นายกรัฐมนตรี เป็นประธานทำสัญลักษณ์เริ่มก่อสร้างโครงการ รถไฟความเร็วสูง ไทย-จีน แล้ว

นายกรัฐมนตรี เป็นประธานทำสัญลักษณ์เริ่มก่อสร้างโครงการ รถไฟความเร็วสูง ไทย-จีน แล้ว ภายใต้แนวคิด “น้ำหนึ่งใจเดียว ทุกเรื่องราบรื่น” ย้ำรัฐบาลสนับสนุนเชื่อมโยงทุกภูมิภาค ด้านการค้าการลงทุน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายหวัง เสี่ยวเทา รองผู้อำนวยการคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน เป็นผู้แทนสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประธานในพิธีเริ่มการก่อสร้างโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพมหานคร – หนองคาย

(ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร – นครราชสีมา) ระยะทาง 252.3 กิโลเมตร ภายใต้แนวคิด “น้ำหนึ่งใจเดียว ทุกเรื่องราบรื่น” โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ร่วมในพิธี

ทั้งนี้ ก่อนพิธีเปิดโครงการ นายกรัฐมนตรี ได้กราบสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมรับชมวีดิทัศน์ของโครงการ และรับฟังรายงานความเป็นมาของโครงการ ก่อนทำสัญลักษณ์การเริ่มก่อสร้างโครงการ ร่วมกับผู้แทนสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมถ่ายภาพร่วมกัน จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้เยี่ยมชมนิทรรศการเกี่ยวกับการพัฒนาระบบการขนส่งทางรางทั่วประเทศไทย ภาพแสดงโครงข่ายทางรถไฟของเอเชียและโครงข่ายรถไฟภายใต้ความร่วมมือไทย-จีน รวมทั้งวิสัยทัศน์การพลิกโฉมรถไฟสู่โครงข่ายโลจิสติกส์หลักในอนาคต

โดย นายกรัฐมนตรี กล่าวในพิธีเริ่มการก่อสร้างโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพมหานคร-หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา) ว่า วันนี้ดีใจยินดีเป็นเกียรติที่ได้มาพบทุกท่านในวันประวัติศาสตร์ของรถไฟไทย ขอขอบคุณคำกล่าวของ นายหลี่เค่อเฉียง และความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทย-จีน และยืนยันว่าจะทำให้จบในเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย

รัฐบาลนี้สนับสนุนการเชื่อมโยงทุกภูมิภาคเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงในทุกมิติ โดยเฉพาะเรื่องการค้าการลงทุน และความสัมพันธ์ในทุกมิติ เราพูดถึงการเชื่อมโยงระบบทางรถไฟไปยังลาว พร้อมเป็นศูนย์กลางการขนส่ง โดยไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง โดยเฉพาะอีก 20 จังหวัดของประเทศที่ยังมีรายได้น้อยซึ่งต้องทำให้ทุกคนมีความเป็นอยู่ดี การลงทุนแม้จะต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก

แต่อย่าคิดถึงรายได้เฉพาะผู้ที่มาใช้บริการหรือที่เรียกว่าผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่มีผลประโยชน์อย่างอื่นที่ตามมาจำนวนมาก โดยเฉพาะจะเกิดธุรกิจตลอดเส้นทางเป็นการเพิ่มและกระจายรายได้ ซึ่งรัฐบาลจะพยายามเร่งรัดทุกๆ อย่าง และจำเป็นต้องปฏิรูปกฎหมาย และกติกาบางอย่าง เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก ขออย่ามองเป็นเรื่องอื่น ทุกอย่างที่ทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติ

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างต้องมีเริ่มต้นไม่ได้เสร็จในวันเดียว ทุกหน่วยงานจึงต้องช่วยกัน ให้เกิดความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และการลงทุนไม่ได้ดูแค่คนขึ้นรถไฟ แต่ผลประโยชน์โดยอ้อมเกิดตลาดแหล่งการค้าระหว่างทางรถไฟ ซึ่งจะช่วยให้การเดินทางสะดวกขึ้นปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เสริมกับการเดินทางทางอากาศ สิ่งที่สำคัญที่เกิดขึ้นในโลกวันนี้คือ กายภาพการเชื่อมโยงที่จะเกิดขึ้น

ขอบคุณภาพจาก แฟนเพจ ไทยคู่ฟ้า 

สอบเครียด มือค้อนมาตกรรมหลวงปู่บู่ เกจิเมืองสกลนคร

สอบเครียดมือค้อนมาตกรรม ‘หลวงปู่บู่’ เกจิเมืองสกลนคร ตามหมายจับศาล แต่ยังให้ปฏิเสธ

ตำรวจชุดสืบสวนคลี่คลายคดีฆาตกรรม หลวงปู่บู่ หรือ หลวงปู่บู่ กิตติญาโร อายุ 90 ปี นำตัวนายศักดิ์ อายุ 35 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจขออนุมัติหมายจับจากศาลจังหวัดสกลนคร จับกุมตัวได้ที่บ้านญาติในพื้นที่ตำบลพังขว้าง พื้นที่เดียวกันกับที่เกิดเหตุ และนำตัวมาสอบสวนที่ สถานีตำรวจภูธรตาดโตน โดยมีญาติเข้าร่วมฟังคำให้การของผู้ต้องหา

เบื้องต้นยังให้การปฏิเสธ และจะมีการนำตัวนายศักดิ์ ไปขออำนาจศาลจังหวัดสกลนครเพื่อขอฝากขัง แต่จะมีการรวบรวมพยาน หลักฐาน พยานบุคคล และคำให้การของผู้ต้องหา นำตัวดำเนินคดีตามขั้นตอน ส่วนคำให้การปฏิเสธก็เป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหา ที่จะให้การในชั้นศาล

ส่วนการประกันตัวขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล ซึ่งคดีหลวงปู่บู่ ถูกคนร้ายบุกใช้ค้อนทุบศรีษะจนมรณภาพบนกุฏิ ภายในวัดสุมังคลาราม หมู่ 12 ตำบลพังขว้าง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญทำร้ายจิตใจศิษยานุศิษย์และประชาชนที่เคารพศรัทธาต่อหลวงปู่บู่ และเป็นการออกหมายจับคนแรกในคดีมาตกรรม ‘หลวงปู่บู่’ พระเกจิอาจารย์ชื่อดังของเมืองสกลนคร

เร่งสืบสวน! คดีศพนิรนามสวมชื่อชายศรีสะเกษ ญาติรับศพไปเผาสุดท้ายตัวจริงโผล่

ผบก.น.1 ตั้งกก.สืบสวนสอบสวน ศพนิรนามสวมชื่อหนุ่มศรีสะเกษ หลังญาติรับศพไปเผาแต่ตัวจริงแสดงตัวยังมีชีวิตอยู่ พร้อมให้ลงพื้นที่ไปสอบถามญาติให้ชัดเจน

พล.ต.ต.เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 เปิดเผยความคืบหน้ากรณี นายสาคร สาชีวะ ชาวจังหวัดศรีสะเกษ ถูกเข้าใจผิดว่าเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อในทางเดินอาหารที่กรุงเทพ และญาติมารับศพไปเผาที่ภูมิลำเนาแล้ว ต่อมานายสาคร ได้ออกมาแสดงตัวว่ายังมีชีวิตอยู่นั้นว่าขณะนี้ ตนเองได้ตั้งกรรมการสืบสวนสอบสวน ในคดีดังกล่าวแล้ว

ซึ่งเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้ประชุมเร่งรัดคดี มอบงานชุดสอบสวน ให้ลงพื้นที่ไปยังภูมิลำเนาของนายสาคร ที่จังหวัดศรีษะเกษ เพื่อไปสอบถาม รายละเอียดเพิ่มเติมกับญาติ เนื่องจากตั้งแต่เกิดเรื่องดังกล่าว ตำรวจยังไม่ได้พูดคุยกับญาติ โดยเฉพาะประเด็นที่ญาติออกมาระบุภายหลังว่า ลักษณะฟันของผู้ตาย ไม่ได้คล้ายกับนายสาคร

ทั้งนี้ พล.ต.ต.เสนิต กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้ถือว่าเป็นความบกพร่องของตำรวจทั้งหมด เนื่องจากตำรวจได้ตรวจพิสูจน์หลายอย่างตามขั้นตอน ทั้งการตรวจสอบชื่อและเลข 13 หลักในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่พบ ก็ตรงกับทะเบียนราษฎร์ เมื่อประสานญาติมารับศพ ญาติไม่ได้ติดใจสาเหตุ อีกทั้งดำเนินการรับเงินจากหน่วยงาน ต่างๆตามสิทธิที่นายสาครได้รับไปเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม ขอเวลาให้ตำรวจตรวจพิสูจน์ก่อนคาดว่าภายใน 2 สัปดาห์น่าจะมีความชัดเจนขึ้น

คลิกอ่านข่าว >>> ประกันสังคมเตรียมเรียกเงินคืน 90,000 บาท หนุ่มใหญ่ศรีสะเกษขอชีวิตคืน