ใครรู้จักสะกิดหน่อย! กาชาดร้อยเอ็ดประกาศหาผู้โชคดีคว้ารางวัลที่ 1 แต่ยังไม่มารับ

กาชาดร้อยเอ็ดวอนสื่อช่วย ประกาศหาผู้โชคดีคว้ารางวัลที่ 1 ในงานกาชาดจังหวัด แต่ยังไม่มารับรางวัล ป้องสิทธิ์ไม่ให้โมฆะ หากใครรู้จักผู้โชคดีให้ติดต่อรับของรางวัลที่ได้ที่ เบอร์ 043-511511

วันนี้ (23 ม.ค. 61) นางนงรัตน์ คงเกษม นายกเหล่ากาชาดจังหวัดร้อยเอ็ด ได้แจ้งข่าวมายังสื่อมวลชน เพื่อช่วยให้ประกาศหาผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลที่ 1 ในงานกาชาดจังหวัดร้อยเอ็ด ประจำปี 2561

โดยนางนงรัตน์ เผยว่าสาเหตุที่ต้องให้สื่อช่วยแจ้งข่าวในครั้งนี้เป็นเพราะรางวัลต่างๆ มีผู้ที่โชคดีรับไปหมดแล้ว คงเหลือเฉพาะรางวัลที่ 1 ที่ยังไม่มีผู้มารับ และหากปล่อยไว้นานอาจทำให้ผู้โชคดีรายดังกล่าวเสียสิทธิ์ได้ ดังนั้นเพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์ดังกล่าวจึงได้วอนสื่อให้ออกข่าวช่วยเหลือ

งานกาชาด, ข่าวจังหวัดร้อยเอ็ด, ข่าวสดวันนี้

ซึ่งผู้ที่ได้รางวัลที่ 1 คือผู้ที่ถือสลากกาชาดหมายเลข 38197 หากประชาชนท่านใด หรือญาติที่มีหมายเลขสลากดังกล่าวก็ให้มารับรางวัลได้ทันที หากพ้นกำหนด 9 มีนาคม 2561 ยังไม่มีใครมารับถือว่าท่านสละสิทธิ์ หรือมีข้อสงสัยสามารถติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ 043-511511

สำหรับรางวัลที่ 1 สลากกาชาด จ.ร้อยเอ็ดในครั้งนี้เป็นรถกระบะ TOYOTA รุ่น REVO ที่จอดรอผู้โชคดีอยู่ที่สำนักงานกาชาดของจังหวัด

ใครหนอช่างกล้ากิน?? สั่งปิดกิจการแล้ว ร้านขายม้าน้ำย่าง

ตลาดน้ำ 4 ภาคสั่งปิดกิจการ ร้านขายม้าน้ำย่างทำเสียภาพลักษณ์ท่องเที่ยว ขณะที่เจ้าตัวเผยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

จากกรณีที่มีการรายงานว่ามีนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวตลาดน้ำสี่ภาคพัทยา จ.ชลบุรี ได้เก็บภาพแล้วเผยแพร่กรณีที่มีร้านค้าขายอาหารจำพวกปลาหมึกย่างและอาหารทะเลย่างแห่งหนึ่งภายในตลาดน้ำ ได้นำ “ม้าน้ำ” มาเสียบไม้ย่างขายแก่นักท่องเที่ยว โดยมีการจำหน่ายในราคาไม้ละ 150 บาท ซึ่งพบว่ามีนักท่อง เที่ยวให้ความสนใจและถ่ายรูปจำนวนมาก

ซึ่งจากการสอบถามเจ้าของร้านพบว่าเป็นม้าน้ำจริงที่นำมาย่างขายให้กับกลุ่มที่นิยมบริโภค ที่ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนจีนและมีบางส่วนเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ความสนใจเช่นกัน แต่พบว่ากรณีดังกล่าวมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียลอย่างมาก เนื่องจากมองว่า “ม้าน้ำ” เป็นสัตว์ทะเลที่หายากและใกล้สูญพันธุ์แม้จะไม่มีกฎหมายคุ้มครองในประเทศก็ตาม

ล่าสุดวันนี้ (23 ม.ค.) ที่ตลาดน้ำ 4 ภาคเมืองพัทยา จ.ชลบุรี นายวิชัย ธเนศานุรักษ์ อายุ 56 ปี ผู้จัดการทั่วไปตลาดน้ำฯ พร้อมด้วย นางไพศรี วรวงศ์ อายุ 54 ปี ผู้ประกอบการที่จำหน่าย “ม้าน้ำย่าง” รวมทั้งเจ้า หน้าที่จากกรมประมง และกรมป่าไม้ จัดแถลงข่าวชี้แจงเกี่ยวกับข้อกฎหมาย มาตรการต่อผู้ประกอบการในกรณีที่เกิดขึ้นแก่สื่อมวลชนจากแขนงต่างๆ ที่เข้าร่วมกันอย่างคับคั่ง

นายวิชัย ผู้จัดการตลาดน้ำฯ ระบุว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นความผิดพลาดในแง่มุมของการตรวจ สอบสินค้าของทางตลาดเอง เพราะปัจจุบันมีผู้ประกอบการอยู่ในโครงการกว่า 400-500 ราย ที่มีสินค้ามาวางจำหน่ายหลากหลายชนิดและเป็นจำนวนมาก จึงอาจหลุดลอดสายตาไปบ้างซึ่งก็ต้องขอโทษต่อสังคมกับเหตุ การณ์ที่เกิดขึ้น

สำหรับตลาดน้ำ 4 ภาคพัทยา เป็นตลาดที่นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมเดินทางมาพัก ผ่อนเป็นจำนวนมาก ผู้ประกอบจึงมักแสวงหาสินค้าที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มาจำหน่าย กระทั่งมาเกิดปัญหาขึ้น อย่างไรก็ตาม จากมาตรการของตลาดจึงได้สั่งให้ผู้ประกอบการรายนี้ยกเลิกการจำหน่ายสินค้าต้องห้ามและสั่งปิดกิจการทันที เนื่องจากมองว่าส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว ขณะที่จากนี้ทางตลาดจะได้เพิ่มมาตรการและความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าในโครงการต่อไป

ขณะที่ นางไพศรี วรวงศ์ แม่ค้า ระบุว่าเปิดคีออสจำหน่าย ปลาหมึกและอาหารซีฟู้ดย่างให้กับนักท่อง เที่ยวภายในตลาด ต่อมามีนักท่องเที่ยวชาวจีนมาถามหา “ม้าน้ำ” หลายรายโดยบอกว่าเป็น “ยาบำรุงกำลัง” จึงให้หลานไปติดต่อหาซื้อมาจำหน่าย โดยได้ไปซื้อที่ร้านขายยาในย่านเยาวราช กทม.ในราคาตัวละ 80 บาท ครั้งละ 20-30 ตัว

จากนั้นก็นำมาเสียบไม่ย่างขายในราคา 150 บาทต่อ 1 ตัว โดยขายมาได้ประมาณ 1 เดือนแล้ว แต่ก็ไม่ได้ขายดีอะไรมากนัก เพราะส่วนใหญ่จะมีเพียงนักท่องเที่ยวมาขอถ่ายรูป และซื้อไปทดลองกินวันละ 1-2 ตัวเท่านั้น โดยที่ทำไปก็เพราะ “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” ซึ่งก็ต้องขอโทษสังคมด้วย และจากนี้ก็จะเดินทางกลับไปอยู่ที่ภูมิลำเนาที่ จ.ร้อยเอ็ดต่อไป

ด้าน นายพงษ์ศิริ ประสพสุข นักวิชาการประมงชำนาญการ ด้านตรวจสัตว์น้ำ จ.ชลบุรี กองควบคุมการค้าสัตว์น้ำและปัจจัยการผลิต กรมประมง ระบุว่าสำหรับม้าน้ำในประเทศไทยมีอยู่ 5 สายพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองหรือมีบทกำหนดโทษความผิดในการจำหน่าย จะมีเพียงอนุสัญญาด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์น้ำและพืชป่าใกล้สูญพันธุ์ หรือ “ไซเตส” ซึ่งจะห้ามนำเข้าหรือส่งออกโดยไม่ได้อนุญาตเท่า นั้น

ทั้งนี้ปกติ “ม้าน้ำ” จะเป็นผลพลอยได้จากการทำประมง โดยเมื่อได้ตัวขึ้นมาเป็นจำนวนมากก็จะนำมาตากแห้งและรวมเพื่อส่งออกจำหน่ายคราวละมากๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น ประเทศฮ่องกง ที่มีความนิยม เนื่องจากเชื่อกันว่ามีผลเป็น “ยาโด๊ป” หรือ “ยาบำรุงกำลัง”

โดยในกรณีที่เกิดขึ้นนี้ในส่วนของ นางไพศรี คงไม่เข้าข่ายการกระทำความผิด แต่จะมีการประสานไปยังส่วนงานที่รับผิดชอบเพื่อตรวจสอบแหล่งที่มาหรือร้านขายยาที่ นางไพศรี ระบุว่ามีการขออนุญาตหรือแหล่งที่มาอย่างใดเท่านั้น ซึ่งหากพบว่าไม่ถูกต้องก็จะมีมาตรการดำเนินการต่อไป

นายกรัฐมนตรี ปัด “พล.อ.ประวิตร” ลาออก ปมนาฬิกาปล่อยตามขั้นตอน

นายกรัฐมนตรี ปัด “พล.อ.ประวิตร” ลาออก ปมนาฬิกาปล่อยตามขั้นตอนของ ป.ป.ช. ใช้ม.44 พักงานไม่ได้เพราะไม่ไมีหน่วยงานใดเสนอ – ไม่ก้าวก่าย สนช.ยืดเวลา พรป.ส.ส. ยัน มีเลือกตั้งแน่

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวถึงกรณีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ไม่มีการแสดงบัญชีทรัพย์สินว่า

ขอให้รอฟังคำชี้แจงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช และขอให้แยกแยะให้ออกว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนตัวของ พล.อ.ประวิตร และได้มีการสอบสวนอยู่แล้ว จึงเป็นคนละเรื่องกับการใช้งบประมาณแผ่นดิน หากใช้งบประมาณแผ่นดินแล้วทำให้เสียหายก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และที่มีหลายฝ่ายกล่าวอ้างว่ามีการทุจริตนั้น ขอให้มีการสอบสวนให้ได้ข้อยุติก่อน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า ส่วนข้อเสนอที่ฝ่ายอยากให้ใช้คำสั่งตามมาตรา 44 พักงานพล.อ.ประวิตร เพื่อสอบสวนก่อนนั้น ขออธิบายว่าการใช้คำสั่งตามมาตรา 44 เป็นไปตามหน่วยงานที่เสนอขึ้นมา หลังสอบสวนแล้วอาจมีส่วนเกี่ยวข้องจึงเสนอให้ใช้มาตรา 44 ไม่ใช่อยู่ดีๆ ใช้กับใครก็ได้

เพราะส่วนตัวก็ต้องระวังตัวเองเหมือนกัน ดังนั้นกรณีนี้ก็ต้องฟัง ป.ป.ช.เสนอขึ้นมา อย่านำมาปะปนกัน และเรื่องนี้ควรจะยุติได้แล้ว ปล่อยให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรม และมองว่าไม่จำเป็นต้องชี้แจงกับต่างชาติ เพราะเรื่องนี้มาจากคนไทย จึงต้องชี้แจงกับคนไทยก่อน

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี กล่าวยอมรับว่า เรื่องดังกล่าวไม่ได้ปิดบัง ปกป้องพล.อ.ประวิตร เพราะเป็นเรื่องกระบวนการตรวจสอบ เป็นเรื่องของ ป.ป.ช. ส่วนตัวก็ได้แต่ทำความเข้าใจเท่านั้น ถ้าผิดก็คือผิด พล.อ.ประวิตร ก็รับผิดอยู่แล้ว ถ้าผิดก็ออก ก็ไปว่าตามกฎหมาย แยกแยะให้ออกว่าอันไหนเป็นเรื่องงบประมาณภาครัฐ อะไรเป็นเรื่องส่วนตัวก็ต้องแก้ไขเรื่องส่วนตัวให้ได้ พร้อมยืนยันว่าพล.อ.ประวิตร ไม่ได้ขอลาออกจากตำแหน่งเพราะทนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไม่ไหวตามที่มีกระแสข่าว

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการวิสามัญสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เสนอให้ขยายเวลาการบังคับใช้ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการทำงานของ สนช. และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวรับฟังในเหตุผล แต่ยังมีขั้นตอนอีกหลายอย่างและต้องตั้งคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย ซึ่งยืนยันว่าจะต้องมีการเลือกตั้งอย่างแน่นอน

แต่จะเมื่อใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สิ่งสำคัญคือต้องทำให้สภาเข้มแข็งและมีความเชื่อมั่น จึงเชื่อมั่นใน สนช. และ กรธ. โดยไม่เข้าไปก้าวล่วง จึงต้องฟังความเห็นทุกภาคส่วนไม่ได้ฟังเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ส่วนโรดแมป ส่วนตัวได้เคยพูดไปแล้ว ถ้าเป็นไปได้ตามโรดแมป กฎหมายทุกอย่างเดินหน้าไปได้ ก็เป็นตามกำหนดเวลาที่ได้ระบุไป แต่หากมีข้อพิจารณาอะไรเพิ่มเติมก็รับฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน ว่าควรจะเป็นอย่างไร เพราะทุกคนมุ่งหวังให้ประเทศชาติมีความสงบ ปลอดภัยและเดินหน้าไปได้

ส่วนกรณีที่ กกต. เสนอแนวคิดให้ คสช.ปลดล็อกพรรคการเมือง แทนการขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง สส. เพื่อให้พรรคการเมือง มีเวลาเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งมากขึ้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเรื่องของ กกต.

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำทีมพรรคประชาธิปัตย์ยื่นสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 โดยให้เหตุผลว่า ขัดรัฐธรรมนูญที่มีการรีเซ็ตสมาชิกพรรคลิดรอนสิทธิสมาชิก เอื้อประโยชน์พรรคใหม่ และทำลายพรรคเก่า ว่า

หากพรคประชาธิปัตย์จะยื่นก็ยื่นไป ซึ่งสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจะเป็นผู้พิจารณา เพราะนายอภิสิทธิ์ ไม่ได้มายื่นกับตนเอง ส่วนจะผิดหรือถูกเป็นเรื่องของผู้ตรวจการแผ่นดินและศาลรัฐธรรมนูญ หากจะฟ้องร้องจริงก็ไปว่ากันมา แต่ไม่ใช่ว่าส่วนตัวต้องการให้ไปฟ้องศาล จึงขอให้เข้าใจด้วย