ศาลพิพากษา Thai PBS ผิดสัญญาจ้าง กรณีปลด นายสมชัย และพวก 6 คน

ศาลพิพากษา Thai PBS ผิดสัญญาจ้าง กรณีปลด นายสมชัย และ พวกอีก 6 คน

จากกรณีองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ไทยพีบีเอส ได้สั่งปลด นายสมชัย สุวรรณบรรณ อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส รวมทั้งทีมงานอดีตรองผอ. และกรรมการบริหารรวมแล้ว 6 คน ต้องสิ้นสภาพการจ้างงาน โดยทางไทยพีบีเอสให้เหตุผลว่ามีการทำผิดสัญญาจ้าง

ต่อมานายสมชัย สุวรรณบรรณ ได้เข้ายื่นเรื่องต่อศาลปกครอง ฟ้องร้องประธานคณะกรรมการนโยบายของไทยพีบีเอส คณะกรรมการนโยบายทั้งคณะ และไทยพีบีเอสในฐานะนายจ้างในข้อกล่าวหาว่าเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม และผิดระเบียบหลักเกณฑ์

ล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 ก.ย. 60 ที่ ศาลปกครอง ถ.แจ้งวัฒนะ ศาลนัดอ่านคำพิพากษา ในคดีที่ นายสมชัย สุวรรณบรรณ กับพวกรวม 6 คน เป็นโจทก์ฟ้อง องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย กับพวกรวม 3 คน โดยมีองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1 คณะกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 2 และประธานกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 3 ในคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ฟ้องว่ามติเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมายขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย

คดีดังกล่าวศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าการที่ผู้ถูกฟ้องที่ 2 มีมติในที่ประชุมครั้งที่ 18/2556 เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2556 เป็นขั้นตอนการอนุมัติงบประมาณและการใช้งบประมาณและอนุมัติให้ผู้อำนวยการของผู้ถูกฟ้องที่ 1 ดำเนินการจัดซื้ออุปกรณ์ Combiner ด้วยวิธีพิเศษที่มีวงเงินกว่า 50 ล้านบาท ได้ตามที่ฝ่ายบริหารเสนอและไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ที่ถูกฟ้องที่ 1 ได้รับความเสียหาย และผู้ถูกฟ้องที่ 2 ไม่ได้ทักท้วงเกี่ยวกับรูปแบบการรายงานผลการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องร้องที่ 1 ตามที่รายงานผลการปฏิบัติงานต่อที่ประมาณชุมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2

ตุลาการเสียงข้างน้อย จึงเห็นว่าการที่ผู้ถูกฟ้องที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องที่ 2 หยิบยกเอาเหตุผลว่าผู้ฟ้องคดีที่ 1 อนุมัติโครงการที่มีวงเงินเกิน 50 ล้านบาท โดยที่มิได้รับอนุมัติจากผู้ที่ถูกฟ้องที่ 2 และกรณีผู้ฟ้องที่ 1 มิได้รายงานแสดงผลการปฏิบัติงานเสนอต่อผู้ถูกฟ้องร้องที่ 2 ทุกสามเดือน จึงเป็นเหตุบอกเลิกสัญญาจ้างของผู้ฟ้องที่ 1 โดยไม่จ่ายค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทน จึงไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดี กรณีนี้จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่ชอบตามสัญญา ข้อ 14.3 และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551

สั่งเด้ง! พ.ต.ท.สน.สุทธิสาร หลังโผล่บ่อนดัง ย่านสายไหม

สั่งย้าย “พ.ต.ท.” สน.สุทธิสาร ช่วยราชการ พร้อมตั้งกรรมการสอบอาญา-วินัย หลังโผล่บ่อนดังย่านสายไหม

วันนี้(25 ก.ย.) พ.ต.อ. กฤษณะ พัฒนะเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผย ความคืบหน้ากรณี เจ้าหน้าที่บุกทลายบ่อนดังย่านสายไหม และพบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจยศ “พ.ต.ท.” สน.สุทธิสาร อยู่ในกลุ่มนักพนันด้วย ว่า ขณะนี้ทางต้นสังกัดคือ กองบังคับการตำรวจนครบาล 2 (บก.น.2 ) ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง “พ.ต.ท.” คนดังกล่าวแล้ว โดยจะพิจารณาว่าการไปปรากฎตัวในบ่อนดังกล่าวนั้น ไปเล่นการพนัน หรือไปทำอะไร

โดยขณะนี้ทาง ผกก. สน.สุทธิสาร ได้มีคำสั่งให้ย้ายมาช่วยราชการ ที่ บก.น.2 ทันที เพื่อไม่ให้เกี่ยวข้องกับสำนวน และกระทบการสืบสวนข้อเท็จจริง ทั้งนี้ หากพบว่ามีความผิดจริงจะจัดการทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาดต่อไป

ตร. ยังไร้วี่แววมือบึ้ม ATM ชิงเงิน 3 แสน รับ CCTV กู้ยาก

ตำรวจชุดสืบสวนยังไร้วี่แวว มือระเบิดตู้ ATM ชิงเงิน 3 แสนบาท ชี้ กู้ภาพ CCTV ยาก

พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 เผยขณะนี้ชุดสืบสวนสอบสวนยังไม่พบเบาะแสเพิ่มเติมกรณี คนร้ายระเบิดตู้เอทีเอ็ม ธนาคารกรุงเทพ สาขาโลตัสเอ็กเพรส ในซอยกรุงเทพกรีฑา 35 ได้เงินสดไปกว่า 3 แสนบาท เมื่อวันที่ 13 ก.ย. ที่ผ่านมา

โดยยอมรับว่า การตรวจสอบทำได้ยาก เพราะกล้องวงจรปิดที่ถูกสะเก็ดระเบิดยังไม่สามารถกู้ภาพคนร้ายได้จึงยังไม่มีหลักฐานเพียงพอในการขอศาลออกหมายจับ แต่อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังคงเร่งสืบสวนต่อไป ซึ่งตนเองได้กำชับให้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องจรปิดตามเส้นทางต่างๆ ตลอดจนสอบปากคำพยานและขอความร่วมมือประชาชนช่วยแจ้งเบาะแสด้วยอีกทางหนึ่ง