ตำรวจคาดการณ์สาเหตุขับรถพุ่งชนคนในออสเตรเลีย

ตำรวจออสเตรเลียเผยผู้ก่อเหตุขับรถพุ่งชนคนในเมืองเมลเบิร์น จนมีผู้บาดเจ็บ 19 ราย ไม่เกี่ยวข้องก่อการร้าย แต่เบื้องต้นเชื่อว่าเป็นความจงใจ

ตำรวจออสเตรเลีย เปิดเผยว่า ชายที่ก่อเหตุขับรถพุ่งชนคนเดินถนนบริเวณถนนฟลินเดอร์ส ในเมืองเมลเบิร์น ทางตอนใต้ของออสเตรเลีย เมื่อวานนี้ ซึ่งทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 19 ราย เบื้องต้นยังไม่พบหลักฐานที่ชี้ว่าเป็นการก่อการร้าย แต่เชื่อว่าเป็นการกระทำที่มีการไตร่ตรองไว้ก่อน

ตำรวจระบุว่า ชายคนขับรถ SUV สีขาวที่ถูกจับกุมตัวได้ เป็นพลเมืองออสเตรเลียเชื้อสายอัฟกันวัย 32 ปี ที่มีความผิดปกติทางจิต รวมทั้งมีประวัติการใช้ยาเสพติดและทำร้ายร่างกาย

ส่วนชายอีกคนที่ถูกจับกุม มีอายุ 24 ปี ขณะยืนบันทึกภาพอยู่ในสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งในกระเป๋ามีมีดอยู่หลายเล่ม

นายเชน แพตตัน รองผู้บัญชาการตำรวจรัฐวิกตอเรีย ระบุว่า ค่อนข้างเป็นไปได้มากที่ชายวัย 24 ปี ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

เหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 16 นาฬิกา 30 นาทีตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีผู้คนพลุกพล่าน แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอะไรคือแรงจูงใจในการก่อเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการสืบสวน

เหตุรถพุ่งชนเดินเท้าครั้งนี้มีความคล้ายคลึงกับเหตุการณ์เมื่อเดือนมกราคม ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย และได้รับบาดเจ็บมากกว่า 20 คน

หน่วยฉุกเฉินรัฐวิกตอเรีย ระบุในแถลงการณ์ว่า ได้นำผู้ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาล โดยมี 4 คนที่บาดเจ็บสาหัส ในจำนวนนี้มีเด็กเล็ก 1 คน ซึ่งได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะรวมอยู่ด้วย

ขณะที่สื่อสังคมออนไลน์ได้เผยแพร่ภาพขณะตำรวจเข้าควบคุมตัวชายต้องสงสัยก่อเหตุขับรถพุ่งชนกลุ่มคนบนท้องถนนในครั้งนี้

จนท.รุดสอบแคมป์ช้างสามเหลี่ยมทองคำ หลังช้างคลั่งไล่เหยียบ นทท.จีนดับ 1

เจ้าหน้าที่หลายฝ่ายรุดตรวจสอบแคมป์ช้างสามเหลี่ยมทองคำ หลังมีเหตุช้างคลั่งไล่เหยียบนักท่องเที่ยวจีนดับ 1 เจ็บ 2 ที่พัทยา

จากกรณี “พลายอุเทน” ช้างเพศผู้วัย 17 ปี เกิดคุ้มคลั่งไล่ทำร้ายกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เข้าไปเที่ยวภายในแคมป์ช้างชื่อ “สามเหลี่ยมทองคำ” ตั้งอยู่ในซอยห้วยใหญ่ 12 หมู่ 1 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จนหัวหน้ากรุ๊ปทัวร์ชาวจีนเสียชีวิตคาที่ และมีนักท่องเที่ยวบาดเจ็บเล็กน้อย 2 ราย สาเหตุเนื่องจากมีคนไปรุมล้อมถ่ายรูปและดึงหางช้างจนช้างเกิดอาการหงุดหงิด ตามที่รายงานไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าของเรื่องนี้เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 22 ธ.ค.60 ว่าที่ พ.ต.ชาติชาย ศรีโพธิ์อ่อน ปลัดอาวุโส และนางอัมพร ดีบัว ปลัดเภอบางละมุง จ.ชลบุรี เดินทางมายังสถานที่เกิดเหตุเพื่อตรวจสอบใบอนุญาตสถานประกอบการ ตั๋วรูปพรรณและใบอนุญาตครอบครองช้าง รวมถึงใบอนุญาตเคลื่อนย้ายช้าง โดยมีนายรังสรร พนาวัฒนกุล ผู้จัดการสถานที่ ให้การต้อนรับ

ว่าที่ พ.ต.ชาติชาย เปิดเผยว่า ในส่วนของอำเภอบางละมุงทางนายนริศ นิรามัยวงศ์ นอภ.บางละมุง ได้สั่งการให้มาตรวจสอบใบอนุญาตต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นใบอนุญาตเปิดสถานประกอบการท่องเที่ยว ซึ่งเบื้องต้นทางผู้จัดการอ้างว่า ใบอนุญาตและเอกสารทั้งหมดอยู่ที่สำนักงานใหญ่ ส่วนตั๋วและใบอนุญาตครอบครองช้าง รวมถึงใบอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์ใหญ่ ขณะนี้กำลังให้ควาญช้างรวบรวมเพื่อส่งให้ทางอำเภอภายในวันจันทร์นี้ ส่วนเรื่องคดีความคงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ หลังจากนี้จะได้มีการประชุมร่วมกับผู้ประกอบการและผู้บริหารเทศบาลห้วยใหญ่ เพื่อหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีก พร้อมกับช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตต่อไป

ด้านนายรังสรร ผู้จัดการแคมป์ช้าง เผยว่า ปกติจะมีช้างให้บริการนักท่องเที่ยวรวม 12 เชือก แต่เบื้องต้นได้ปิดให้บริการในส่วนของช้างนำเที่ยวเป็นการชั่วคราว เพื่อสร้างรั้วกั้นตลอดแนวทางเดินของช้าง กันไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปรบกวนช้าง คาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 7 วัน ตนต้องขอแสดงความเสียใจกับญาติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บด้วย และคงไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ถ้านักท่องเที่ยวไม่เข้าไปแหย่จนช้างหงุดหงิด ช้างคงไม่ไล่ทำร้ายคน เพราะที่ผ่านมาไม่เคยเกิดเหตุร้ายขึ้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ในส่วนของคดีความพนักงานสอบสวน สภ.ห้วยใหญ่ ได้เรียกนายอุ ยุงรัมย์ ควาญช้างวัย 37 ปี กับนายประเสริฐ ทวีอภิรดีบุญสืบ เจ้าของแคมป์ช้าง และนายภูมิพัฒ ปรีดีประเสริฐศรี อายุ 30 ปี มัคคุเทศก์ชาวไทย รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง
มาทำการสอบปากคำเพิ่มเติม โดยมี พ.ต.ท.ปิยะพงษ์ เอนสาร สว.ตำรวจท่องเที่ยวเมืองพัทยา มาร่วมบันทึกคำให้การ ซึ่งภายหลังการสอบสวนเบื้องต้นได้แจ้งข้อหากระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิตและบาดเจ็บ

ต่อมา พ.ต.ท.ปิยะพงษ์ เอนสาร พร้อมด้วยนายสมศักดิ์ กองสมบัติสุข เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญการ สำนักงานเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาชีโอน นำกำลังตำรวจท่องเที่ยวเมืองพัทยา และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เดินทางมายังที่เกิดเหตุ เพื่อเก็บข้อมูลไว้รายงานผู้บังคับบัญชา และตรวจสอบประวัติตั๋วรูปพรรณช้างว่ามีการครอบครองอย่างถูกต้องหรือไม่ พร้อมทั้งจะได้เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ.ไปทำการตรวจอย่างละเอียดเพื่อให้เกิดความถูกต้องและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

เหมาะสมแล้ว! โพลเผยคนยก ตูน บอดี้สแลม เป็นบุคคลแห่งปี 2560

อีสานโพล! ยก “ตูน บอดี้สแลม” นักเคลื่อนไหวทางสังคมอันดับหนึ่ง ละครจอแก้วแห่งปีคือ “นาคี” พระเอกอันดับหนึ่งคือ “เวียร์ สกลวัฒน์” ส่วนนางเอกตกเป็นของ “อั้ม พัชราภา”

วันนี้ (22 ธ.ค.60)  ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน (ECBER) คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือ อีสานโพล (E-Saan Poll)  ได้เผยถึงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “รางวัลแห่งปีของคนอีสานปี 2560” โดยการสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของคนอีสานเกี่ยวกับบุคคล องค์กร และผลงานที่มีความโดดเด่นที่สุดแห่งปี ในสาขาต่างๆ 13 รางวัล

ตูน บอดี้สแลม, อีสานโพล, ข่าวสดวันนี้

ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 1-3 กรกฎาคม และ14-17 ธันวาคม 2560 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,548 ราย อายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามสัดส่วนและโครงสร้างประชากรในเขตพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด พบว่า นักเคลื่อนไหวเพื่อสังคม/NGO แห่งปี ได้แก่ อาทิวราห์ คงมาลัย ร้อยละ 28.7 , บิณฑ์บรรลือฤทธิ์ ร้อยละ9.8 และปวีณา หงสกุล ร้อยละ 6.6

สำหรับข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง มีความเชื่อมั่นในการพยากรณ์ 99% และคลาดเคลื่อนได้บวกลบ3% ประกอบด้วยเพศหญิง ร้อยละ 52.9 เพศชายร้อยละ 47.1ส่วนใหญ่อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 33.5 รองลงมาร้อยละ 27.7 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 16.4 มีอายุ 46-55 ปีร้อยละ 18.1 อายุ 46-55 ปีร้อยละ 10.3 อายุ 18-25 ปี และอายุมากกว่า 60 ปี ขึ้นไป ร้อยละ 6.8

ส่วนระดับการศึกษาส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประถมศึกษา/ต่ำกว่าร้อยละ 23.3รองลงมาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ 23.2ระดับปริญญาตรี ร้อยละ 22.4 มัธยมศึกษาตอนปลาย/ระดับปวช. ร้อยละ 16.7อนุปริญญา/ปวส. ร้อยละ 10.3และสูงกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 4.2

ด้านอาชีพส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร ร้อยละ 38.6รองลงมารับจ้างทั่วไป/ใช้แรงงาน ร้อยละ 15.9ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 12.4พนักงานบริษัทเอกชน ร้อยละ 10.8 รับราชการ/รัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 10.6นักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 5.1 พ่อบ้าน/แม่บ้าน ร้อยละ 4.8 และ อื่นๆ ร้อยละ 1.8

ด้านรายได้เฉลี่ยต่อเดือนส่วนใหญ่อยู่ที่ 5,001-10,000 บาทร้อยละ 30.0 รองลงมามีรายได้อยู่ระหว่าง 10,001-15,000 บาทร้อยละ21.0รายได้ไม่เกิน 5,000 บาทร้อยละ 20.3มีรายได้ 15,001-20,000 บาทร้อยละ 15.1 รายได้ 20,001-40,000 ร้อยละ 11.6 และรายได้มากกว่า 40,001 บาทขึ้นไปร้อยละ 1.9