วันแรก!! เปิดขึ้นนมัสการรอยพระบาทบนยอด ‘เขาคิชฌกูฏ’

ประชาชนทยอยเดินทางขึ้นนมัสการรอยพระพุทธบาทพลวงบนยอด ‘เขาคิชฌกูฏ‘ วันแรก หลังเปิดให้ขึ้นตั้งแต่ 6 โมงเช้า มีประชาชนเดินทางขึ้นลงอย่างต่อเนื่อง

วันนี้ 17 ม.ค.61 ผู้สื่อข่าว MThaiNews ประจำ จ.จันทบุรี รายงานว่าบรรยากาศที่วัดพลวง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นจุดขึ้นรถของประชาชนเพื่อขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทพลวง พบว่า ในวันนี้ซึ่งเป็นวันแรก และทางจังหวัดจันทบุรี รวมถึงอุทยานเปิดให้ประชาชนเดินทางขึ้นไปบนยอดเขาตั้งแต่เวลา 06.00 น.

มีประชาชนทยอยเดินทางกันมาเป็นกลุ่มเพื่อน ครอบครัว โดยประชาชนส่วนใหญ่เดินทางมาจากต่างจังหวัด แต่จำนวนของประชาชนยังไม่มากเท่าไรนัก เนื่องจากวันนี้เป็นวันแรกของการเปิดให้ขึ้นเขา และไม่ตรงกับวันหยุด แต่ถ้าหากตรงกับวันหยุดประชาชนจะหลั่งไหลกันเดินทางมา

สำหรับการจัดงานนมัสการรอยพระพุทธบาทพลวง บนยอดเขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี ประจำปี 2561 ในปีนี้กำหนดเปิดให้พี่น้องประชาชนได้ขึ้นนมัสการรอยพระพุทธบาท ตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2561 ไปจนถึงวันที่ 17 มีนาคม 2561 ส่วนการเปิดให้ประชาชนเดินทางขึ้นไปนมัสการรอบพระพุทธบาทปีนี้ ทางจังหวัดยังคงเน้นในเรื่องของความปลอดภัยเป็นหลัก ประชาชนได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นไปกราบไหว้สักการะรอยพระพุทธบาทอันศักดิ์สิทธิ์ อย่างใกล้ชิด และสามารถเดินทางได้อย่างสบาย

ในส่วนของการให้บริการต่างๆ ของคณะกรรมการจัดงาน ปีนี้ทางจังหวัดจันทบุรี ได้ยึดการให้บริการเหมือนในปี 2560 ที่ผ่านมา คือมีจุดให้บริการรถรับ – ส่ง 3 จุดเช่นเดิม คือ ที่วัดกะทิง ที่ว่าการอำเภอเขาคิชฌกูฏ และวัดพลวง ส่วนอัตราค่ารถยังคงใช้ราคาเดิม ไม่มีการปรับขึ้นแต่อย่างใด ส่วนอัตราค่าเข้าอุทยาน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กำหนดเก็บเงินค่าบริการผู้ใหญ่คนละ 20 บาท เด็ก 10 บาท ส่วนอาหารหรือเครื่องดื่มประชาชนสามารถเตรียมและนำขึ้นไปรับประทานได้ แต่ขอให้ช่วยกันรักษาความสะอาด หากรับประทานเสร็จแล้วให้เก็บลงมาทิ้งด้านล่าง เพื่อความสวยงามของพื้นที่

ด้านนางสาวยุพาวรรณ อ่อนละมัย และนางสาววิลัยพร แยกผิวผ่อง ประชาชนที่เดินทางมาจากจังหวัดราชบุรี ได้เปิดเผยว่า บรรยากาศด้านบนค่อนข้างดี ไม่แออัด สะอาด และมีจุดพักหลายจุด เป็นไปได้ปีหน้าจะเดินทางมาอีกแน่นอน เพราะเดินทางมาเป็นปีแรกก็รู้สึกประทับใจแล้ว

เจ้าพ่อเงินกู้รายใหญ่! มอบตัวดีเอสไอแล้ว หลังหนีซุกต่างประเทศ

เสี่ยวิชัย ปั้นงาม “เจ้าพ่อเงินกู้นอกระบบรายใหญ่! เข้ามอบตัวกับ “ดีเอสไอ” แล้ว หลังหนีคดีกบดานต่างประเทศ

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเวลา 09.00 น. วันนี้ (17 ม.ค. 61) นายวิชัย ปั้นงาม ผู้ต้องหารายใหญ่ในขบวนการปล่อยเงินกู้นอกระบบในอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยมีสาขาทั่วประเทศมากกว่า 86 สาขา ได้เดินทางเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนพิเศษหรือดีเอสไอแล้ว หลังหนีคดีไปกบดานอยู่ที่ต่างประเทศ

โดยเจ้าหน้าที่นำตัวไปขออำนาจศาลอาญาฝากขังไว้ พร้อมคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากมีพฤติการณ์หลบหนี เป็นหัวหน้าองค์กรอาชญากรรม และเป็นผู้มีอิทธิพลซึ่งอาจยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานได้

วิชัย ปั้นงาม, เจ้าพ่อเงินกู้, เงินกู้นอกระบบ
วิชัย ปั้นงาม

สำหรับคดีนี้คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 2/2559 เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 59 เห็นชอบให้ขบวนการปล่อยเงินกู้นอกระบบในอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เป็นคดีพิเศษที่ต้องดำเนินการสืบสวนและสอบสวนตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547

จากนั้น เจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ ได้ทำการสอบสวนดำเนินคดีเรื่อยมาจนปรากฏข้อเท็จจริงว่า เป็นกลุ่มธุรกิจชื่อ V8 ซึ่งเป็นองค์กรปล่อยเงินกู้นอกระบบและคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตรา ที่กฎหมายกำหนดรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีสมาชิกองค์กรกว่า 2,000 คน และมีสาขาทั่วประเทศมากกว่า 86 สาขา มีพนักงานกว่า 2,000 คน และมีผู้กู้กว่า 100,000 รายทั่วประเทศ มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท

มีนายวิชัย ปั้นงาม เป็นหัวหน้า ซึ่งนายวิชัย ปั้นงาม ได้หลบหนีไปต่างประเทศตั้งแต่ปลายปี 2558 เรื่อยมาจนถึงขณะนี้ โดยได้ทำการจับกุมสมาชิกองค์กรในระดับตัวการสำคัญได้แล้วทั้งสิ้น 47 ราย (บัญชีคุมงาน 46 ราย, หัวหน้าฝ่ายไอที 1 ราย) ได้ร่วมกับ ปปง. ตรวจสอบและอายัดทรัพย์สินของนายวิชัย และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดแล้วจำนวนหลายรายการ อาทิเช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เงินสด เงินฝาก เครื่องประดับ พระเครื่อง รวมมูลค่ากว่า 800 ล้านบาท

เพื่อไทย แถลงการณ์ ซัดคำสั่ง คสช. 53 / 2560 มีเนื้อหาขัดรัฐธรรมนูญ

พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 53 / 2560 มีเนื้อหาขัดต่อรัฐธรรมนูญ

วันนี้ (17 ม.ค. 61) ที่พรรคเพื่อไทย พลตำรวจโท วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการณ์หัวหน้าพรรคฯ, นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการณ์เลขาธิการพรรคฯ พร้อมแกนนำพรคคอีกจำนวนหนึ่ง ได้ออกแถลงการณ์ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ในคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 213 ประกอบมาตรา 5  โดยระบุว่า

ตามที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้อ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 ประกอบมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2560 นั้น

พรรคเพื่อไทย, รัฐะรรมนูญ, คสช.ล ข่าวสดวันนี้
พรรคเพื่อไทย

สมาชิกพรรคเพื่อไทยเห็นว่า คำสั่งดังกล่าวมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญในหลายประการ และเป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของสมาชิกพรรคการเมืองและพรรคการเมือง จึงได้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ประกอบข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญ

ว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 ข้อ 17 (12) และข้อ 21 ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัย โดยประเด็นสำคัญที่เห็นว่าคำสั่งดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญและเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพนั้น มีดังนี้

ประเด็นแรก คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 จึงไม่เป็นที่สุด และชอบที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของคำสั่งดังกล่าวได้ เนื่องจาก

(1) สาระสำคัญของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 เป็นเรื่องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายดังกล่าว รัฐธรรมนูญ มาตรา 131 และมาตรา 132 บัญญัติให้เป็นอำนาจของรัฐสภา (หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติปัจจุบัน)

และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองนั้นได้ผ่านกระบวนการตราขึ้นโดยถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ผ่านความเห็นชอบของ สนช. ผ่านการพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญและพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว การที่หัวหน้า คสช.ออกคำสั่งแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเท่ากับเป็นการลบล้าง (Overrule) กระบวนการตรากฎหมายตามรัฐธรรมนูญ

(2) ประเทศไทยมีความเป็นนิติรัฐหรือรัฐที่ปกครองโดยกฎหมาย มิใช่โดยอำนาจของบุคคล มีรัฐเป็นกฎหมายสูงสุด ยึดหลักการแบ่งแยกการใช้อำนาจอธิปไตยในทางนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการให้แก่องค์กรต่างๆ มีหลักประกันคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคล

ดังนั้น หัวหน้า คสช.จึงเป็นเพียงผู้ได้รับอำนาจมาจากรัฐธรรมนูญอีกทอดหนึ่ง จึงไม่อาจใช้อำนาจที่ขัดหรือแย้งหรือนอกเหนือไปจากที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ได้

ประเด็นที่สอง  คำสั่งหัวหน้า คสชที่ 53/2560 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ดังนี้

(1) การที่หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจโดยไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้และใช้อำนาจซึ่งเป็นขององค์กรอื่น อันไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 131 และมาตรา 132 จึงเป็นการกระทำโดยที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจไว้ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง

(2) การออกคำสั่งที่มีผลเป็นการลบล้างสมาชิกภาพของสมาชิกพรรคการเมือง มิใช่การออกกฎหมายจำกัดสิทธิเท่านั้น แต่เป็นการยกเลิกสิทธิของการเป็นสมาชิกพรรค จึงกระทบต่อสาระสำคัญของสิทธิเสรีภาพของบุคคลและเป็นการออกกฎหมายที่มีผลย้อนหลังเป็นโทษแก่บุคคล จึงขัดต่อหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคแรก

(3)  การกำหนดให้ผู้ที่เป็นสมาชิกพรรค ถ้าจะเป็นสมาชิกพรรคต่อไปต้องทำหนังสือยืนยันต่อหัวหน้าพรรคพร้อมแสดงหลักฐานการมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามภายใน 30 วัน ซึ่งลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายของการเป็นสมาชิกพรรคมีหลายประการ ต้องขอหนังสือรับรองจากหน่วยงานต่างๆ ถึง 14 หน่วยงาน

กรณีดังกล่าวจึงถือเป็นการเพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 26 วรรคแรก และยังขัดต่อหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 วรรคแรกด้วย เนื่องจากผู้ที่สมัครสมาชิกใหม่ไม่ต้องดำเนินการดังกล่าว

(4) ในคำสั่งมิได้ระบุเหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของสมาชิกพรรคการเมืองข้างต้นไว้ จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคแรก เช่นกัน

นอกจากนี้ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560 ยังเป็นการละเมิดสิทธิทางการเมืองของพรรคการเมืองด้วย ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะได้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญและผู้ตรวจการแผ่นดินให้ดำเนินการต่อไป