ตรวจเข้ม! ด่านสกัดยาเสพติดก่อนเข้า เชียงใหม่ คนร้ายลอบขนตามแนวชายแดน

ด่านสกัดยาเสพติดก่อนเข้า  จ.เชียงใหม่ ตรวจเข้ม คนร้ายลักลอบขนยาตามแนวชายแดน

วันนี้ ( 18 ม.ค. 61) ที่ จังหวัดเชียงใหม่ การลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติงาน ด่านสกัดกั้นยาเสพติด ด่านแก่งปันเต๊า อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ในโครงการประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ปฏิบัติการปี 2561 พ.ต.ท. กิจชัย อินไชย สารวัตรปราบปราม สภ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ด่านตรวจแห่งนี้ เป็นจุดสุดท้ายของเส้นทางลำเลียงยาเสพติด ก่อนเข้าตัวเมืองเชียงใหม่ ลักษณะถนนเป็นเส้นตรง มีช่องทางเลี่ยงน้อย มีชายแดนติดต่อกับประเทศเมียนมา และส่วนใหญ่ชนกลุ่มน้อยจะลักลอบผลิตยาเสพติดเพื่อส่งเข้าไปยังตัวเมืองเชียงใหม่ ราคายาเสพติด ในพื้นที่เชียงดาว จะอยู่ที่เม็ดละ 50 บาท แต่เมื่อผ่านด่านเข้าไปยังตัวเมืองเชียงใหม่จะอยู่ที่เม็ดละ 100-150 บาท การปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่จะประชุมและลงพื้นที่ปฏิบัติงาน ใช้กำลังพล 4 ชุด ชุดละ 8 ชั่วโมง ประกอบด้วย นายตำรวจหัวหน้าชุด พร้อมทั้งลูกน้อง ตำรวจตระเวนชายแดน ทหารกองกำลัง และอาสาสมัครรักษาดินแดง แบ่งชุดตรวจสอบข้อมูลเป็นชุดคัดกรองทำหน้าที่ซักถาม สังเกตพิรุธผู้ขับขี่รถ หากพบกลุ่มเป้าหมายชุดตรวจค้นจะตรวจสอบประวัติ ตรวจรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือรถโดยสารต้องสงสัย พร้อมใช้สุนัขดมกลิ่นเพื่อตรวจค้นหายาเสพติด หากพบยาเสพติดจะจับกุมผู้ต้องสงสัยพร้อมของกลางส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีต่อไป โดยทั้งชุดคัดกรองและชุดตรวจค้น จะมีชุดคุ้มกันคอยประกบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ รวมถึงมีชุดไล่ล่ากรณีพบการหลบหนีด่าน

ทั้งนี้ปัจจุบันพบว่ามีผู้ลักลอบมีพฤติกรรมการขนส่งยาเสพติดที่เปลี่ยนไป ยากต่อการตรวจสอบ เช่น ใช้ระบบโลจิสติกส์เข้ามาช่วย คือการขนส่งทางไปรษณีย์ใส่กล่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่สามาถแกะกล่องเพื่อตรวจค้นได้ จะใช้การสังเกตพฤติกรรมและนำสุนัขตำรวจเข้ามาช่วยดมกลิ่น อีกทั้งเมื่อมีการตั้งด่านตรวจเป็นประจำ ทำให้ผู้ลับลอบขนยาเสพติดสังเกตพฤติกรรมเจ้าหน้าที่และใช้เส้นทางหลบเลี่ยง หรือ Frog jump เช่น ใช้เส้นทางเดินเท้า หรือเส้นทางอ้อมที่ไกลกว่า จึงจำเป็นต้องมีมาตรการสกัดกั้นโดยซุ่มตัว ตามพื้นที่เสี่ยงหลบเลี่ยง และลงพื้นที่สุ่มตรวจบางช่วงเวลา

ขณะที่ปัญหาอุปสรรคของด่านตรวจแห่งนี้ คือ งบประมาณด้านสาธารณูปโภคที่ได้รับจัดสรร 4,300 บาทต่อเดือน จากการใช้จ่ายจริง 8,000-9,000 บาทต่อเดือน จึงใช้วิธีแก้ปัญหาเบื้องต้นคือประหยัดการใช้ไฟฟ้า สามารถประหยัดได้สูงสุดเดือนละ 1,000 บาทรวมถึงปัญหาการตรวจค้นผู้ต้องสงสัยที่เป็นผู้หญิงที่ยังไม่มีตำรวจหญิงมาประจำ จึงใช้การจัดอบรมเจ้าหน้าที่อาสาจราจรผู้หญิง เพื่อช่วยเหลือในกรณีพบผู้ต้องสงสัยที่เป็นหญิงผ่านด่านเข้ามา และปัญหา การตรวจค้นรถต้องสงสัยที่บรรทุกพืชผลทางการเกษตรซึ่งมีจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ไม่สามารถตรวจค้นได้อย่างละเอียด จึงจำเป็นจะต้องมีเครื่องมือที่ทันสมัย เช่น รถเอ็กซเรย์หรืออุโมงค์เอ็กซเรย์ แต่การแก้ไขปัญหาเบื้องต้นหากพบรถต้องสงสัยจะประสานไปยังด่านตรวจแม่พริก หรือด่านตรวจห้วยไร่ ซึ่งมีอุโมงค์เอ็กซเรย์ที่สามารถเรียกตรวจได้ และปัญหาอุปกรณ์ด่านตรวจที่มีสภาพเก่าชำรุด ซึ่งต้องแก้ไขซ่อมแซมไปตามสภาพที่สามารถทำได้

อย่างไรก็ตาม สถิติการจับกุมและสกัดกั้นยาเสพติด ปี 2560 ระหว่างเดือน ต.ค.2559 -ก.ย.2560 พบผู้ต้องหา 148 คน มียาเสพติดเพื่อจําหน่าย 53 คน ครอบครอง 21 คน และเป็นผู้เสพ 54 คน ของกลางยาบ้า 129,546 เม็ด เฮโรอีน 0.26 กรัม 706.88 กรัม และไอซ์ 99.6 กรัม

ประกาศราชกิจจาฯ เลิกสมาคมการค้าสลาก เพื่อคุณภาพชีวิตคนพิการ

เว็บไซต์ประกาศราชกิจจานุเบกษา ออกประกาศเลิกสมาคมการค้าสลากเพื่อคุณภาพชีวิตคนพิการ หลังมีการขีดชื่อสมาคมออกจากระบบทะเบียน

วันนี้ (18 ม.ค. 61)  เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาออกประกาศสํานักงานกลางทะเบียนสมาคมการค้า เรื่องการเลิกสมาคมการค้า โดยมีข้อความระบุว่า  ประกาศสํานักงานกลางทะเบียนสมาคมการค้า ที่ 42/2560 เรื่อง การเลิกสมาคมการค้า

ด้วยสมาคมการค้า ซึ่งได้รับใบอนุญาตสมาคมการค้าตามพระราชบัญญัติสมาคมการค้า พ.ศ. 2509 ได้แจ้งเลิกสมาคมการค้า เนื่องจากที่ประชุมใหญ่ลงมติให้เลิกและนายทะเบียนสมาคมการค้าประจําจังหวัดอ่างทอง ได้ดําเนินการเพิกถอนใบอนุญาตพร้อมทั้งขีดชื่อสมาคมการค้าดังกล่าวออกจากทะเบียนแล้ว เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 จํานวน 1 สมาคม มีรายละเอียดสังเขป ดังนี้

ใบอนุญาตเลขที่ 8/2553 ทะเบียนเลขที่ 0159553000087  ออกให้ ณ วันที่ 24 ธันวาคม 2553 ชื่อ สมาคมการค้าสลากเพื่อคุณภาพชีวิตคนพิการ ประกาศ ณ วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560

สํารวย แดงด้วง

รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
นายทะเบียนกลางสมาคมการค้า

นอกจากนี้ยังได้ประกาศเลิกสมาคมการค้าอีก 2 ราย ได้แก่ ประกาศสํานักงานกลางทะเบียนสมาคมการค้า ที่ 43/2560 เรื่อง การเลิกสมาคมการค้า

ด้วยสมาคมการค้า ซึ่งได้รับใบอนุญาตสมาคมการค้าตามพระราชบัญญัติสมาคมการค้า พ.ศ. 2509 ได้แจ้งเลิกสมาคมการค้า เนื่องจากที่ประชุมใหญ่วิสามัญลงมติให้เลิกและนายทะเบียน สมาคมการค้าประจํากรุงเทพมหานคร ได้ดําเนินการเพิกถอนใบอนุญาตพร้อมทั้งขีดชื่อสมาคมการค้าดังกล่าวออกจากทะเบียนแล้ว เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2560 จํานวน 2 สมาคม มีรายละเอียดสังเขป ดังนี้

1. ใบอนุญาตเลขที่ 1/2539 ทะเบียนเลขที่ 0109539000024 ออกให้ ณ วันที่ 29 มีนาคม 2539

ชื่อ สมาคมไทยพัฒนาการปลูกป่าเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมป่าไม้

2. ใบอนุญาตเลขที่ 12/2555 ทะเบียนเลขที่ 0109555000122 ออกให้ ณ วันที่ 5 มีนาคม 2555

ชื่อ สมาคมธุรกิจก๊าซรถยนต์ไทย

ประกาศ ณ วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560

สํารวย แดงด้วง
รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
นายทะเบียนกลางสมาคมการค้า

แบบนี้ก็ได้เหรอ! หนุ่มโวย ถูกตร.จับไม่สวมหมวกกันน็อก ทั้งๆ ที่ขับรถยนต์

หนุ่มสุดเซ็ง โพสต์ภาพใบสั่งถูกจับข้อหาไม่สวมหมวกกันน็อกทั้งๆ ที่ขับรถยนต์ ก่อนจี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกชี้แจงไขข้อสงสัย

เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างตลอดทั้งวันของวันนี้ (18 ม.ค. 61) เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊ก “แซม ล้อแม็ก ” ได้โพสต์ภาพและข้อความตั้งคำถามถึงการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจสุราษำร์ธานี หลังมีการตั้งข้อหาไม่สวมหมวกกันน็อกให้กับเขา ทั้งๆ ที่เขาเองขับรถยนต์ไม่ได้ขับรถจักรยานยนต์แต่อย่างใด

โดยภาพดังกล่าวเป็นภาพใบสั่งจราจรที่ลงบันทึกข้อหาไม่มีใบอนุญาตขับขี่ และไม่สวมหมวกกันน็อกให้กับผู้โพสต์ ก่อนที่ผู้โพสต์เองจะมีข้อความระบุว่า 😀😀😀เดี๋ยวนี้ขับรถยนต์ต้องสวมหมวกด้วยหรอครับ ไม่ใช่ในสนามนะครับ

หมวกกันน็อก, ข่าวจังหวัดสุราษฎร์ธานี, ด่านตรวจ, ใบสั่ง, ข่าวตำรวจ, ข่าวสดวันนี้

ทั้งนี้เมื่อภาพดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไป ก็ทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวที่เขียนข้อหาในลักษณะนี้ พร้อมเรียกร้องให้ต้นสังกัดออกมาชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าวเพื่อไขข้อสงสัยของผู้คนที่อยากรู้ว่าขับรถยนต์ต้องสวมหมวกกันน็อกด้วยหรือไม่ อย่างไร ?