นักวิชาการ-พระ เห็นพ้อง ยกเลิกการบวชระยะสั้น

นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา และพระ เห็นพ้องควรยกเลิกการบวชแก้บน โดยมองว่าหากกำหนดระยะเวลาบวช 15 วันขึ้นไป จะทำให้ผู้บวช ได้เรียนรู้หลักธรรมคำสอนมากขึ้น

จากกรณีที่ทางมหาเถรสมาคม ดำเนินการร่างหลักสูตรการบรรพชาอุปสมบทพระภิกษุ สามเณรไม่ให้บวชระยะสั้น เพื่อแก้บน หรือบวชแก้เคล็ด แก้กรรม หรือบวชพอเป็นพิธีเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่มีระยะเวลาการบวช 3 -7 วัน และทำให้ผู้ที่ บวช ไม่ได้เรียนรู้พระธรรมคำสอนอย่างแท้จริง

พระธรรมกิตติเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสวิหาร และประธานกรรมการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ระบุว่า ปัจจุบันทางวัดราชาธิวาสวิหาร จะบวชให้กับผู้ที่สมยอมจะบวช 15 วันขึ้นไปเท่านั้น เนื่องจากต้องการให้ศึกษาหลักธรรมคำสอน ดังนั้นจึงมองว่า การที่มหาเถรสมาคม จะยกเลิกการบวชระยะสั้นเป็นเรื่องที่ดี

ด้านนักวิชาการพระพุทธศาสนา เห็นพ้องให้มีการยกเลิกบวชระยะสั้น แต่ขณะเดียวกันทางมหาเถรสมาคมควรมีการออกแบบหลักสูตรการบวชอย่างจริงจังเพื่อให้ผู้บวชได้ศึกษาหลักธรรมคำสอนและธรรมวินัย

ส่วนเรื่องที่ว่าจะละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ที่มีการกำหนดระยะเวลาหรือไม่นั้น ทางนักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา มองว่า ไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิแต่อย่างใด ทั้งนี้การร่างหลักสูตรดังกล่าว ทางมหาเถรสมาคม คาดว่า จะแล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ในปี 2561

กฟภ. จัดงาน PEACON & INNOVATION 2017 เตรียมความพร้อมสู่ยุค 4.0

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ. รุกขยายขอบข่ายการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี ด้านระบบไฟฟ้าผ่านการจัดงาน PEACON & INNOVATION 2017 มุ่งเสริมทักษะบุคลากร เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ยุค PEA 4.0

รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ. ได้มีการจัดงาน PEACON & INNOVATION 2017 ขึ้น เพื่อพัฒนาบุคลากรในทุกด้าน และเตรียมความพร้อมเข้าสู่ยุค “Thailand 4.0” อย่างเต็มตัว อีกทั้งมีการจัดการแสดงผลงานด้านนวัตกรรมและกิจกรรมคุณภาพของบุคลากร PEA ที่สามารถคว้ารางวัลบนเวทีระดับนานาชาติ จากประเทศเกาหลีใต้และประเทศไต้หวัน มาครองได้สำเร็จด้วย

โดย นายเสริมสกุล คล้ายแก้ว ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA เผยว่า วัตถุประสงค์ของการจัดการประชุมที่เน้นการวางแผนเพื่อรองรับนโยบายการพัฒนาประเทศสำหรับขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่ยุค “Thailand 4.0” อย่างเต็มตัว และเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนงานพัฒนาองค์กร กฟภ. เพื่อการก้าวเข้าสู่ยุค “PEA 4.0”

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, การไฟฟ้า, ข่าวการไฟฟ้า

โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคนด้วยนวัตกรรม และพัฒนางานด้วยเทคโนโลยี ตลอดจนเพื่อส่งเสริมการศึกษาทั้งด้านงานวิจัย, การสร้างนวัตกรรมและการพัฒนางานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย เพื่อสร้างความพร้อมในการเป็นผู้นำด้านการให้บริการระบบไฟฟ้า หรือ PEA 4.0 โดยมุ่งเน้นการเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมและส่งเสริมการจัดการองค์ความรู้

พร้อมเปิดโอกาสให้บุคลากรของ กฟภ. ตลอดจนบุคคลภายนอก ได้พัฒนาความรู้และความสามารถทางวิชาการด้านการพัฒนาระบบไฟฟ้า เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิชาการ นักวิจัย และนักประดิษฐ์ ทั้งภายในและภายนอก กฟภ. ตลอดจนสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา หน่วยงานภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชน ในงานวิจัยและพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้

ซึ่งงานนี้ตนขอชื่นชมนักประดิษฐ์ทุกท่านที่ได้รับรางวัลนวัตกรรม รางวัลกิจกรรมคุณภาพ และรางวัลบทความยอดเยี่ยมจาก PEA ซึ่งถือเป็นการยืนยันถึงความสำเร็จของความทุ่มเท ความพยายาม และความตั้งใจในการพัฒนาองค์กรของเราให้บรรลุเป้าหมาย และร่วมเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาการดำเนินงานขององค์กรให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะเป็นการช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับองค์กรตามนโยบาย PEA 4.0 เพือการเป็นผู้นำในด้านการบริการระบบจำหน่ายไฟฟ้าในอนาคต รวมทั้งมีส่วนในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

ลุ้น!! ศาลตัดสิน คดีดับเพลิงมรณะ ไพโรเจน SCB บึ้ม คร่า 8 ศพชีวิตปี 59

ศาลนัดจำเลยฟังคำพิพากษา ปมสารไพโรเจนรั่วไหล ตึก SCB Park ทำให้มีผู้เสียชีวิต เมื่อปี 2559

วันนี้ (21 ธ.ค.) เวลา 10.00 น. ณ ห้องพิจารณา 911 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลได้นัดจำเลย คดีสำนักงานใหญ่ (SCB) เกิดเพลิงไหม้ ระบบดับเพลิงไพโรเจนเกิดทำงานอัตโนมัติ ปล่อยส่วนผสมควันและก๊าซออกมาทำให้มีผู้เสียชีวิต เมื่อปี 2559 ฟังคำพิพากษา

ซึ่งคดีดังกล่าว สืบเนื่องจากเหตุสลดสร้างความสูญเสียแก่ชีวิต เมื่อค่ำวันที่ 13 มี.ค. 59 ระหว่างการติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัย ภายในห้องมั่นคงนิติกรรมหลักประกันและบริหารหลักประกัน บริเวณชั้นใต้ดินของธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ (SCB) เอสซีบีปาร์ค เขตจตุจักร

ระบบดับเพลิงไพโรเจนเกิดทำงานอัตโนมัติปล่อยส่วนผสมควันและก๊าซออกมาที่เรียกว่า แอโรซอล จนมีผู้เสียชีวิต 8 ราย และผู้ที่ได้รับอันตรายแก่กายและสาหัส 7 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มคนงานติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัย เนื่องจากได้หายใจสูดควันและก๊าซเข้าสู่ร่างกายเกินจะรับได้ จนขาดอากาศหายใจ

โดย พนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน รวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง กระทั่งวันที่ 26 พ.ค. 59 ได้ส่งสำนวนการสอบสวน และเอกสารพยานหลักฐานรวม 4 แฟ้ม ที่มีความเห็นสมควรสั่งฟ้อง “นาย ณ.พงษ์ สุขสงวน” อายุ 45 ปี ประธานกรรมการบริษัท เมก้า แพลนเน็ต จำกัด , นายอดิศร โฟดา อายุ 51 ปี กก.บจก.เมก้าฯ , นายจิระวัฒน์ เปรมปรีดิ์ อายุ 31 ปี วิศวกรโครงการปรับปรุงระบบป้องกันอัคคีภัยของ บจก.เมก้าฯ , นายสมคิด ตันงาม อายุ 59 ปี กรรมการ บจก.โจนส์ แลง ลาซาลล์ แมนเนจเม้นท์

ซึ่งประกอบการด้านบริการอสังหาริมทรัพย์ กับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการดูแลงานติดตั้งระบบดับเพลิง รวม 9 ราย และ บจก.เมก้า แพลนเน็ต , บจก.โจนส์ แลงฯ รวมทั้งสิ้น 11 ราย ฐานร่วมกันกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และได้รับอันตรายแก่กายและอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท , มาตรา 300 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ , มาตรา 390 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แต่เมื่อคณะทำงานอัยการคดีอาญา 7 พิจารณาแล้วมีความเห็นสั่งฟ้องเพียง 10 ราย คือผู้บริหาร เมก้า แพลนเน็ต – บจก.โจนส์ แลงฯ -วิศวกร-คนงาน รวม 10 ราย โดยสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาซึ่งเป็นผู้ที่จัดหาคนงานเท่านั้น โดยเมื่อวันที่ 3 มิ.ย.59 อัยการคดีอาญา 7 ได้ยื่นฟ้อง นาย ณ.พงษ์ สุขสงวน 45 ปี ปธ.กก.บจก.เมก้า แพลนเน็ต ,

นายอดิศร โฟดา อายุ 51 ปี กก. บจก.เมก้าฯ , นายจิระวัฒน์ เปรมปรีด์ อายุ 30 ปี วิศวกรโครงการปรับปรุงระบบป้องกันอัคคีภัยของ บจก.เมก้าฯ , นายสมคิด ตันงาม อายุ 59 ปี กก.บจก.โจนส์ แลงฯ , นายสมคิด จันทร์หอม อายุ 36 ปี หัวหน้าช่าง บจก.โจนส์ แลงฯ , นายตรีภพ ยังประเสริฐกุล อายุ 37 ปี ผู้จัดการดูแลอาคาร บจก.โจนส์ แลงฯ , น.ส.ขจรจิตร พรหมดีราช อายุ 45 ปี พนักงานบริษัท เอบิต มัลติซิสเต็ม จำกัด

ที่รับช่วงต่อจาก บจก.เมก้า แพลนเน็ต ควบคุมดูแลการวางท่อระบบดับเพลิงภายในอาคาร , นายบุญเสริม กระจาด อายุ 36 ปี วิศวกร บจก.เอบิต มัลติซิสเต็มที่คุมคนงาน , บจก.เมก้า แพลนเน็ต และ บจก. โจนส์ แลงฯ เป็นจำเลยที่ 1-10 ในความผิด 3 ข้อหาฐานผู้ใดร่วมกันกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และได้รับอันตรายแก่กายและอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 , 390

ซึ่งการฟ้องได้บรรยายพฤติการณ์แบ่งเป็นกลุ่มๆ คือ กลุ่มบริษัท และ วิศวกร โดยศาลอาญา ประทับรับฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อ.1764/2559 ขณะที่กลุ่มจำเลยนั้นได้ประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดี วงเงิน 500,000 บาท

ข่าวที่เกี่ยวข้อง >> ผู้รอดชีวิตเผยวินาทีหนีตาย หลังสารไพโรเจนรั่วไหล ตึก SCB Park