ชาวชลบุรี ยังคงรวมตัวประท้วงขับไล่ผู้ว่าฯ เป็นวันที่สอง

ประชาชนชาวจังหวัดชลบุรีก็ยังคงรวมตัวประท้วงตั้งแต่ช่วงเย็นเป็นวันที่สอง ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี แสดงความรับผิดชอบลาออก หลังไม่พอใจการจัดงานพระราชพิธีถวายดอกไม้จันทน์ไม่เป็นระบบ

วันนี้(31 ต.ค. 60) ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ที่สนามหน้าศาลากลางจังหวัดชลบุรียังคงมีประชาชนหลายร้อยคนทยอยรวมตัวกันประท้วงนายภัคธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีเป็นวันที่ 2 หลังไม่พอใจในการจัดงานพระราชพิธีถวายดอกไม้จันทน์ เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 60โดยปักหลักขอให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีลงมาเจราจาชี้แจงกับประชาชนที่มาชุมนุมในขณะที่ทางจังหวัดชลบุรี

ทั้งนี้ ได้ขอให้ทางผู้ชุมนุมจัดตัวแทนเข้ารับฟังการชี้แจง ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดชลบุรี แต่ทางกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ยินยอมขอให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ลงมาเจรจาชี้แจงกับผู้ชุมนุมทั้งหมดที่ สนามหน้าศาลากลางจนกระทั่งเวลาประมาณ 17.30 น. ทางนายภัคธรณ์ ได้ลงมาจากศาลากลางมาที่พื้นที่ผู้ชุมนุม โดยมีทหาร ตำรวจ คอยระวังดูแลความเรียบร้อยเพื่อเจราจาให้ผู้ชุมนุมส่งตัวแทนเข้ารับฟัง ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของผู้ชุมนุมต่างตระโกนให้ออกไปประมาณ 15 นาที

ทางเจ้าหน้าที่เห็นท่าไม่ดีเกรงคุมฝูงชนไม่อยู่ จึงนำตัวนายภัคธรณ์ กลับเข้าศาลากลางจนถึงล่าสุดเมื่อเวลา 18.30 น. ทางกลุ่มผู้ชุมนุมยังคงปักหลักประท้วงกันอยู่และจะไม่ยินยอมกลับจนกว่าทางผู้ว่าราชการจังหวัดจะเข้าชี้แจงกับกลุ่มผู้ชุมนุม

แจ้งปิดจราจร 9 เส้นทาง 2-30 พ.ย.นี้ รองรับประชาชน เข้าชมพระเมรุมาศ

แจ้งปิดการจราจร 9 เส้นทาง 2-30 พ.ย.60 รองรับประชาชนเข้าชมพระเมรุมาศ

เนื่องด้วยวันที่ 2-30 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้ จะมี “นิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร” โดยจะเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมพระเมรุมาศ ดังนั้นทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) จึงได้จัดการจราจรรองรับเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่จะเข้าชมนิทรรศการดังกล่าว โดยจะปิดการจราจรตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม ถึง 30 พฤศจิกายน จำนวน 9 เส้นทางดังนี้ (คล้ายตอนเข้ากราบพระบรมศพช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา)

1. ถนนราชดำเนินใน ตั้งแต่แยกผ่านภิภพ-ป้อมเผด็จ
2. ถนนสนามไชย ตั้งแต่-ป้อมเผด็จ-วงเวียนรด.
3. ถนนหน้าพระลานตลอดสาย
4. ถนนหน้าพระธาตุตลอดสาย
5. ถนนหับเผย
6. ถนนหลักเมือง
7. ถนนกัลยาณไมตรีตั้งแต่สะพานช้างโรงสี สนามไชย
8. ซอยสราญรมย์
9. ถนนราชินีตั้งแต่แยกผ่านภิภพ-สะพานช้างโรงสี

ขณะเดียวกันได้จัดเดินรถทางเดียว ถนนหน้าพระธาตุ-ถนนพระจันทร์-ถนนมหาราช-ถนนท้ายวัง-ถนนเจริญกรุง

สำหรับจุดคัดกรอง 5 จุด ประกอบด้วย

1. บริเวณหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์
2. บริเวณท่าช้าง
3. บริเวณหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (รด.)
4. บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
5. บริเวณด้านหลังกระทรวงกลาโหม

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนผู้ใช้เส้นทาง เตรียมความพร้อมและสำรวจเส้นทางการเดินทางให้ชัดเจน เพื่อจะได้เกิดความสะดวกในการเดินทาง

จับได้แล้ว โจรควงดาบบุกปล้นร้านทอง ที่จันทบุรี

ตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี นำตัวผู้ต้องหาใช้อาวุธมีดบุกเข้าชิงทองในร้านทองจังหวัดจันทบุรี ทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่ร้านทองทั้ง 2 จุด 

เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. ของวันนี้ (31 ต.ค.60) พลตำรวจตรีจรัล จิตเจือจุน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองจันทบุรี นำตัวนายวุฒิพงษ์ หรือหว่อง สมเสนาะ อายุ 31 ปี ชาวตำบลท่าช้าง อำเภอเมืองจันทบุรี คนร้ายในคดีปล้นชิงทองในร้านทองกลางเมืองจันทบุรีถึง 2 ร้าน ในระยะเวลาห่างกันแต่เพียง 2 วัน มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ท่ามกลางประชาชนที่ให้ความสนใจเดินทางมาดูการทำแผนในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก

โดยร้านแรกเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวนายวุฒิพงษ์ ไปทำแผนบุกปล้นชิงทรัพย์ที่ร้านทองสนธยา ใกล้เคียงตลาดซุ้ย ซึ่งร้านทองสนธยาเป็นร้านที่นายวุฒิพงษ์ใช้มีดดาบยาวประมาณ 65 เซนติเมตร พร้อมแต่งกายด้วยเสื้อคลุมสีดำ กางเกงขายาว และคลุมหมวกกันน็อคเต็มใบเข้าไปทำการก่อเหตุ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม เวลาประมาณ 14.00 น. โดยที่ร้านทองสนธยา ได้สร้อยคอทองคำหนัก 1 สลึง ไปจำนวน 21 เส้น จากนั้นได้ขี่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่ารุ่นฟีโน่สีแดง-เทา หมายเลขทะเบียน 1 กจ 8499 จันทบุรี หลบหนีไปตามเส้นทางถนนท่าแฉลบผ่านแยกไฟแดงบุญสมและวิ่งตามถนนตากสินก่อนกลับเข้าบ้าน

จากนั้นได้นำตัวนายวุฒิพงษ์ ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่ร้านทองใช่หลี ถนนท่าแฉลบ อำเภอเมืองจันทบุรี ที่อยู่ห่างจากร้านทองร้านแรกไม่ถึง 1 กิโลเมตร โดยร้านทองใช่หลีเป็นร้านที่ 2 ที่นายวุฒิพงษ์ ผู้ต้องหาเข้าทำการก่อเหตุ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ร้านนี้คนร้ายได้ทองคำหนัก 1 สลึงไปจำนวน 18 เส้น โดยการก่อเหตุเป็นการสวมเสื้อผ้าชุดเดียวกัน หมวกกันน็อคใบเดียวกัน และมีดดามยาวเล่มเดียวกันเข้าก่อเหตุ ก่อนจะขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้ารุ่นไนท์ อาร์-เอส สีเทาดำ หมายเลขทะเบียน กทธ 723 จันทบุรี ที่จอดไว้ด้านหน้าโรงหนังเก่า ที่อยู่ห่างจากร้านทองที่เข้าไปก่อเหตุประมาณ 50 เมตร หลบหนีด้วยการขี่รถย้อนศรไปตามถนนท่าแฉลบ

สำหรับการเข้าจับกุมในครั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจหลังจากสืบทราบว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุ จึงได้ประสานไปทางผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 12 ตำบลท่าช้าง อำเภอเมืองจันทบุรี และมารดาของคนร้ายเพื่อขอเข้าค้นภายในบ้าน เนื่องจากหากรอขอหมายค้นจะล่าช้าและคนร้ายจะหลบหนีได้ และเมื่อเข้าไปตรวจค้นก็พบคนร้ายอยู่ภายในบ้าน และพบสร้อยทองคำที่ทำการชิงทรัพย์มารวมจำนวน 37 เส้น รถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุทั้ง 2 คัน อาวุธมีดดาบ และรองเท้าที่ใส่ก่อเหตุอยู่ภายในบ้าน

ส่วนเสื้อคลุมแขนยาวกางเกงขายาว และหมวกกันน็อก นายวุฒิพงษ์ บอกว่าได้นำไปทิ้งไว้ที่ถังขยะหน้าปากซอย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำตัวไปเก็บรวบรวมของกลางทั้งหมด และนำตัวนายวุฒิพงษ์มาทำการสอบสวน ซึ่งหลังจากทำการสอบสวนนายวุฒิพงศ์รับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุเข้าไปปล้นชิงทองทั้ง 2 ร้านจริงและได้นำสร้อยคอทองคำ 2 เส้นไปขายที่ร้านทองภายในห้างสรรพสินค้าใกล้เคียง โดยนายวุฒิพงษ์อ้างว่าที่ก่อเหตุเพราะจะนำเงินไปจ่ายเป็นค่างวดรถ พร้อมทั้งบอกว่า ที่ทำไปถึง 2 ครั้งก็เพราะทำง่าย และมีเงินเหลือ

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้นำตัวนายวุฒิพงษ์ คนร้ายส่งตัวให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี และได้มีการตั้งข้อกล่าวหาในข้อหาชิงทรัพย์ โดยมอมหน้า หรือทำด้วยประการอื่น เพื่อไม่ให้ใครเห็นหรือจำหน้าได้ โดยมีอาวุธ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำความผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุมหรือรับของโจร ด้านเจ้าของร้านก็สุดดีใจที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถคลี่คลายคดีได้ในเวลาอันรวดเร็ว เนื่องจากตอนนี้เจ้าของร้านทองในจังหวัดจันทบุรี ต่างกลัวว่าหากยังจับคนร้ายไม่ได้จะต้องอยู่กันอย่างหวาดกลัว