สุริยะใส น้อมรับคำพิพากษาศาล ให้ชดใช้ค่าเสียหาย คดี พธม.ปิดสนามบิน

สุริยะใส โพสต์เฟซบุ๊ก หลังศาลฎีกาในคดีแพ่งตัดสินให้แกนนำกลุ่มพันธมิตร ชดใช้ค่าเสียหายคดีปิดสนามบินปี 2551 ลั่นไม่เสียใจคำพิพากษา แต่จะเสียใจถ้าไม่ได้ร่วมต่อสู้

เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 60 ที่ผ่านมา นายสุริยะใส กตะศิลา อดีตผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ พธม. ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบู๊กส่วนตัว @สุริยะใส กตะศิลา แสดงความเห็นภายหลังศาลฎีกาในคดีแพ่งยกคำร้องขอขยายเวลาชดใช้ ทอท. จากเหตุการณ์การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อ ขับไล่รัฐบาล “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” เมื่อปี 2551 พร้อมทั้งจำเลย 13 คน ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับการท่าอากาศยานฯ (ทอท.) กว่า 522 ล้านบาท ไปในวันเดียวกัน ว่า ‘ศรัทธายังคงอยู่’

ผมทราบคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่งกรณีการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่สนามบินปี 2551 แล้ว ซึ่งวันนี้ศาลฎีกายกคำร้องฝ่ายจำเลย 13 คน ขอให้ขยายฎีกา แต่ศาลท่านไม่ขยาย มีผลให้จำเลยทั้ง 13 คน ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับการท่าอากาศยานฯ (ทอท.) กว่า 522 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี

แน่นอน จุดยืนพวกเราน้อมรับคำพิพากษาของศาล แม้จะมีแง่มุมที่เห็นต่าง แต่เราต้องยอมรับ และต้องรับผลที่จะเกิดกับเราทุกอย่างต่อจากนี้ ซึ่งคงได้นัดหมายคุยกันพร้อมหน้าจำเลยทุกคนรวมทั้งทนายทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการเจรจากับโจทย์ (ทอท.) การบังคับคดี หรือการฟ้องล้มละลายในอนาคต ซึ่งยังคงมีเวลาอีกนับปี

ส่วนตัวผมยังยืนยันสิ่งที่เราได้กระทำลงไปเพื่อประโยชน์สาธารณะและต่อต้านรัฐบาลที่ฉ้อฉล ทรราชย์ในตอนนั้น ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวหรือทำไปเพราะแรงจูงใจแห่งผลประโยชน์ส่วนตนแต่ประการใด ขอบคุณทุกกำลังใจ ขอบคุณพี่น้องที่เสียสละและต่อสู้ร่วมกันมา ขอให้เชื่อมั่นและศรัทธาในการทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ส่วนรวมต่อไป

ริ้วรอยในกายบอกได้แค่อายุขัย แต่ถ้าเราไม่ยืนหยัดในคุณธรรม ริ้วรอยจะปรากฎในใจเราตราบนิรันดร์ อย่าท้อถอย ผมไม่เสียใจกับคำพิพากษาวันนี้ แต่ผมจะเสียใจมาก ถ้าผมไม่อยู่ร่วมสู้กับพี่น้องในวันนั้น วันนึ้ผมยังมีแรงสู้ และยังคิดว่ามีอะไรให้ต้องสู้อีกมากมายเพื่อบ้านนี้เมืองนี้ ที่ดีและน่าอยู่กว่านี้เพื่อส่งมอบให้กับคนรุ่นต่อๆ ไป

พร้อมกันนี้นายสุริยะใส ยังได้เปิดเผยขั้นตอนต่อไปของกลุ่มพันธมิตร หลังจากที่ศาลมีคำสั่งตัดสินดังกล่าวด้วย ว่า
รายงานความคืบหน้าคดีแพ่งพันธมิตรฯ มีคำถามกันมาเยอะทั้งจากพี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้งในประเทศและต่างประเทศว่าอดีตแกนนำและจำเลยทั้ง 13 คนจะดำเนินการอย่างไรต่อ แต่ด้วยแกนนำได้ยุติบทบาทแล้วทำให้การประสานงานทำได้ยากขึ้นเพราะต่างคนต่างแยกย้ายกันไปในที่ต่างๆ

ผมในฐานะอดีตผู้ประสานพันธมิตรฯได้พยายามสอบถามความเห็นจำเลยบางส่วน และทีมทนายหลายท่าน มีประเด็นที่พอจะแจ้งให้สังคมทราบในเบื้องต้น ย้ำนะครับเป็นความเห็นเบื้องต้นเท่านั้นดังนี้

1.ในส่วนของจำเลยทั้ง 13 คนไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเข้าสู่กระบวนการทางคดีหลังคำพิพากษาศาลฎีกาออกมา คือ ต้องรอทางการท่าอากาศยานฯ ในฐานะโจทย์เรียกคุยในฐานะเจ้าหนี้กับลูกหนี้ว่าจะชดใช้อะไรหรือไม่อย่างไร จะคุยกันมั้ย คุยแล้วจะได้ความมั้ยก็ยังไม่รู้

2.ขั้นตอนนี้คงต้องใช้เวลาสักระยะพอสมควร ถ้าไม่เป็นผลการท่าฯ ไม่พอใจ เขาก็จะร้องกรมบังคับคดีเพื่อดำเนินการสืบทรัพย์ ยึดทรัพย์จำเลย ถ้าไม่พอชำระอีก หรือไม่เป็นที่พอใจของการท่าฯ ก็สามารถดำเนินการฟ้องล้มละลายได้ต่อไป

2 ขั้นตอนนี้อยู่ที่การท่าฯ เป็นคนเดินเรื่องในฐานะเจ้าหนี้
แต่ในฐานะจำเลย ก็มีความเห็นที่ยังไม่ได้ข้อยุติ บางส่วนบอกจะขอเจรจาจ่ายเท่าที่จ่ายได้ ตามกำลังความสามารถ เราไม่มี และไม่หนีแต่ก็น้อมรับคำพิพากษาศาล ซึ่งก็ขึ้นกับการท่าฯว่าจะยอมหรือไม่

ในขณะที่จำเลยบางท่าน บอกไม่ต้องทำอะไร ไม่มี ไม่หนี และไม่จ่าย ให้ฟ้องล้มละลายไปเลย เพราะเรายืนยันในความบริสุทธิ์ใจของเราว่ากระทำไปเพื่อประโยชน์สาธารณะไม่ใช่เรื่องส่วนตัว

อีกความเคลื่อนไหวหนึ่งที่มาแรงมากๆ มีการเสนอตั้งกองทุนเพื่อเยียวยาคดีนี้โดยการรับบรจาคจากผู้ร่วมอุดมการณ์ร่วมทุกข์ร่วมสุขต่อด้วยกันมา เพื่อร่วมรับผิดชอบช่วยจำเลยทั้ง 13 คนนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะยังมีอีก 2 คดีแพ่งคือ

– คดีที่วิทยุการบินเป็นโจทย์ ฟ้อง 14 จำเลย 102 ล้านยังไม่รวมดอกเบี้ย ศาลแพ่งชั้นต้นและอุทธรณ์ตัดสินให้จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหาย ขณะนี้อยู่ระหว่างศาลฎีกา
– คดีที่การบินไทย ยื่นฟ้องแพ่งจำเลย 36 คน เรียกค่าเสียหายอีก 575 ล้าน แต่คดีผู้พิพากษาท่านให้ชะลอเพื่อรอคดีอาญา (คดีก่อการร้าย) แต่ในวันที่ 26 ตุลาคมนี้ ศาลท่านเรียกจำเลยไปสอบถามความคืบหน้าในคดีอาญา

ฉะนั้นถ้าจะทำกองทุนระดมเงินกันจริงก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะเงินก้อนโตมากๆและเป็นภาระมวลชน ที่สำคัญก็มีความเชื่อว่าเราไม่ผิดจะยอมเสียเงินกันอีกทำไม จะฟ้องล้มละลายก็ว่าไปเลย เฉพาะคดีการท่า 522 ล้านรวมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปีก็ตกไปประมาณ 867 ล้านบาทแล้ว

ทั้งหมดที่ผมประมวลมาก็เป็นเหตุให้ต้องใช้เวลาในการพิจารณากันให้ละเอียดเพราะแต่ละคดีล้วนเชื่อมโยงกัน อย่างไรก็ตามแนวทางข้างต้นคาดว่าคงได้ข้อยุติที่เป็นทางการเร็วๆ นี้ครับ ผมจะแจ้งให้ทราบอีกทีครับ

ขอบคุณครับ

(อยากฟังความเห็นทุกท่านครับ)

กรมประมงแถลงโต้ข่าวลือ กินปลานิลทำให้เกิดโรคมะเร็ง

กรมประมง แถลงโต้ข่าวลือ กินปลานิลทำให้เกิดโรคมะเร็ง และมีการตัดแต่งพันธุกรรม ปลานิล GMO ไม่เป็นความจริง

จากกรณีที่สื่อโซเชียลมีการเผยแพร่ข้อมูลโดยอ้างว่า ในการเลี้ยงปลานิล มีระบบการเพาะเลี้ยงที่ทำลายธรรมชาติ รับประทานแล้วเป็นอันตรายต่อร่างกาย เนื่องจากมีไขมันไม่ดีในปริมาณสูง และมีสารตั้งต้นทำให้เกิดโรคมะเร็ง ตลอดจนมีการดัดแปลงตัดแต่งพันธุกรรมให้กลายเป็นปลานิล GMO สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้บริโภคนั้น

ล่าสุดวันนี้ (22 ก.ย. 60) เวลา 14.00 น. ดร.อดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง และรองศาสตราจารย์ ดร.เชษฐพงษ์ เมฆสัมพันธ์ คณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ร่วมแถลงข่าวถึงกรณีดังกล่าว ในหัวข้อ “กรมประมง…มั่นใจบริโภคปลานิลปลอดภัยไร้โรค” เนื่องจากเกรงว่า การเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่เลี้ยงปลานิล ตลอดจนผู้บริโภคที่อาจจะไม่มั่นใจในการบริโภคปลานิล

ทั้งนี้ ปลานิล เป็นปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและเป็นปลาน้ำจืดที่มีผลผลิตเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย โดยการผลิตปลานิลของไทยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางด้านอาหาร ซึ่งที่ผ่านมา กรมประมงได้ผลักดันให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงมีการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี มีระบบบริหารจัดการฟาร์ม เพื่อยกระดับการผลิตให้ได้มาตรฐานสากล และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

ส่วนการใช้ยาและสารเคมีในการรักษาโรคสัตว์น้ำ กรมประมงมีความเข้มงวดในการอนุญาตให้ใช้ยาและสารเคมีในปริมาณที่เหมาะสมตามความจำเป็น รวมทั้งยาที่เลือกใช้จะต้องผ่านการขึ้นทะเบียนภายใต้การควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข และยังมีการจัดส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อให้คำแนะนำในการเลี้ยง พร้อมสุ่มตรวจสารตกค้างในฟาร์มที่เพาะเลี้ยงอีกด้วย

นอกจากนี้ ปลานิล ยังเป็นปลาที่มีคุณค่าทางโภชนาการ มีโปรตีนสูง และมีคุณภาพดีเหมือนเนื้อสัตว์ มีกรดอะมิโนและกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายและร่างกายยังไม่สามารถสร้างขึ้นมาเองได้ต้องบริโภคอาหารซึ่งมีสารอาหารเหล่านี้ แต่เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุดดังนั้นในการบริโภคต้องรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ปลานิล ถูกนำเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกโดย สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่น ได้ทรงจัดส่งมาทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จำนวน 50 ตัว จากนั้น กรมประมง ได้นำไปขยายพันธุ์และพัฒนาสายพันธุ์จึงเป็นปลานิลจิตรลดารุ่นที่ 1 เพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกรที่สนใจนำไปเพาะเลี้ยง

และได้ปรับปรุงสายพันธุ์เพื่อให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น ตอบสนองความต้องการของตลาด จนปัจจุบันสามารถผลิต ปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา 4 ได้เป็นที่เรียบร้อย ทั้งนี้การปรับปรุงพันธุ์ดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตัดแต่งพันธุกรรม หรือ GMO แต่อย่างใดจึงขอให้ผู้บริโภคมั่นใจได้