกอยู่ใต้โต๊ะไม้จำนวน2ลูกเจ้าหน้าที่ใช้มือหยิบจับดูปรากฏมีความร้อนอยู่จึงวางไว้

จากการสอบสวนทราบว่าผู้ตายมักจะหาเวลาว่างจากงานดับเพลิงมาเล่นเปตอง ที่บริเวณสนามด้านหลังของสถานีดับเพลิงท่าเสาพร้อมกับเพื่อนที่พนักงานดับเพลิงและคนทั่วไปเป็นประจำทุกวัน เพื่อความสนุกสนานและเพื่อออกกำลังกาย วันนี้ผู้ตายนัดกับเพื่อนเอาไว้เพื่อมาเล่นเปตองแต่ยังไม่ถึงเวลาที่จะเล่นจึงนำเอาลูกเปตองซึ่งเป็นลูกเหล็กประจำตัวจำนวน 3 ลูก มาเผาไฟบนเตาถ่านเพื่อหวังให้ลูกเปตองเกิดความมันวาวไม่สะดุดมือในระหว่างการโยนเล่น

และสามารถโยนเข้าเป้าหมายได้ตรง ซึ่งผู้ตายมักจะทำเป็นประจำและเห็นจนชินตา ระหว่างเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ดับเพลิงส่วนหนึ่งกำลังพักผ่อนอยู่ภายในสถานดีดับเพลิงได้ยินเสียงคล้ายระเบิดดังสนั่นที่บริเวณด้านหลัง ซึ่งเป็นสนามเปตองสิ้นเสียงระเบิดทุกวิ่งออกไปดูพบนายเดโช ซึ่งนอนเสียชีวิตอยู่ในสภาพกระโหลกศีรษะเปิดจึงวิทยุแจ้ง191 และ รายงานให้นายกเทศมนตรีเมืองอุตรดิตถ์รับทราบ

พ.ต.อ.ดิษยเดช กล่าวถึงสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้ตายในครั้งนี้เกิดจากแรงระเบิดจากลูกเปตอง ซึ่งเป็นลูกเหล็กที่ผู้ตายนำไปเผาในเตาถ่านด้วยความร้อนสูงลูกเหล็กภายในจะมีลักษณะกลวง และมีอากาศอยู่ภายในการเผาคงใช้เวลานานทำให้อากาศภายในขยายตัว และเกิดแรงกดดันทำให้ระเบิดออกมาจากแรงระเบิดนี้ส่งผลทำให้ชิ้นส่วนของลูกเหล็กที่แตกออกกระแทกเข้ากับหน้าผากของผู้ตายอย่างรุนแรง ทำให้กระโหลกศีรษะแตกกระจายจนเป็นเหตุให้พนักงานดับเพลิงเสียชีวิต นับเป็นครั้งแรกที่พบเห็นว่า การนำลูกเปตองเหล็กมาเผาไฟแล้วทำให้เกิดการระเบิดจนมีผู้เสียชีวิต จึงอยากแจ้งเตือนให้กับนักเล่นเปตองทั้งหลายอย่าได้อุตรินำเปตองไปเผาไฟอย่างเด็ดขาด

สื่อนอกตีข่าว ‘บอส อยู่วิทยา’ กบดานในประเทศไต้หวัน

ศานิตย์ เผย ตำรวจสากลออกหมายแดงให้สมาชิก 190 ประเทศล่าตัว ‘บอส’ ขณะที่สื่อนอกตีข่าวกบดานไต้หวัน

พล.ต.ท. ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางตำรวจสากลได้ออกหมายแดงเพื่อให้สมาชิก 190 ประเทศ ช่วยติดตามตัว นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ทายาทนักธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลัง ที่ก่อเหตุขับรถชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ตำรวจ สน.ทองหล่อ เสียชีวิต เมื่อปี 2555 โดยคดีหมดอายุความลง อีก 1 ข้อหาคือ ขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล ไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร และไม่แจ้งเหตุแก่เจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ ทำให้ นายวรยุทธ เหลืออยู่ข้อหาเดียว ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งมีอายุความถึง 15 ปี

ด้าน นายพรอนันต์ กลั่นประเสริฐ พี่ชาย ด.ต.วิเชียร เปิดเผยว่า ทราบแล้วว่า ข้อหาชนแล้วหนีจะหมดอายุความลง ส่วนตัวรู้สึกเสียใจที่เจ้าหน้าที่ไม่เร่งรัดจับกุมผู้กระทำความผิด ส่วนตัวจะไปเรียกร้องเจ้าหน้าที่ ให้เร่งดำเนินการก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากไม่รู้ระเบียบ และขั้นตอนกฎหมาย จึงอยากขอความเป็นธรรม ให้น้องชายที่เสียชีวิตไปเกือบ 5 ปีแล้ว แต่คดีกลับไม่มีความคืบหน้า จนไม่สามารถเอาผิดผู้ก่อเหตุได้

สำหรับตัว นายวรยุทธ สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่าได้หลบหนีอยู่ในประเทศไต้หวัน ซึ่งไต้หวันก็เป็นประเทศที่อยู่ในสมาชิกตำรวจสากล หากเจ้าหน้าที่ไต้หวันพบตัวก็สามารถจับกุมและเข้าสู่กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ในทันที

พ่อตั้งรางวัล 1 แสนบาท ให้ผู้แจ้งเบาะแส ผอ.อ้อย หายตัวลึกลับนาน 2 เดือน

พ่อตั้งรางวัล 1 แสนบาท ให้ผู้แจ้งเบาะแส ที่ซุกซ่อนตัว ผอ.อ้อย ขณะครอบครัวและเจ้าหน้าที่ลุยหาลำห้วยผึ้ง อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี ที่ น.ส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน อายุ 37 ปี ผอ.กองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม อบต.ชำ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ได้หายตัวไปอย่างลึกลับ

ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 3 ก.ย. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณป่าข้างลำห้วยผึ้ง เขตอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี นายบุญเลิศ อุ่นอ่อน อายุ 62 ปี พ่อของ ผอ.อ้อย พร้อมด้วยญาติพี่น้องและเจ้าหน้าที่ ตร.กองปราบปราม และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.กันทรลักษ์ ยังคงพากันลุยป่าติดตามค้นหาร่างของ ผอ.อ้อย

ซึ่งในวันนี้เป็นวันที่ครบรอบ 2 เดือนที่ น.ส.จุฑาภรณ์ ได้หายตัวไปอย่างลึกลับ ซึ่งนายวิทยา เกษแก้ว สามีของ ผอ.อ้อย และญาติพี่น้อง มั่นใจว่า บริเวณนี้จะต้องเป็นที่ซุกซ่อนตัวของ ผอ.อ้อย เนื่องจากมีชาวบ้านที่พากันมาหาดักหนูบริเวณพบว่า มีรถเก๋งคล้ายกับรถของ ผอ.อ้อย วิ่งมาจอดบริเวณนี้นานกว่า 3 ชม. และพบว่า มีชาย 4 คน แต่งกายชุดลายพรางเสื้อเปื้อนเลือดเดินออกมาจากป่าบริเวณนี้ ดังนั้น สามีและบรรดาญาติพี่น้อง จึงได้พากันมาตรวจค้นหาบริเวณนี้อย่างละเอียด แต่ว่าจากการตรวจค้นทั่วทั้งป่าก็ยังไม่พบเบาะแสร่องรอยของ ผอ.อ้อย แต่อย่างใด

นายบุญเลิศ อุ่นอ่อน อายุ 62 ปี พ่อของ ผอ.อ้อย กล่าวว่า วันนี้ครบรอบ 2 เดือนแล้วที่ลูกสาวของตนหายตัวไป ตนและญาติพี่น้องออกค้นหาอ้อยลูกสาวของตนทุกวัน เดินป่ากว่า 10 กม. ไปที่ถึงผานางอิง เดินทะลุเข้าไปในเขตประเทศลาว ที่มีชาวลาวพบโครงกระดูกมนุษย์ เพื่อตามหาลูกสาว ยากลำบากเพียงใดตนก็ไม่ย่อท้อ แม้ว่าจะยังไม่พบตัวตนก็ยังจะตามหาอย่างต่อเนื่องไปจนกว่าจะพบตัว ตนอยากฝากไปถึงคนที่ทำกับลูกสาวของตนว่า บาปกรรมมีจริงและจะตามทันในเร็ว ๆ นี้

นายบุญเลิศ กล่าวต่อไปว่า ตนขอประกาศว่า หากผู้ใดสามารถแจ้งเบาะแสให้ตนทราบว่า ผอ.อ้อย ลูกสาวของตนซุกซ่อนตัวอยู่ที่ใด และเมื่อผลการตรวจดีเอ็นเอ ออกมาแล้วยืนยันชัดเจนว่า เป็น ผอ.อ้อย ลูกสาวของตนที่หายไปจริง ตนจะจ่ายเงินรางวัลให้ทันที 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) โดยผู้ที่ทราบเบาะแสให้โทรศัพท์แจ้งตนได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 080 – 796-4107 ได้ตลอดเวลา