‘ประวิตร’ เข้าประชุมสภากลาโหม ปัดตอบปมมีกลุ่มเคลื่อนไหว

พล.อ.ประวิตร ประชุมสภากลาโหม สีหน้ายิ้มแย้มเป็นกันเองแต่งดคุยสื่อ จับตาหารือตั้งศูนย์ไซเบอร์ เตรียมพร้อมเพื่อรับมือภัยคุกคาม ปัดตอบปม คสช. ยังไม่ปลดล็อก แต่มีกลุ่มเคลื่อนไหว

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานประชุมสภากลาโหม ประจำเดือนมกราคม โดยมี ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน

สำหรับการประชุมสภากลาโหม วันนี้ จะมีการเสนอความคืบหน้าด้านไซเบอร์ของกระทรวงกลาโหม กองทัพไทย และเหล่าทัพ การนำขีดความสามารถ และผู้เชี่ยวชาญไซเบอร์พลเรือน รวมทั้ง กำลังพลสำรอง มาเสริมสร้างความพร้อมเพื่อรับมือภัยคุกครามไซเบอร์ และการจัดตั้งศูนย์บัญชาการไซเบอร์กลาโหม ตามยุทธศาสตร์ไซเบอร์กระทรวงกลาโหม และ รองรับนโยบายรัฐบาล และนายกรัฐมนตรี ที่ตั้งเป้าสร้างนักรบไซเบอร์ 1,000 คน เพื่อเฝ้าระวังความปลอดภัยทางไซเบอร์

ทั้งนี้ เมื่อ พล.อ.ประวิตร เดินทางมาถึงกระทรวงกลาโหม มีสีหน้าที่ยิ้มแย้ม แต่กลับไม่ตอบคำถามใดๆ กับสื่อมวลชน หลังถูกซักถามถึงกรณีคณะรักษาความสงบแก่งชาติ (คสช.) ยังไม่ปลดล็อกพรรคการเมือง แต่กลับมีกลุ่มต่างๆออกมาเคลื่อนไหว ขณะเดียวกัน ด้านการรักษาความปลอดภัย ของ พล.อ.ประวิตร ในวันนี้ยังคงเป็นไปอย่างเข้มงวดตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีเจ้าหน้าที่ดูความปลอดภัยและกันสื่อมวลชนถึง 6 นาย

ไอร์แลนด์จ่อผ่าตัดกฎหมายห้ามทำแท้ง

รัฐบาลไอร์แลนด์ประกาศจัดประชามติสอบถามประชาชนเรื่องการปฏิรูปกฎหมายทำแท้ง ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้

นายกรัฐมนตรีลีโอ วาราดคาร์ ของไอร์แลนด์ ประกาศว่า รัฐบาลเตรียมจัดลงประชามติ เพื่อตัดสินใจว่าจะยกเลิกหรือคงกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 40.3.3 เกี่ยวกับการห้ามทำแท้ง ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ แต่ยังคงไม่ได้กำหนดวันที่แน่นอน เนื่องจากยังต้องหารือกันในรัฐสภา

ปัจจุบัน กฎหมายรัฐธรรมนูญไอร์แลนด์ มาตรา 40.3.3 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญครั้งที่ 8” ระบุชัดเจนว่า ห้ามทำแท้งในทุกกรณี ยกเว้นเพียงแค่กรณีเดียวคือ มีโอกาสทำให้มารดาเสียชีวิต ซึ่งเป็นไปตามผลการลงประชามติเมื่อปี 2526 ที่ให้ความสำคัญกับชีวิตของแม่และเด็กในครรภ์เท่าเทียมกัน แต่ไม่รวมถึงการตั้งครรภ์ที่เกิดจากการถูกข่มขืน หรือการมีเพศสัมพันธ์กันในเครือญาติ รวมถึงกรณีที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นกับเด็กในครรภ์ ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้ทำแท้ง

มีข้อมูลว่า ในแต่ละปี ผู้หญิงชาวไอร์แลนด์จำนวนหลายพันคน ต้องเดินทางไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ อังกฤษ เพื่อทำแท้ง เนื่องจากกฎหมายในไอร์แลนด์มีความเข้มงวด

ก่อนหน้าที่จะมีการลงประชามติ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขไอร์แลนด์ มีแผนที่จะผลักดันร่างกฎหมายเสนอให้ผู้หญิงที่มีอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ หรือ 3 เดือน สามารถทำแท้งได้ ซึ่งจะถูกเสนอต่อรัฐสภาหากประชาชนโหวตยกเลิกมาตรา 40.3.3 ที่ห้ามการทำแท้ง

สหรัฐฯ ยกเลิกคำสั่งแบนผู้ลี้ภัย 11 ประเทศกลุ่มเสี่ยง

สหรัฐฯ ยกเลิกคำสั่งห้ามรับผู้ลี้ภัยจาก 11 ประเทศที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประเทศแถบตะวันออกกลางและแอฟริกา โดยจะมีมาตรการคัดกรองที่เข้มงวดเป็นพิเศษ

นางเคียร์สเชน นีลเซน รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ยุติมาตรการห้ามผู้ลี้ภัยจาก “กลุ่มประเทศเสี่ยง” ในการเดินทางเข้าสู่สหรัฐฯ ซึ่งครบกำหนด 90 วันแล้ว แต่ผู้ที่ถือสัญชาติในกลุ่มประเทศเหล่านั้นจะต้องเผชิญกับมาตรการคัดกรองเป็นกรณีพิเศษที่จะมีความเข้มงวดมากขึ้น

รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีคำสั่งห้ามรับผู้ลี้ภัยจาก 11 ประเทศ เมื่อเดือนตุลาคม แต่ไม่ได้เปิดเผยรายชื่ออย่างเป็นทางการ แต่เชื่อว่าประกอบด้วย อียิปต์ อิหร่าน อิรัก ลิเบีย มาลี เกาหลีเหนือ โซมาเลีย เซาท์ซูดาน ซูดาน ซีเรีย และเยเมน

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ไม่ได้ชี้แจงว่ามาตรการประเมินที่เข้มงวดขึ้นประกอบด้วยอะไรบ้าง ปัจจุบันผู้ยื่นขอลี้ภัยจะต้องแจ้งรายละเอียดประวัติและหลักฐานกิจกรรมที่เคยทำมาในอดีต หลายคนต้องอนุญาตให้ทางการสหรัฐฯ เข้าถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนตัวและบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ด้วย

รัฐบาลสหรัฐฯ สมัยอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา กำหนดเป้าหมายการรับผู้ลี้ภัยในปีงบประมาณ 2560 ไว้ที่ 1 แสน 1 หมื่นคน แต่ในสมัยของนายทรัมป์ลดลงเป็น 45,000 คน ในปีงบประมาณ 2561 ขณะที่จำนวนผู้อพยพจาก 11 ประเทศดังกล่าวที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ ลดเหลือเพียง 23 คน