สรรพากรสยบข่าวลือ เรียกคืนภาษีย้อนหลัง หากใช้พร้อมเพย์

กรมสรรพากรแจงไม่มีการเก็บภาษีย้อนหลัง ชี้การใช้พร้อมเพย์ไม่มีความสัมพันธ์กับการตรวจสอบภาษี หรือการเรียกคืนภาษีย้อนหลัง

เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 60 ที่ผ่านมา กรมสรรพากร ได้ออกมาชี้แจงถึงกระแสข่าวลือที่มีการส่งต่อในโลกออนไลน์ ว่า กรมสรรพากร จะมีการเรียกเก็บภาษีย้อนหลังกับคนที่ใช้บริการพร้อมเพย์ทำธุรกรรมการเงินต่อวันเกินกว่า 10 ครั้ง หรือการเคลื่อนไหวทางบัญชีเดือนละมากกว่า 50,000 บาท นั้นว่า

ยืนยันกระแสข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง การใช้พร้อมเพย์ไม่มีความสัมพันธ์กับการตรวจสอบภาษีหรือการเรียกคืนภาษีย้อนหลังของกรมสรรพากรแต่อย่างใด อีกทั้ง  การใช้พร้อมเพย์เป็นช่องทางการโอนเงินช่องทางหนึ่งเช่นเดียวกับ การโอนเงินผ่านทาง e-Banking หรือผ่านทางเคาน์เตอร์ธนาคาร ซึ่งข้อมูลดังกล่าวไม่ได้มีการส่งให้แก่กรมสรรพากร

ทั้งนี้กรมสรรพากร มีอำนาจออกหมายเรียกให้ธนาคารส่งข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงิน (ไม่ว่าจะทำผ่านช่องทางใดก็ตาม) ให้แก่กรมสรรพากรตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้เสียภาษีรายนั้นยื่นเสียภาษีไม่ถูกต้องเท่านั้น ซึ่งกฎหมายให้ อำนาจไว้อย่างจำกัด และไม่สามารถขอให้ส่งข้อมูลการโอนเงินทั่วไปได้

ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันการเข้าใจผิดจึงขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อกับข้อความที่ส่งต่อทางอินเทอร์เน็ตดังกล่าว หรือหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วน 1161 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. -18.00 น. ในวันและเวลาราชการ

เปิดใจ! คุณป้าชาวกาญจนบุรี กับความรู้สึกที่มีต่อพ่อหลวง

เปิดใจคุณป้าชาวกาญจนบุรี ความรู้สึกที่บรรยายไม่ได้ต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของการเข้ากราบถวายสักการะพระบรมศพ

วันนี้ (25 ก.ย. 60) ที่ ท้องสนามหลวงรอบพระบรมหาราชวัง ผู้สื่อข่าว MThaiNews ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ นางสาวบุญสนอง บุญยงค์ อายุ 58 ปี ชาว อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ที่เดินทางมาต่อคิวเพื่อเข้ากราบถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในช่วงสัปดาห์สุดท้าย

โดย คุณป้า เดินทางมากราบพระบรมศพ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 ซึ่งจริงๆ แล้วตั้งใจไว้ว่าจะมาให้ครบ 9 ครั้ง แต่ว่าอยู่ต่างจังหวัดและก็อยู่อำเภอชายเเดน เดินทางลำบาก แต่ก็มีพยายามมาให้ได้มากที่สุด เพราะมีความตั้งใจว่าอยากจะแสดงออกถึงความรู้สึกที่เรามีความรักต่อพ่อหลวงของเรา อยากจะมาอยู่ใกล้ๆ ท่านตลอดเวลา ซึ่งวันนี้ตนเดินทางออกจากบ้านตั้งแต่ 23.00 น. มาถึงพื้นที่ท้องสนามหลวงประมาณ 03.30 น. ถ้ามีโอกาสจะต้องมาอีกแน่นอน เพราะอยากอยู่ใกล้ท่านในวาระสุดท้ายที่ท่านจะได้อยู่กับเราให้มากที่สุด

สำหรับ ความรู้สึกที่มีต่อพระองค์ท่าน มันมีมากจนบรรยายไม่ถูกว่าจะพูดความรู้สึกอะไรออกมา มันมีความรู้สึกทุกสิ่งทุกอย่าง นึกถึงบุญคุณที่ท่านมีต่อประชาชนคนไทยทุกคน แผ่นดินนี้เป็นเหมือนแผ่นดินของพ่อที่จะอยู่ในความรู้สึกของเราตลอดเวลาว่า ท่านได้ดูแลแผ่นดินนี้ไว้ให้พวกเรา ลูกหลานคนไทยทุกคน

แห่แจ้งความถูกตุ๋นลงทุนธุรกิจเหมืองทอง สูญ 500 ล้านบาท

แห่แจ้งความถูกหลอกลงทุนธุรกิจเหมืองทองคำ สูญกว่า 500 ล้านบาท เผยถูกกลุ่มนักลงทุนจากมาเลเซียเบี้ยวไม่จ่ายผลตอบแทน อ้างบอสใหญ่เสียชีวิต ผู้เสียหายกว่า 200 ราย

ช่วงบ่ายวันนี้ ( 25 กันยายน) กลุ่มผู้เสียหายที่มีทั้งนักธุรกิจและข้าราชการ รวม 9 คน เข้าแจ้งความร้องทุกข์ พ.ต.ท.บูรฉัตร ขวัญคำ รองผู้กำกับการสอบสวน สถานีตำรวจภูธรแม่ปิง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ หลังถูกหลอกให้ลงทุนธุรกิจทองคำ และอสังหาริมทรัพย์ สูญเงินไปร่วม 20 ล้านบาท

นายวิมล อิ่มอวบ อายุ 57 ปี ตัวแทนกลุ่มผู้เสียหาย เปิดเผยว่า เมื่อต้นปี 2558 มีกลุ่มนักธุรกิจเหมืองทองคำ ชื่อบริษัท MAXIM TRADER ซึ่งเป็นบริษัทที่เชื่อมโยงกับบริษัท ROYALE GLOBE HOLDING INC ตั้งอยู่ในประเทศมาเลเซีย ทำธุรกิจเกี่ยวกับเหมืองทองและอสังหาริมทรัพย์ในประเทศแถบเอเชีย โดยมีนางลำจวน ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมจากบริษัท MAXIM TRADER มาติดต่อกับกลุ่มนักธุรกิจ ข้าราชการ ใน จ.เชียงใหม่ ให้มาร่วมลงทุนในธุรกิจเหมืองทอง และอสังหาริมทรัพย์โดยมีเงื่อนไขการลงทุนและผลตอบแทน คือ ลงทุนขั้นต่ำ 190,000 บาท จะได้รับผลตอบแทนรายเดือนเป็นเงิน 7,500 บาทต่อเดือน และลงทุนสูงสุด 1,140,000 บาทจะได้รับเงินตอบแทนเดือนละ 72,000 บาทต่อเดือน

นายวิมล บอกว่า บริษัทดังกล่าวได้จัดสัมมนาชี้แจงรูปแบบการลงทุน โดยมีวิทยาการจากต่างประเทศมาบรรยายให้ผู้สนใจ ที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งกลางเมืองเชียงใหม่ ทำให้มีผู้สนใจเข้าร่วมลงทุนมากกว่า 200 ราย คิดเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท โดยช่วงแรกก็ได้เงินปันผลตามที่ตกลง กระทั่งไม่นานก็เริ่มไม่ได้เงินปันผลตามที่ตกลงไว้ และสุดท้ายก็ไม่มีการจ่ายเงินปันผล เมื่อติดต่อไปยังบริษัทเพื่อทวงถาม ก็ได้รับคำตอบว่า บริษัทแม่ที่ประเทศมาเลเซีย กำลังเตรียมแผนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ จึงขอให้นักลงทุนรอซักพักแต่ก็เงียบหายไปอีก กระทั่งเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กลุ่มผู้เสียหายจึงร่วมตัวกันเพื่อสอบถามไปอีกครั้ง ก็ได้รับคำตอบว่าบอสใหญ่ของบริษัทดังกล่าวเสียชีวิตไปเมื่อปลายปี 2559 แล้ว ทำให้กลุ่มผู้เสียหายแน่ใจว่าถูกหลอกจึงรวบรวมหลักฐานเข้าแจ้งความในวันนี้

ด้าน พ.ต.ท.บูรฉัตร กล่าวว่า คดีนี้เข้าข่ายฉ้อโกง เบื้องต้นกลุ่มผู้เสียหายที่โอนเงินในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจภูธรแม่ปิง ได้รับแจ้งความไว้ทั้งหมด ส่วนคนที่โอนเงินให้กลุ่มบริษัทเหล่านี้ในพื้นที่อื่นๆ ได้แนะนำให้ไปแจ้งความยังท้องที่ที่รับผิดชอบ โดยจะมีการเรียกผู้เสียหายมาสอบสวนปากคำ จากนั้นจะเรียกตัวแทนบริษัทมาสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฏหมายต่อไป