สนามบินนครศรีฯเปิดบริการ10ธค.-รถไฟสัญจรได้ทุกเส้นทางแล้ว

รองอธิบดีกรมท่าอากาศยาน ยันเปิดบริการท่าอากาศยานนครศรีฯ พรุ่งนี้ หลังการตรวจสอบซ่อมบำรุงทุกระบบมีความสมบูรณ์แล้ว ขณะ ถนนส่วนใหญ่เข้าสู่สภาวะปกติ ทางรถไฟสัญจรได้ทุกเส้นทางแล้ว

ช่วงเย็นที่ผ่านที่ผ่านมา ที่ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช นายจรุณ มีสมบูรณ์ รองอธิบดีกรมท่าอากาศยาน ได้สรุปผลจากกรณีวิศวกร และช่างผู้เชี่ยวชาญได้นำอุปกรณ์เข้าติดตั้งซ่อมบำรุง ระบบไฟฟ้าทางวิ่ง ทางขับ รวมทั้ง สัญญาณไฟบอกทางสำหรับอากาศยาน ภายในพื้นที่ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช รวมทั้งเช็คระบบช่วยเดินอากาศทุกระบบ รวมทั้งระบบบริการภาคพื้น โดยเป็นไปตามเช็คลิสท์ความปลอดภัยตามมาตรฐานไอเคโอ ซึ่งปรากฏว่าทุกระบบมีความพร้อมสมบูรณ์แล้ว

นายจรุณ มีสมบูรณ์ รองอธิบดีกรมท่าอากาศยาน ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ได้นำเอาเครื่องมือเข้ามาเทสความมั่นคงแข็งแรงของรันเวย์ปรากฎว่าค่าตัวเลขไม่มีความแตกต่างกับตัวเลขเดิมก่อนน้ำท่วมแม้ว่าจะมีน้ำเข้ามาท่วมขังจำนวนมาก ส่วนระบบต่างๆนั้นได้ซ่อมบำรุงแล้วเสร็จ โดยจะเปิดให้บริการตามตารางบินปกติได้ในวันพรุ่งนี้ ( 10 ธันวาคม) เป็นต้นไป ส่วนความเสียหายของท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช ขณะนี้อยู่ในระหว่างการประเมินตัวเลขยังไม่แล้วเสร็จ

ถนนส่วนใหญ่เข้าสู่สภาวะปกติ ทางรถไฟสัญจรได้ทุกเส้นทางแล้ว

นายชัยณรงค์ กาพย์เกิด ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางคมนาคมในจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยห้วงวันที่ 5-9 ธันวาคม 2560 ว่าสามารถเปิดใช้สัญจรไปมาได้ตามปกติทุกเส้นทางแล้วหรือยัง มีเส้นทางใดบ้างที่ยังมีน้ำท่วมขัง ปรากฏว่า ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ แขวงทางหลวงนครศรีธรรมราชที่ 1 และแขวงทางหลวงนครศรีธรรมราชที่ 2 (ทุ่งสง) ว่าถนนทุกสายทั้งสายหลักและสายรองที่อยู่ในความรับผิดชอบ สามารถใช้งานได้ตามปกติแล้ว เช่นเดียวกับแขวงทางหลวงชนบทนครศรีธรรมราช ยืนยันว่าถนนทุกสายที่อยู่ในความรับผิดชอบที่ถูกน้ำท่วมขังสามารถสัญจรไปมาได้ตามปกติแล้ว 5 เส้นทาง เหลือเพียง 1 เส้นทางที่ยังใช้ไม่ได้คือ ทางหลวงหมายเลข 4021 แยกทางหลวงหมายเลข 4151-บ้านบางคลุ้ง อ.เชียรใหญ่,อ.ชะอวด ช่วง กม. 9+500 – 11+700 น้ำยังท่วมสูง 50 เซนติเมตร คาดภายใน 1-2 วัน น่าจะเปิดใช้งานได้ตามปกติ รวมทั้งถนนในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ถนนทุกสายสามารถสัญจรได้ตามปกติแล้วเช่นเดียวกัน

สำหรับเส้นทางรถไฟช่วงสถานีชุมทางเขาชุมทอง-นครศรีธรรมราช สามารถเปิดทางเดินรถได้ตามปกติแล้วเช่นกัน กล่าวคือ ผู้ที่ต้องการใช้บริการรถไฟนครศรีธรรมราช – กรุงเทพฯ สามารถใช้บริการที่สถานีรถไฟนครศรีธรรมราชได้ตามปกติแล้ว

หวิดบึ้ม ! คนตัดหญ้าพบระเบิดซุกใต้สะพานกลางเมืองจันทบุรี

คนตัดหญ้า พบวัตถุระเบิดจำนวน 6 ลูก คาดวัยรุ่นนำมาทิ้งไว้ เพราะกลัวตำรวจค้นเจอ

ช่วงบ่ายของวันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองจันทบุรี ได้รับแจ้งจากนายจักรพงษ์ พุ้งโล้ อายุ 51 ปี หัวหน้าคุมคนงานตัดหญ้าของเทศบาลเมืองจันทนิมิตว่า คนงานได้เดินสำรวจบริเวณริมแม่น้ำจันทบุรีใกล้กับศาลเจ้าสระบาป ตำบลจันทนิมิต อำเภอเมืองจันทบุรี แล้วพบกับวัตถุคล้ายระเบิดปิงปอง เป็นก้อนกลมๆ พันด้วยเทปสีดำจำนวน 6 ลูก อยู่และยังพบกระเป๋าสีดำตกอยู่ 1 ใบด้วย คนงานของตนด้วยความตกใจจึงรีบโทรศัพท์แจ้งตนมาดู ซึ่งตนเองเห็นผิดสังเกตจึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาช่วยตรวจสอบ ท่ามกลางประชาชนที่ให้ความสนใจมาดูวัตถุดังกล่าว

จากการสอบถามนายจักรพงษ์ ทราบว่า ตนเองได้นำคนงานของเทศบาลตำบลจันทนิมิต มาตัดหญ้าบริเวณดังกล่าว ซึ่งคนงานได้เดินมาเก็บขยะ และเดินสำรวจบริเวณที่จะตัดหญ้า เผื่อมีเศษไม้ หรือขวดแก้วจะได้เก็บออกป้องกันเวลาตัดแล้วกระเด็นมาถูกได้รับบาดเจ็บ แต่เดินไปกลับพบถุงดำจึงได้เปิดดู พบภายในมีกระเป๋าสีดำอยู่ด้วย 1 ใบ เมื่อเปิดดูพบมีวัตถุทรงกลมห่อด้วยสก๊อตเทปสีดำ ซึ่งคนงานคิดว่าเป็นยาบ้าจึงได้แกะดู พบว่าเป็นระเบิดบรรจุด้วยเศษแก้วจึงได้โยนทิ้ง โชคดีระเบิดไม่ทำงานจึงไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด หลังจากนั้นตนเองจึงรีบมาแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางมาถึงได้กันพื้นที่และได้ประสานชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดจากกองบังคับการภูธรจังหวัดจันทบุรีมาเก็บกู้ทำลายต่อไป

เบื้องต้นจากการคาดการณ์คาดว่าระเบิดปิงปองเหล่านี้น่าจะเป็นของวัยรุ่นนำมาทิ้งไว้ เพราะเกรงกลัวตำรวจตรวจพบ จึงนำมาโยนทิ้งไว้ จนคนงานตัดหญ้ามาเจอดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นโชคดีที่คนงานไม่นำเครื่องตัดหญ้ามาตัดโดน ไม่เช่นนั้นคงได้รับบาดเจ็บกันอย่างแน่นอน

รัฐบาลแจง ข้อมูลดัชนีรับรู้การทุจริตปีล่าสุด ที่แชร์ในโซเชียลไม่เป็นความจริง

รัฐบาลแจงข้อมูลดัชนีรับรู้การทุจริตปีล่าสุดที่แชร์ในโซเชียลไม่เป็นความจริง ยันผลคะแนนปี 60 ยังไม่ประกาศ คาดมีคะแนนดีขึ้น นายกฯ ปลื้มดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคดีขึ้นสูงสุดรอบ 33 เดือน

พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้มีการแชร์ข้อมูลในโลกออนไลน์โดยระบุว่า องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติได้ประกาศค่าคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ปีล่าสุดแล้ว โดยไทยมีคะแนนลดลงจากเดิมไปอีก ว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะข้อมูลล่าสุดที่องค์กรดังกล่าวได้ประกาศไปนั้นคือ ผลคะแนนของปี 2559 ซึ่งได้เผยแพร่เมื่อเดือน ม.ค.2560 ส่วนผลคะแนนของปี 2560 ยังไม่ได้ประกาศ โดยคาดว่าน่าจะประกาศในเดือนม.ค.ปีหน้า นอกจากนี้ ยังมีการนำข้อมูลในปี 2556 ซึ่งไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 102 จาก 177 ประเทศ มาเผยแพร่สร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นปีปัจจุบันอีกด้วย

ทั้งนี้ รัฐบาลเชื่อว่าจากความตั้งใจจริงในการปราบปรามการทุจริตและคอรัปชั่นจะทำให้ดัชนีการรับรู้การทุจริตในปี 2560 ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลคะแนนของแต่ละประเทศนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยที่องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาตินำมาพิจารณา รวมทั้งยังพบว่ามีการนำข้อมูลมาจากแหล่งต่าง ๆ ถึง 13 แห่ง เพื่อใช้ในการการคิดคะแนน แต่มีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับไทยเพียง 7-8 แห่ง และหากพิจารณาสถานการณ์คอรัปชั่นจากการรับรู้ของคนในประเทศเมื่อสิ้นสุดปี 59 สำรวจโดย ม.หอการค้าไทย ก็ปรากฏว่า ดีขึ้นมากที่สุดในรอบ 6 ปี ขณะที่ภาพลักษณ์เรื่องการติดสินบนและคอรัปชั่นที่ประเมินโดย IMD และภาพลักษณ์เรื่องการใช้ตำแหน่งหน้าที่ของรัฐหาประโยชน์ส่วนตัวของ World Justice Project Rule of Law ก็ดีขึ้นด้วยเช่นกัน

พล.ท.สรรเสริญ ได้กล่าวอีกว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยินดีที่ได้รับทราบรายงานดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ประจำเดือน พ.ย. 60 สำรวจโดย ม.หอการค้าไทย ซึ่งระบุว่า ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นทุกตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 78 จาก 76.7 เมื่อเดือน ต.ค. โดยถือว่าเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 33 เดือน โดยดัชนีที่เพิ่มขึ้น ได้รับอานิสงส์จากมาตรการช้อปช่วยชาติ โดยเฉพาะการจับจ่ายของชนชั้นกลาง และมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งคนฐานรากได้ประโยชน์ ประกอบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยรวมถึงการส่งออกดีเกินคาด ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นดีขึ้นเป็นลำดับ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวด้วยว่า รัฐบาลมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับผู้มีรายได้น้อย และกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในกลุ่มประชาชนทั่วไป ซึ่งจะส่งผลให้บรรยากาศการซื้อขายสินค้าและบริการในช่วงสิ้นปีถึงปีใหม่คึกคัก และเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างชัดเจนในไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงห่วงใยและพยายามแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร และสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ให้ดีขึ้นโดยเร็ว