‘แฟนคลับเศร้า’ หลัง “ชักกุย” หมีควายอารมณ์ดีเสียชีวิตกระทันหัน!!

‘แฟนคลับเศร้า’ หลัง “ชาลี ชักกุย” หมีควายอารมณ์ดีเสียชีวิตกระทันหัน!! – คาดลมชักกำเริบ

วันนี้ (19 ธ.ค.60) ผู้สื่อข่าว MThai รายงานว่า  หมีควายแสนรู้ “ชาลี ชักกุย” ในอุทยานฯ กุยบุรี ตายกะทันหัน ทั้งที่สุขภาพก่อนหน้านี้ไม่พบภาวะบ่งชี้ว่าเจ็บป่วย ด้านปศุสัตว์ประจวบ คาดถูกสัตว์มีพิษกัด – โรคลมชักกำเริบ

สำหรับ “ชาลี ชักกุย” เป็นหมีควายแสนรู้ อารมณ์ดี เพศผู้ อายุ 3 ปี มีแฟนคลับทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศติดตามจำนวนมาก โดยก่อนหน้านี้ “อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี” ได้พบชักกุยเมื่ออายุ 2 เดือน ขณะถูกสุนัขรุมกัดหลังพลัดหลงกับแม่และพบว่าชาลี ชักกุย มีการป่วยทางสมองและเป็นโรคลมชัก

ส่วนชื่อ “ชาลี ชักกุย” มาจากการเลียนชื่อ “ชาลี ชับปุย” นักฟุตบอลทีมชาติชื่อดัง อย่างไรก็ดีด้านปศุสัตว์ประจวบฯ จะนำร่างของ ชักกุย ส่งซากผ่าพิสูจน์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

ขอขอบคุณข้อมูล : เพจ ชาลี ชักกุย 

ม.หอการค้าไทย เผยผลการวิจัยอาชีพเด่น-ดับ ปี 2561

ม.หอการค้าไทย เผยผลการวิจัย อาชีพเด่น-ดับ ปี 2561 พบ แพทย์ มาเป็นอันดับหนึ่ง มีความต้องการมาก

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการวิจัยทางธุรกิจ ภายใต้หัวข้อ 10 อันดับอาชีพดาวเด่น-ดาวร่วง ประจำปี 2561 พบว่า อาชีพแพทย์ โดยเฉพาะแพทย์ผิวหนัง หรือศัลยแพทย์มีคะแนนนำมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากความต้องการแพทย์ที่ยังมีอยู่สูง ประกอบกับจำนวนประชากรต่อแพทย์มีอัตราที่สูง อีกทั้งประชาชนเริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและความงามมากขึ้น

รองลงมาได้แก่ อาชีพโปรแกรมเมอร์ วิศวกรซอฟท์แวร์ และนักพัฒนา รวมถึงนักวิเคราะห์ข้อมูล / นักการตลาดออนไลน์ รวมถึงรีวิวเวอร์ และเน็ตไอดอล / นักการเงิน นักออกแบบวิเคราะห์ระบบด้านไอที หรือผู้ให้คำปรึกษาด้านระบบไอที / กราฟฟิก ดีไซเนอร์ และนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหาร

ขณะที่ อาชีพที่ไม่โดดเด่นในปี 2561 ได้แก่ อาชีพตัดไม้ และช่างไม้ไม่มีฝีมือ / พ่อค้าคนกลาง / อาชีพย้อมผ้า บรรณารักษ์ / ไปรษณีย์ด้านการส่งจดหมาย / พนักงานขายสินค้าหน้าร้าน / การตัดเย็บเสื้อผ้าโหล / โดยในการจัดอันดับอาชีพที่ไม่โดดเด่นปีหน้ามีอาชีพนักหนังสือพิมพ์ นักนิตยสาร รวมถึงผู้สื่อข่าวภาคสนามติดอยู่ในข่ายดังกล่าวด้วย

ข้าหลวงใหญ่ฯยูเอ็นชี้ “อองซาน ซูจี” มีสิทธิโดนคดี ‘ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’

ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนเปรย อองซาน ซูจี และ มิน อ่องหล่าย อาจถูกดำเนินคดีคดี ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ชาวโรฮีนจา

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงาน นายซาอิด ราอัด อัล ฮุสเซน ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เปิดเผยต่อสำนักข่าวบีบีซีเพื่อดสงจุดยืนต่อการนำตัวผู้กระทำผิดกรณีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจา โดยอาจหมายรวมไปถึงนาง ‘อองซาน ซูจี’ ผู้นำเมียนมาโดยพฤตินัย รวมถึงพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพเมียนมา

การออกมาเปิดเผยของนายซาอิด ราอัด อัล ฮุสเซน ครั้งนี้เกิดขึ้นโดยมีการอ้างว่า พบหลักฐานชี้ว่ากองทัพเมียนมามีส่วนในการเผาไล่ที่ชาวโรฮีนจา ทำร้ายร่างกาย กักขัง สังหาร โดยนายซาอิดอ้างด้วยว่า การกระทำดังกล่าวมีการวางแผนล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ

‘แต่ด้วยสาเหตุที่เมียนมาไม่ได้เป็นสมาชิกศาลอาญาระหว่างประเทศหรือไอซีซี จึงยังไม่แน่ชัดว่าศาลนี้รับฟ้องคดีดังกล่าวหรือไม่’

ทั้งนี้ทั้งนั้น ‘รอยเตอร์’ รายงานว่าคณะมนตรีความมั่นคงของยูเอ็นอาจเห็นชอบให้ไอซีซีเป็นผู้ตัดสินคดี แต่อาจมีอุปสรรคคือจีนที่เป็นพันธมิตรของเมียนมาสามารถยับยั้งการเสนอดังกล่าวได้

ที่ผ่านมา ทหารพม่ายืนยันมาโดยตลอดว่าปฏิบัติการของทหาร ดำเนินไปเพื่อปราบปรามความไม่สงบที่เกิดจากชาวโรฮีนจา โดยเจ้าหน้าที่ทหารทำตามความชอบด้วยกฏหมาย

ก่อนหน้านี้ กลุ่มแพทย์ไร้พรมแดนได้เผยผลสรุปจากการเก็บข้อมูลว่ามีชาวโรฮีนจาถึง 6,700 คนถูกสังหารในช่วงเดือนแรกของการกวาดล้างชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่

อย่างไรก็ตาม นางอองซาน ซูจี เข้าสู่อำนาจทางการเมืองอีกครั้ง หลังพม่า ตกอยู่ภายใต้การปกครองของเผด็จการทหาร แม้กระทั่งขณะนี้ เธอก็ไม่สามารถครองตำแหน่งผู้นำของประเทศได้เนื่องจากมีการกำหนดเงื่อนไขไม่ให้ผู้ที่แต่งงานกับชาวต่างชาติรับตำแหน่งสำคัญนี้ได้ แต่ในขณะนี้ ต่างเป็นที่ประจักษ์ดีว่า เธอเป็นผู้นำเมียนมาโดยพฤตินัย

ทว่าเมื่อปลายเดือนที่แล้ว สภาเมืองออกซ์ฟอร์ดเรียกคืนรางวัล “เสรีภาพแห่งออกซ์ฟอร์ด” เกียรติยศสูงสุดที่เมืองมอบให้อองซาน ซูจี โดยให้เหตุผลว่า เธอเพิกเฉยต่อวิกฤตการใช้ความรุนแรงต่อชาวโรฮีนจา จนทำให้พวกเขาต้องอพยพออกจากเมียนมาเป็นจำนวนมหาศาล

ที่มา  www.npr.org