ยื่นฟ้องนายบุญฉลอง ภักดีวิจิตร และภรรยา ปมความขัดแย้งเรื่องการลงทุน
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 8 ธ.ค.60 ที่ศาลจังหวัดนนทบุรี ชั้น 2 บัลลังก์ 7 น.ส.รวิสรา อินทรีย์ อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 79/315 หมู่ 6 หมู่บ้านเศรษฐสิริ ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พร้อมด้วยนายสุเมธ อินทร์ทอง ทนายความ และพยาน เข้าเบิกความต่อศาลในคดีหมายเลขดำ ที่ 3243/2560 ความอาญา ระหว่าง น.ส.รวิสรา อินทรีย์ โจทก์ กับ นายบุญฉลอง ภักดีวิจิตร หรือที่รู้จักกันในวงการในนาม ‘ฉลอง ภัคดีวิจิตร’ จำเลยที่ 1 และ น.ส.พิมพ์สุภัค อินทรีย์ ภักดีวิจิตร จำเลยที่ 2 ในความผิด “พรบ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และ มูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2) โดยคำฟ้องระบุว่าโจทก์ในฐานะเป็นกรรมการบริษัทอินทรีย์ ออดิโอ วิชั่น จำกัด เป็นผู้ถือหุ้นมีอำนาจลงลายมือชื่อหนึ่งในสามของบริษัทในการบริหารงาน
แต่แล้วเมื่อวันที่ 16 มิ.ย.60 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันทำผิดกฎหมายอาญาด้วยการยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ พร้อมลงข้อความอันเป็นเท็จในสาระสำคัญในคำรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำกัดว่า ได้จัดการประชุมวิสามัญคณะกรรมการ ครั้งที่ 1 /2560 ณ.บ้านเลขที่ 7/9 ถนนสตรีวิทยา2 แขวางลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กทม. โดยแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนกรรมการออกจากตำแหน่ง 1 คน คือตัวโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 และ 2 ได้ยื่นหนังสือต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทอ้างว่ามีการออกหนังสือเชิญคณะกรรมการบริษัทประชุม

ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วโจทก์ไม่ได้รับหนังสือเชิญคณะกรรมการเข้าประชุม ไม่มีมติจากคณะกรรมการให้เรียกประชุมผู้ถือหุ้น ไม่มีหนังสือเชิญผู้ถือหุ้นประชุมวิสามัญ อีกทั้งยังไม่มัการลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์และไม่ได้ส่งมอบหนังสือให้แก่โจทก์แต่อย่างใด โจทก์ก็ไม่ได้ให้ความยินยอมในการกระทำของจำเลย ที่ 1 และ จำเลยที่ 2 แต่อย่างใด การกระทำดังกล่าวทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจในการลงนามในฐานะคณะกรรมการของบริษัท อีกทั้งยังไม่สามารถเข้าบริหารงานของบริษัทได้ในฐานะผู้ถือหุ้น ขาดประโยชน์อันควรได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์เป็นอย่างมาก
การกระทำของจำเลยที่1 และ จำเลย ที่2 ถือเป็นความผิดต่อกฎหมายและบทมาตราดังนี้ คือ พรบ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วน จดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัท จำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา42 (2) ขอให้ศาลออกหมายนัดและเรียกจำเลยทั้งสอง มาพิจาราณาพิพากษาลงโทษตามกฎหมายต่อไป โดยศาลนัดอ่านคดีนี้ในวันที่ 21 ธ.ค.60 เวลา 09.00น.
น.ส.รวิสรา เปิดเผยว่า ภรรยาของคุณฉลองซึ่งเป็นน้องสาวของตน ไปพูดที่บ้านที่ศรีสะเกษบอกให้มาร่วมลงทุน ตนเองจึงบินจากอเมริกา และทั้งสองคนบอก ให้กลับมาอยู่ประเทศไทยดีกว่า อย่าอยู่เลยที่ต่างประเทศก็เลยคุยกับคุณพ่อคุณแม่ และร่วมลงทุนให้เขาสร้างละครเรื่องทิวลิปทอง ซึ่งตนเองเป็นคนลงทุนเกือบทั้งหมดซึ่งเป็นเจ้าของโดยแท้จริง อีกทั้งเราเองเป็นคนจัดงานแต่งงานให้และเป็นคนดูแลส่งเสียให้น้องคนนี้เรียนหนังสือไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้นี้ขึ้นรู้สึกเสียใจมาก ส่วนความยุติธรรมถึงจะมาช้าแต่มาแน่นอน ที่ช่วยเพราะว่าความเป็นน้อง อยากให้เขาได้ดีอยากให้มีอาชีพเป็นของตัวเองก็เลยลองมาลงทุนให้และก็มีคำพูดหนึ่งที่ว่าเราไม่ใช่เจ้าของบริษัทไม่มีส่วนร่วมเลยเราค่อนข้างเสียใจที่จริงนามสกุลของคุณพ่อก็คือ บริษัทอินทรีอยู่แล้ว เราก็อยากให้ บริษัทอินทรีมาผงาดในวงการบันเทิงแต่บินไปได้แค่เรื่องเดียวก็ม่เกอดปัญาหา ถ้าน้องสาวมาเคลียหรือพูดคุยยืนยันจะไม่มีการเจรจาใดๆทั้งสิ้นยังยืนยันคำเดิมให้เป็นอำนาจของศาลดำเนินการไปตามขบวนการทางกฎหมาย
ขณะที่นายสุเมธ ทนายโจกท์ กล่าวว่า วันนี้ศาลจังหวัดนนทบุรีนัดไต่สวนมูลฟ้องในข้อหาพรบ.ห้างหุ้นส่วนจำกัด พฤติการณ์คือแก้ไขใน ส่วนของนางสาวระวิสราออกจากส่วนของการเป็นกรรมการและแก้ไขบัญชีผู้ถือหุ้นโดยคุณวริสราไม่ได้จำหน่ายจ่ายโอนไปเลย ซึ่งเจ้าตัวคงจะทราบดีวันนี้ศาลได้ไต่สวนมูลฟ้องและนัดฟังคำสั่งอีกทีในวันที่ 21 ธันวาคม 2560 เวลา 9 โมงเช้า หากผิดจริงตะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาบ ตอนนี้คุณระวิสราก็ไม่ได้ไปบริหารบริษัทและไม่มีอำนาจเลย ซึ่งต้องรอดูคำสั่งศาลวันที่ 21 ธันวาคม 60 เวลา 9.00 นว่าศาลท่านจะประทับรับฟ้องหรือไม่ ถ้าศาลประทับรับฟ้องคุณฉลองและภรรยาต้องมาประกันตัวในชั้นศาลอีกครั้ง “ตอนนี้บริษัทได้มีการแยกทรัพย์สินและทะเลาะกันหลายเรื่อง ดูเอกสารคุณระวิสรา ยังไม่มีการแก้ไข ต้องให้กรรมการเป็นผู้แก้ไข โดยนายเอกสารคุณระวิสรายังไม่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นเลยมีอำนาจแค่ในเอกสารแต่บริหารงานไม่ได้ ทนายสุเมธ กล่าวในท้ายที่สุด