อัยการชี้ คดี ‘บอส อยู่วิทยา’ ขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นตาย ฟ้องยาวถึงปี70

อัยการ เผย คดี ‘บอส อยู่วิทยา’ ขับรถชนตำรวจทองหล่อเสียชีวิตหมดอายุความ ไม่กระทบต่อการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ชี้ ยังมีโทษหนักขับรถโดยประมาทชนคนตาย ที่อายุความถึงปี 70

ร้อยโทสมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงกรณีคดี นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง ผู้ต้องหาขับรถชน ดาบตำรวจ สน.ทองหล่อ เสียชีวิตเมื่อปี 2555 ที่ขาดอายุความวันนี้ (3 ก.ย.) ในข้อหาไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือผู้ถูกชนตามสมควร และไม่แจ้งต่อเจ้าพนักงานในทันทีที่ชน ว่า แม้ข้อหาดังกล่าวจะขาดอายุความ ก็ไม่กระทบกระบวนการขอส่งตัวนายวรยุทธเป็นผู้ร้ายข้ามแดน

เนื่องจากข้อหาขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีอัตราโทษหนักยังไม่ขาดอายุความ โดยมีอายุความ 15 ปี นับจากเกิดเหตุจะสิ้นสุดอายุความในปี 2570 ซึ่งตามขั้นตอนการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนอัยการก็แจ้งข้อมูลข้อหาหนักเป็นหลักด้วยอยู่แล้ว ดังนั้น การขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนยังดำเนินต่อไป

ส่วนรายละเอียดและความคืบหน้า เป็นภารกิจของสำนักงานอัยการสำนักต่างประเทศที่มี นายอำนาจ โชติชัย อธิบดีอัยการสำนักต่างประเทศดำเนินการ ส่วนของโฆษกฯ ยังไม่ได้รับแจ้งข้อมูลในกระบวนการดังกล่าวเพิ่มเติม ขณะที่การติดตามตัวผู้ต้องหามาเข้าสู่กระบวนการฟ้องคดีก็ต้องทำให้ได้ภายในอายุความที่ยังคงเหลืออยู่ ส่วนข้อหาใดที่ขาดอายุความไปแล้วสิทธิการนำคดียื่นฟ้องถูกระงับไปตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6)

ทั้งนี้ การขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะต้องรู้และแจ้งพิกัดที่อยู่ในต่างประเทศขณะจะส่งคำร้องให้ชัดเจน ไม่ใช่กระบวนการที่เราจะส่งเจ้าหน้าที่ไทยไปดำเนินการจับเองในต่างประเทศได้ทันที เจ้าหน้าที่ของไทยจะดำเนินการได้เฉพาะในเขตอำนาจประเทศไทยเท่านั้น ถ้าทราบพิกัดที่ชัดแจ้งแม้ประเทศที่ผู้ต้องหาพำนักไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับไทย ก็สามารถใช้การร้องขอความร่วมมือทางอาญาและอาศัยหลักถ้อยทีถ้อยอาศัยต่างตอบแทนกันโดยกระทรวงการต่างประเทศของไทยอาจเป็นผู้ใช้ช่องทางนี้ได้

สำหรับข้อหาหนัก กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท อายุความ 15 ปีนับจากวันเกิดเหตุ

เผย 7 คน ผู้มีอำนาจรับรองฎีกา ‘สรยุทธ’ คดีไร่ส้ม

เปิดขั้นตอนผู้มีอำนาจรับรองฎีกา ‘สรยุทธ’ คดียักยอกเงินค่าโฆษณา บริษัท อสมท. ชี้ มีเพียง 7 คนเท่านั้น ที่สามารถรับรองฎีกาได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับขั้นตอนการรับรองฎีกาของ นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ต้องขังคดียักยอกเงินค่าโฆษณาเกินเวลาของ บริษัท อสมท. ซึ่งศาลอุทธรณ์สั่งจำคุก 13 ปี 4 เดือน และคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร นั้น จะต้องยื่นหนังสือขอให้รับรองฎีกาผ่านศาลชั้นต้น เพื่อให้องค์คณะผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีในศาลชั้นต้นเป็นผู้พิจารณาว่าข้อความที่ตัดสินนั้น เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและมีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาหรือไม่

หากองค์คณะในศาลชั้นต้นเห็นว่าไม่ควรส่งขึ้นศาลสูงพิจารณา ก็จะไม่เซ็นรับรองฎีกา เเละหนังสือนั้นก็จะถูกส่งไปให้องค์คณะศาลอุทธรณ์ที่พิจารณา คดีนายสรยุทธ ที่จะเป็นผู้พิจารณาว่าจะลงรายชื่อรับรองฎีกาหรือไม่ หากยังไม่มีการลงชื่อ ก็จะเหลือเพียงอัยการสูงสุดเท่านั้นที่จะมีอำนาจรับรองฎีกาได้

อย่างไรก็ตาม มีรายงานอีกว่า ขณะนี้ยังไม่มีการยื่นหนังสือคำร้องขอให้องค์คณะที่พิจารณา คดีนายสรยุทธ รับรองฎีกาเเต่อย่างใด ขณะที่ องค์คณะผู้พิพากษาที่มีอำนาจรับรองฎีกาในคดีนายสรยุทธ ได้นั้น ประกอบด้วย องค์คณะในศาลชั้นต้น 3 คน ในชั้นอุทธรณ์ 3 คน เเละ อัยการสูงสุด 1 คน รวมเป็น 7 คน โดยในคดีนี้ไม่มีผู้พิพากษาที่ทำความเห็นเเย้งทั้งในศาลชั้นต้นเเละศาลอุทธรณ์ ทำให้ผู้ที่จะสามารถรับรองฎีกาได้จะเป็นบุคคลที่ถูกกล่าวมาเท่านั้น

วันสุดท้าย! งาน ‘คเณศวรจตุรถี’ ปี 60 ผู้ศรัทธาองค์พระพิฆเนศแห่ร่วมงานจำนวนมาก

ผู้ศรัทธาองค์พระพิฆเนศ แห่ร่วมงาน ‘คเณศวรจตุรถี’ ประจำปี 2560 โดยจะจัดขึ้นวันนี้ (3 ก.ย.) เป็นวันสุดท้าย ที่สนามกีฬาแห่งชาติ

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา ณ ลานอเนกประสงค์ หน้าอาคารนิมิบุตร สนามกีฬาแห่งชาติ ผู้นับถือศาสนาฮินดูทั้งคนไทยและคนอินเดียที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ตลอดจนบรรดาผู้เลื่อมใสศรัทธาองค์พระพิฆเนศจำนวนมาก ต่างพากันมากราบไหว้ขอพรองค์พระพิฆเนศ โดยส่วนใหญ่จะเดินทางมาเป็นครอบครัว เพื่อร่วมงานเทศกาล “คเณศวรจตุรถี” (หรือวันกำเนิดของพระพิฆเนศ) ประจำปี 2560 จัดขึ้นเป็นปีที่ 10

ทั้งนี้ภายในงานมีการแสดงของนักแสดงศิลปวัฒนธรรมจาก Hindusthan Arts & Music Society, Kolkata, India ในเทศกาลคเณศวรจตุรถีถือว่าเป็นเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการบูชาพระพิฆเนศ มีขึ้นในวันแรม 4 ค่ำ เดือน 9 และวันแรม 4 ค่ำ เดือน 10 ซึ่งถือว่าเป็นวันกำเนิดของพระพิฆเนศ เชื่อกันว่าพระองค์จะเสด็จลงมาสู่โลกมนุษย์เพื่อประทานพรอันประเสริฐสูงสุดแก่ผู้ศรัทธาพระองค์ท่าน

สำหรับปีนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 3 กันยายน 2560 จะมีพิธีบูชาสถาปนาองค์พระพิฆเนศ ขนาดสูง 12 ฟุต ปั้นโดยฝีมือช่างอินเดีย ทำจากไม้และดิน ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม มีพิธีบูชาสถาปนาองค์พระพิฆเนศ การถวายเครื่องสังเวย 56 อย่างตามศาสนาฮินดู พิธีบูชาไฟหรืออารตี และรับของถวายจากองค์พระพิฆเนศเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ก่อนที่จะอัญเชิญองค์พิฆเนศไปลอยน้ำที่บริเวณสะพานภูมิพล ถนนพระราม 3 ในวันที่ 3 กันยายน 2560

อย่างไรก็ตามปัจจุบันกระแสการบูชาพระพิฆเนศในประเทศไทย ดูจะได้รับเคารพสักการะจากผู้ที่มีความศรัทธาเลื่อมใสเป็นจำนวนมาก หลายคนยังมีความเชื่อว่าพระพิฆเนศ เป็นเทพแห่งความสำเร็จ ความสมหวังในชีวิต หน้าที่การงาน สติปัญญา โชคลาภ รวมทั้ง ขจัดปัญหาอุปสรรค ทั้งหลายทั้งปวง จึงทำให้มีผู้คนทุกสาขาอาชีพให้ความเคารพนับถือกัน และสักการบูชา พระพิฆเนศ กันอย่างกว้างขวาง ไม่เฉพาะแต่เหล่าดาราศิลปิน หรือผู้ประกอบอาชีพทางศิลปกรรมเท่านั้น