ดุสิตโพลเผย คนไทยขอปี61 นายกฯ พัฒนาเศรษฐกิจ ทำประเทศมั่นคง มีเลือกตั้ง

สวนดุสิตโพล ประชาชน ขอในปี 2561 นายกรัฐมนตรีพัฒนาเศรษฐกิจ ทำตามสัญญา มีเลือกตั้ง หวังคนไทยสามัคคี

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,143 คน ระหว่างวันที่ 25-30 ธันวาคม 2560 ซึ่งเมื่อเข้าสู่ปีใหม่เป็นช่วงที่คนไทยต่างคาดหวังสิ่งใหม่ๆ ที่ดี เกิดขึ้นกับตนเอง ครอบครัว และสังคมในปี 2561 จึงได้สำรวจถึงความต้องการของประชาชน เพื่อทราบว่าอยากได้อะไรจากบุคคลสำคัญในบ้านเมือง พบว่า

ประชาชนร้อยละ 55.65 อยากให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พัฒนาเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ส่วนร้อยละ 25.30 อยากให้บริหารประเทศเจริญก้าวหน้า และร้อยละ 23.51 ทำตามสัญญา มีการเลือกตั้ง ขณะที่ร้อยละ 71.40 คนไทยด้วยกัน อยากให้มีความสามัคคี มีน้ำใจ ช่วยเหลือกัน

นอกจากนี้ ในฐานะคนไทยอยากให้อะไรกับประเทศในปี 2561 พบว่า ร้อยละ 59.09 อยากเป็นคนดี ทำตามรอยพ่อหลวง รองลงมาร้อยละ52.06 สร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ รักสามัคคีกัน และร้อยละ 28.68 จะตั้งใจทำหน้าที่ของตนเองให้ดี ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น

นายกฯ ขอปีใหม่ไร้ขัดแย้ง ถ้าอยากเลือกตั้งให้สงบ

นายกรัฐมนตรี ขอปีใหม่ ไร้ขัดแย้ง หากอยากเลือกตั้ง ต้องมีความสงบเรียบร้อยไม่ได้เลื่อนออกไป ปัดตั้งพรรคทหาร ยัน ม.44 พรรค ไม่ใช่รีเซต ขออย่ากังวลว่าจะเป็นนายกฯคนนอก

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า ในช่วงวันหยุดยาว ปีใหม่นี้ไม่ได้ไปไหน อาจไปเล่นกอล์ฟใกล้ๆ หรือ รับประทานอาหารเป็นการภายในกับครอบครัว และได้บอกกับทุกคนว่าไม่ต้องมาอวยพร หรือ มอบของขวัญให้ แต่ขอให้กลับไปดูแล และ อวยพรลูกน้อง หรือ คนที่รักดีกว่า

เพราะไม่ต้องการให้เป็นภาระ เพียงแค่ส่งบัตรอวยพร ส่งความปรารถนาดีให้กันก็เพียงพอแล้ว อย่างไรก็ดี ในปีใหม่นี้มีสิ่งที่ไม่อยากได้ คือ ความไม่สงบสุข และ ความขัดแย้ง และในวันข้างหน้าหากไม่เป็นนายกรัฐมนตรีก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง อย่าไปคิดว่าจะเป็นอย่างอื่น ซึ่งส่วนตัวอยากได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ได้นักการเมืองที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาของประเทศ ตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้

ส่วนสิ่งที่คาดหวังในปีใหม่นั้น หวังว่าจะสามารถลดความยากจน และ ความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยที่ไม่มีความขัดแย้งอีกต่อไป โดยขอประกาศว่า ถ้าสถานการณ์ยังมีความขัดแย้งสูงการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นหรือไม่ ก็ไม่อาจรู้ได้ ดังนั้น หากอยากให้มีการเลือกตั้งก็ขอให้มีความสงบสุขเรียบร้อย ที่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าจะเลื่อนการเลือกตั้งออกไป เพียงต้องการ ปรามผู้ที่จะก่อความวุ่นวาย

พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวยืนยันว่า การออกคำสั่ง หัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 เรื่องการขยายเวลา เกี่ยวกับการจัดการสมาชิกพรรคการเมือง โดยเฉพาะเรื่อง สมาชิกพรรค ต้องกลับมายืนยันการเป็นสมาชิกพรรค เสียค่าบำรุงสมาชิกใหม่ ภายใน 30 วัน นั้นไม่ใช่การรีเซ็ต หรือ สลายความเป็นสมาชิกของพรรคการเมือง

แต่เป็นการยืนยันความเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เพื่อต้องการให้เกิดความชัดเจนขึ้นว่า คำว่าสมาชิกพรรคเป็นอย่างไร ส่วนที่อาจกลัวว่าสมาชิกพรรคเดิมจะย้ายไปอยู่พรรคใหม่ นั้น เป็นเพราะตนเองที่อุดมการณ์สู้พรรคอื่นไม่ได้หรือไม่ ซึ่งหากดีจริงสมาชิกพรรคเหล่านั้นก็ต้องอยู่

ดังนั้นถ้าเชื่อมั่นในอุดมการณ์เดียวกัน เช่นที่มีผู้ที่เคยระบุว่า อยากตายไปกับประชาธิปไตยกับพรรคนี้พรรคนั้น แล้วจะกลัวอะไร พร้อมยืนยันว่า การดำเนินการเรื่องนี้ไม่ได้ไปละเมิดหรือล้มกฎหมาย และไม่ต้องการไปแก้ไข กฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ส่วนกระแสข่าวเตรียมตั้งพรรคทหาร นายกรัฐมนตรี ถามกลับว่า จะตั้งเพราะเหตุใด แล้วตั้งได้หรือไม่ สื่อต้องให้ความเป็นธรรมด้วย โดยยกตัวอย่าง ใครก็ตามไปรวบรวมคนตั้งพรรคการเมืองลงเลือกตั้ง แต่ก็ต้องอยู่ที่ประชาชนจะเห็นด้วยหรือไม่ ดังนั้นทุกพรรคการเมืองต้องไปหาคนใหม่ที่สังคมยอม เป็นคนดี หากเป็นแบบเดิมๆ ก็จะขัดแย้งกันเช่นเดิม

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงกรณี ที่มีหลายคนประกาศเตรียมตั้งพรรคการเมือง และ สนับสนุนตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี ว่ายังไม่มีใครมาถาม และยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่ โดยสถานการณ์ จะเป็นตัวกำหนดทุกอย่าง พร้อมขอทุกฝ่ายอย่ากังวล ว่าตนเองจะเข้ามาเป็น นายกรัฐมนตรีคนนอก เพราะอาจจะเป็นคนอื่นก็ได้

ประชาชนแห่ร้อง 1569 อาหารปรุงสำเร็จราคาแพง

กรมการค้าภายใน เผย ปี 60 ประชาชนโทรร้องเรียน 1569 อาหารปรุงสำเร็จราคาแพงมากสุด ย้ำยังตรวจเข้มต่อเนื่อง

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2560 ตลอดทั้งปี มีประชาชนร้องเรียนผ่านสายด่วน 1569 ของกรมการค้าภายในมาอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นการร้องเรียนในเรื่องของการจำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จในราคาที่สูงเกินควรมากที่สุด กว่าร้อยละ 50 ที่เหลือเป็นการร้องเรียนในเรื่องของการไม่ปิดป้ายแสดงราคาสินค้าในบางพื้นที่ ซึ่งทางกรมการค้าภายในได้มีการกำชับให้ต้องมีการปิดป้ายตามที่กฎหมายกำหนดหาไม่กระทำตามจะมีโทษในเรื่องของการปรับไม่เกินครั้งละ 10,000 บาท

และสำหรับในช่วงการเดินทางของประชาชนยังคงมีการส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบในเรื่องของการจำหน่ายสินค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลประชาชนในช่วงเดินทาง และสำหรับในปี 2561 กรมการค้าภายใน จะยังคงเข้มงวดในเรื่องการดูแลราคาสินค้า ให้เป็นไปตามต้นทุน เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายในการจำหน่ายสินค้า