เชื่อว่าปัญหาของหลายคนที่อยากทำงานสายการบิน คือ สมัครงานหลายครั้ง แต่ก็ไม่ผ่านการพิจารณาหรือเข้าตากรรมการสักที ทั้งๆ ที่คิดว่าตัวเองเป๊ะพอแล้ว นั่นเพราะเขาและเธออาจไม่ทันรู้ว่า อันที่จริงคุณสมบัติที่จะทำให้ได้งานไม่ได้อยู่ที่เกรดเฉลี่ยสูงส่งหรือหน้าตาสวยหล่อขั้นเทพแต่อย่างใด
ถ้าอย่างนั้นคุณสมบัติที่ทำให้ได้งานสายการบิน ไม่ว่าจะเป็นงานบริการผู้โดยสารบนเครื่องบินหรืองานภาคพื้นดินคืออะไรกันแน่? อาจารย์ศราวุทธ แจ้งใจดี หัวหน้าภาควิชาการจัดการธุรกิจสายการบิน มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผู้มีประสบการณ์การทำงานในแวดวงการบินมานานกว่า 15 ปี ขันอาสาถือกุญแจมาไขความลับที่ว่าให้รู้กัน
กุญแจดอกแรก “TOEIC Score”
การสอบ TOEIC เป็นเสมือนประตูบานแรกที่ต้องไขให้ออก เพราะโดยทั่วไปทุกสายการบินจะกำหนดคะแนนขั้นต่ำของ TOEIC ไว้ ดังนั้นก่อนจะเดินเข้าไปยื่นใบสมัคร ก็ต้องสอบ TOEIC ให้ได้คะแนนตามที่สายการบินนั้นๆ ต้องการเสียก่อน
จะว่าไปข้อสอบ TOEIC ไม่ยากมาก แต่ก็ไม่ถึงกับง่ายเช่นเดียวกัน ดังนั้นต้องอาศัยความรู้ตลอดจนเทคนิคในการทำข้อสอบไม่น้อยทีเดียว หลายคนตกม้าตายตั้งแต่ด่านนี้ เพราะสอบกี่ครั้งก็ไม่ได้คะแนนตามที่สายการบินกำหนดเสียที จึงไม่น่าแปลกใจที่สถาบันกวดวิชาหลายแห่งจัดติวคอร์ส TOEIC โดยเฉพาะ
แต่สำหรับนักศึกษาภาคการบิน ม.กรุงเทพ สบายใจหายห่วง เพราะทางภาควิชาเตรียมผลักดันให้ทุกคนสอบให้ผ่าน ทั้งในรูปแบบการสอนตามรายวิชาและคอร์สติวเข้ม ทั้งยังจัดการสอบ TOEIC ให้นักศึกษาเป็นกรณีพิเศษปีละ 3 ครั้ง โดยเสียค่าธรรมเนียมไม่ถึง 1,000 บาท ใครทำคะแนนได้ตามที่ต้องการ ก็นำผลการสอบนั้นไปสมัครงานได้เลย
กุญแจดอกที่สอง “บุคลิกภาพ”
ลบล้างความเชื่อเก่าๆ ที่ว่า คนสวยคนหล่อขั้นเทพเท่านั้นถึงจะทำงานสายการบินได้ เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าหน้าตาก็คือบุคลิกภาพ อันประกอบด้วยการเดิน การพูดคุย การแสดงออก ไปจนถึงทัศนคติและไหวพริบในการแก้ไขและควบคุมปัญหาเฉพาะหน้า
ทักษะเหล่านี้สามารถปลูกฝังและลับให้คมขึ้นได้โดยคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญของภาควิชาที่ทุกคนล้วนมีประสบการณ์จริงจากธุรกิจการบิน นอกจากนี้การแต่งกายก็ยังช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพให้ดูดีมากขึ้น ไม่ได้หมายความว่าจะต้องสวมใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมราคาแพง
แต่หมายถึงการรู้จักเลือกเสื้อผ้าให้ถูกกาลเทศะและเหมาะสมกับสรีระ เรื่องนี้ก็สามารถฝึกฝนได้เช่นกัน โดยทางภาควิชาได้เชิญกูรูในแวดวงการบินมาเป็นวิทยากรพิเศษเพื่อ groom นักศึกษาทุกคนให้หล่อสวยขึ้นได้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า อาทิ คุณลูกแก้ว-พิมพ์ลดา เลิศศิระวัชร์ พรีเซนเตอร์คนดังของการบินไทย
กุญแจดอกที่สาม “ภาษาที่สาม”
ถ้าเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษแล้ว โอกาสในการได้งานการบินก็มีสูง และถ้ามีภาษาที่สามมาเสริมด้วยละก็ จะยิ่งกรุยทางไปสู่รันเวย์ได้มากขึ้น แต่หลายคนมักเข้าใจผิดว่า ถ้ามีความรู้ภาษาที่สามไม่ว่าจะเป็นภาษาอะไรก็ตามถือว่ามีภาษีเหนือกว่าคนอื่น
ทั้งที่จริงๆ แล้วภาษาที่ควรรู้นั้นต้องเป็นภาษาที่ธุรกิจการบินต้องการ อย่างเช่นปัจจุบันที่ภาษาจีน ญี่ปุ่น เกาหลี รัสเซีย และอาหรับกำลังมาแรง ซึ่งทางภาควิชาการบินก็เปิดสอนภาษาดังกล่าว ด้วยเล็งเห็นว่าเรียนไปแล้วได้ใช้ประโยชน์ในการสมัครงานแน่ๆ
กุญแจดอกที่สี่ “ทักษะภาคปฏิบัติ”

สำคัญกว่าเกรดคือทักษะภาคปฏิบัติ กุญแจดอกนี้เลยสำคัญมาก เพราะสายการบินไหนๆ ต่างก็ต้องการผู้เริ่มงานปุ๊บทำงานได้ปั๊บ ภาควิชาการบินจึงเตรียมอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ครบครันทันสมัยไว้ให้ฝึก ดังเช่นเครื่องบินจำลองสำหรับฝึกปฏิบัติหน้าที่ลูกเรือ เคาน์เตอร์เช็กอินที่สมจริงสำหรับฝึกตำแหน่ง ground staff
ทั้งยังจีบสายการบินชั้นนำมาเป็นพันธมิตรเพียบ! เช่น การบินไทย ไทยสมายล์ บางกอกแอร์เวย์ส กาตาร์แอร์เวย์ สิงคโปร์แอร์ไลน์ คาเธ่ย์แปซิฟิค ออลนิปปอนแอร์เวย์ส แอร์เอเชีย แอร์เอเชียเอ็กซ์ นกแอร์ ไทยไลอ้อนแอร์ ฯลฯ สายการบินเหล่านี้ไม่เพียงแค่ทำความร่วมมือทางวิชาการ แต่ยังพร้อมรับนักศึกษาไปฝึกงานเพื่อสร้างประสบการณ์จริง ถ้าคนไหนโดดเด่น ก็มีสิทธิ์ได้งานทำทันทีที่สำเร็จการศึกษา
ด้วยกุญแจทั้งสี่ดอกที่ภาควิชาการบิน ม.กรุงเทพ เตรียมไว้ ทำให้มั่นใจว่า นักศึกษาที่เรียนจบไปจะมีโอกาสไขประตูสู่ความสำเร็จในธุรกิจการบินและบินได้สูงกว่าใครๆ




