อ่วม ! พายุดีเปรสชัน “ไคตั๊ก” ถล่มฟิลิปปินส์

พายุดีเปรสชั่นเขตร้อน “ไคตั๊ก” พัดถล่มเกาะในฟิลิปปินส์ ทำให้ผู้คนหลายพันคนไม่สามารถเดินทางกลับบ้านไปฉลองเทศกาลคริสต์มาสได้

รายการ เช้าทันโลก Welcome World ทางช่อง MONO29 รายงานข่าวกรณีผู้คนหลายหมื่นคนต้องอพยพออกจากบ้าน ผู้คนหลายพันคน ที่กำลังมุ่งหน้ากลับบ้านเพื่อร่วมฉลองเทศกาลคริสต์มาสในฟิลิปปินส์ ติดค้างตามเกาะต่างๆ หลังพายุดีเปรสชั่นเขตร้อน “ไคตั๊ก” พัดถล่ม เมื่อวานนี้

โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา อิทธิพลจากพายุลูกดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย ระหว่างที่พัดถล่มหมู่เกาะวิสายาส์ ทางตอนกลางของประเทศ

หน่วยงานด้านสภาพอากาศฟิลิปปินส์ เผยว่า พายุลูกดังกล่าวอ่อนกำลังจากพายุหมุนเขตร้อนเป็นพายุดีเปรสชั่นเขตร้อน ที่มีความเร็วลมกว่า 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผลของพายุดังกล่าวทำให้ประชาชนไม่มีไฟฟ้าใช้ และทำให้เกิดดินถล่มหลายครั้งในภูมิภาค

เจ้าหน้าที่หน่วยภัยพิบัติเตือนว่า หลังจากนี้อาจเกิดน้ำท่วมและดินถล่มมากขึ้น พร้อมกับระบุว่า ผู้โดยสารจำนวน 1 หมื่น 5 พัน 500 คน ติดค้างอยู่บนเกาะต่างๆ เนื่องจากเรือข้ามฟากหยุดให้บริการชั่วคราว

เกษตรกรอายุ 55 ปีคนหนึ่ง เผยว่า เขาติดอยู่ที่ท่าเรือในเมืองมัตน็อกในจังหวัดซอร์โซกอนมานาน 3 วันแล้ว นอกจากนี้ ยังเผยด้วยว่า ผู้โดยสารที่ติดอยู่ที่นี่ได้รับอาหารวันละ 1 ถึง 2 มื้อเท่านั้น และผู้โดยสารบางคนก็กำลังจะหมดเงิน

วันหยุดคริสต์มาสเป็นฤดูกาลแห่งการเดินทางที่คึกคักของชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวคริสต์ ต้องการเดินทางกลับบ้านตามจังหวัดต่างๆ แต่เนื่องจากฟิลิปปินส์เป็นประเทศหมู่เกาะ ซึ่งได้รับผลกระทบจากพายุลูกใหญ่ประมาณ 20 ลูกต่อปี จึงทำให้ผู้คนเผชิญอุปสรรคในการเดินทางเป็นอย่างมาก

“ไคตั๊ก” ซึ่งเดิมเป็นพายุหมุนเขตร้อน ได้คร่าชีวิตผู้คนไป 3 ราย บาดเจ็บ 19 คน และทำให้ผู้คน 8 หมื่น 7 พัน 700 คน ต้องอพยพออกจากบ้าน ระหว่างพายุพัดถล่มเกาะซามาร์และเกาะเลย์เต เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

หน่วยงานด้านสภาพอากาศ ระบุว่า พายุดีเปรสชั่นเขตร้อนไคตั๊กได้สร้างความเสียหายแก่สายไฟ, ถนน และสะพาน ใน 39 เมือง

นอกจากนี้ พายุยังได้สร้างความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตร โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประชาชนกำลังฟื้นตัว หลังได้รับผลกระทบจากซูเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน ที่พัดถล่มเมื่อปี 2556

สื่อท้องถิ่นรายงานโดยอ้างข้อมูลจากสภาการลดความเสี่ยงและการจัดการภัยพิบัติแห่งชาติฟิลิปปินส์ ที่ระบุว่า มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับถนนสายต่างๆ คิดเป็นเงิน 35 ล้านเปโซฟิลิปปินส์ หรือประมาณ 23 ล้านบาท

ตุรกีมีแผนเปิดสถานทูตในเยรูซาเลมตะวันออก

ผู้นำตุรกีประกาศ เตรียมเปิดสถานทูตตุรกีใน “เยรูซาเลมตะวันออก” หลังจากที่เรียกร้องให้ทั่วโลกยอมรับว่าพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นเมืองหลวงของปาเลสไตน์

รายการ เช้าทันโลก Welcome World ทางช่อง MONO29 รายงานข่าวประธานาธิบดีเรเจ๊พ ไตยิบ แอร์โดอัน ของตุรกี ออกมาระบุว่า ตุรกีมีแผนที่จะเปิดสถานทูตใน “เยรูซาเลมตะวันออก” เมื่อวานนี้ หลังจากที่ก่อนหน้านั้น เขาได้ระบุในที่ประชุมสุดยอดผู้นำของประเทศสมาชิกองค์การความร่วมมืออิสลาม หรือ OIC ว่าขอให้ทั่วโลกยอมรับว่า “เยรูซาเลมตะวันออก” คือเมืองหลวงของปาเลสไตน์

เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความไม่พอใจจากกรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศยอมรับว่านครเยรูซาเลม เป็นเมืองหลวงของอิสราเอล เมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งก่อให้เกิดกระแสประท้วงขึ้นตามประเทศต่างๆ ทั่วโลก

อย่างไรก็ตมาม ในขณะนี้ ยังไม่มีรายละเอียดว่า ผู้นำตุรกี จะเดินหน้าแผนการเปิดสถานทูตอย่างไร ขณะที่อิสราเอลยังคงควบคุมพื้นที่ทั้งหมดของนครเยรูซาเลมเอาไว้  ที่ผ่านมา ชาวปาเลสไตน์ ต่างคาดหวังว่าจะใช้พื้นที่ “เยรูซาเลมตะวันออก” เป็นเมืองหลวง หากได้รับการยอมรับให้สถานะของดินแดนปาเลสไตน์เป็นรัฐในอนาคต

ทั้งนี้ เยรูซาเลมตะวันออก เป็นดินแดนที่อิสราเอลทำการผนวกเข้ากับตัวเอง หลังจบสงครามระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์เมื่อปี 2510 หรือที่รู้จักกันในชื่อสงคราม 6 วัน แต่การผนวกรวมดินแดนของอิสราเอลไม่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ

ในวันเดียวกันกับการประกาศดังกล่าวของผู้นำตุรกี ชาวปาเลสไตน์ ในฉนวนกาซ่า ยังคงทำการประท้วงประธานาธิบดีทรัมป์อย่างต่อเนื่อง ด้วยการเผาภาพนายทรัมป์ และนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ขณะที่ในเขตเวสต์ แบงก์ ก็มีผู้ประท้วงเผาภาพของนายไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยเขามีกำหนดการมาเยือนนครเยรูซาเล็มในสัปดาห์นี้

ขณะเดียวกัน ในประเทศปากีสถาน ชาวมุสลิมจำนวนหลายพันคน ออกมารวมตัวกันที่นครการาจี เมืองท่าทางตอนใต้ของปากีสถาน เพื่อแสดงการประท้วงนายทรัมป์ กรณียอมรับให้นครเยรูซาเลม เป็นเมืองหลวงของอิสราเอล ซึ่งถือว่าเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในปากีสถาน นับตั้งแต่ที่เกิดข้อโต้แย้งดังกล่าวขึ้น

ส่วนที่กรุงปารีส ของฝรั่งเศส บรรดาผู้สนับสนุนชาวปาเลสไตน์ ต่างก็ออกมารวมตัวเพื่อแสดงพลังต่อต้านการตัดสินใจของผู้นำสหรัฐฯ เกี่ยวกับเนครเยรูซาเลม โดยมีผู้ประท้วงหลายคนนำธงชาติปาเลสไตน์มาโบก เพื่อแสดงจุดยืนในการร่วมชุมนุมครั้งนี้

ออสเตรเลียไฟเขียวคู่รักร่วมเพศแต่งงานได้ก่อนกำหนด

คู่รักเพศเดียวกันในออสเตรเลียเข้าพิธีแต่งงานกันเป็นคู่แรก หลังทางการออสเตรเลียยกเว้นให้ โดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดการแจ้งล่วงหน้า 30 วัน

รายการ เช้าทันโลก Welcome World ทางช่อง MONO29 รายงานข่าวกรณีนางสาวลอเรน ไพรซ์ อายุ 31 ปี และนางสาวเอมี เลเกอร์ อายุ 29 ปี กลายเป็นคู่รักเพศเดียวกันคู่แรกที่เข้าพิธีแต่งงานกันในออสเตรเลีย เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น

ออสเตรเลียได้กลายเป็นประเทศที่ 26 ของโลก ที่อนุญาตให้คนเพศเดียวกันแต่งงานกันได้อย่างถูกกฎหมาย หลังประชาชนลงคะแนนสนับสนุนกฎหมายนี้อย่างท่วมท้น จนนำไปสู่การผ่านกฎหมายในรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ กฎหมายระบุว่า คู่รักเพศเดียวกันออสเตรเลีย จะแต่งงานได้เป็นคู่แรกในวันที่ 9 มกราคม ปีหน้า เนื่องจากต้องแจ้งให้ทางการทราบล่วงหน้าก่อนจัดพิธีแต่งงาน 4 สัปดาห์

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า นางสาวไพรซ์และนางสาวเลเกอร์ ซึ่งแต่งงานกันในรัฐเวสทิ์น ออสเตรเลีย ได้รับการยกเว้น ในกรณีการแจ้งให้ทางการทราบล่วงหน้า ก่อนเข้าพิธีแต่งงาน เนื่องจากประเด็นทางการเงิน

นางสาวเลเกอร์ กล่าวว่า ทางการยกเว้นให้พวกเธอสามารถแต่งงานกันอย่างถูกกฎหมายได้ เพราะพวกเธอวางแผนจัดงานแต่งงานเอาไว้นานแล้ว และครอบครัวของพวกเธอต้องเดินทางจากต่างประเทศเพื่อมาเข้าร่วมพิธี

นอกจากนี้ ยังมีคู่ของนางเอมี่ และนางเอลิส แมคโดนัลด์ ที่ได้รับการยกเว้น เนื่องจากประเด็นทางการเงินเช่นกัน

ทั้งนี้ ประเด็นสุขภาพก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ทางการออสเตรเลียอนุญาตให้คู่รักเพศเดียวกันหลายคู่แต่งงานกันได้ เช่น กรณีของนางสาวแอน เซด์จวิค และนางสาวลิน ฮอว์กินส์ ซึ่งเข้าพิธีแต่งงานกันเมื่อวันอาทิตย์ หลังจากใช้ชีวิตร่วมกันมานาน 40 ปี พวกเธอได้รับการยกเว้น เนื่องจากนางฮอว์กินส์อายุ 85 ปี กำลังป่วยเป็นโรคมะเร็งรังไข่ระยะสุดท้าย