ผลวิจัยชี้!! เด็กไทยอยากได้ความรักจากครู ก่อนได้ความรู้

ผลวิจัยจาก สสค.ชี้!! เด็กนักเรียนไทยอยากได้ความรักจากครู คาดหวังให้ครูเป็นที่พึ่ง เหตุพ่อแม่ไม่มีเวลาให้ 

สสค.เปิดผลวิจัย “เรื่องเด็กไทยอยากได้ความรักจากครู ก่อนได้ความรู้”  โดย ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ (หัวหน้าคณะวิจัยโครงการวิจัยปฏิบัติการโรงเรียนพัฒนาคุณภาพต่อเนื่อง คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) กล่าวว่า การสำรวจยังพบช่องว่างระหว่างครูและนักเรียนที่เป็นปัญหาใหญ่อันดับต้นๆ  1.ครูปฏิบัติต่อนักเรียนทุกคนอย่างเท่าเทียม 2.การรู้จุดเด่นหรือความสามารถของนักเรียนรายคน 3.การให้เวลาพูดคุยหรือปรึกษาปัญหากับนักเรียน

ส่วนช่องว่างระหว่างนักเรียนกับผู้ปกครองที่เป็นปัญหาอันดับต้นๆ ได้แก่ 1.การถูกกลั่นแกล้งรังแกในโรงเรียน 2.การพูดคุยเล่าปัญหาระหว่างผู้ปกครองและบุตร 3.การให้เวลาช่วยบุตรหลานทำการบ้าน ช่องว่างระหว่างครูกับผู้ปกครองที่เป็นปัญหา ได้แก่ 1.การให้เวลาพูดคุยและปรึกษาปัญหา 2.การรู้จุดเด่นและความสามารถของผู้เรียนรายคน  ได้แก่ 1.การยอมรับในความสามารถของครู 2.การให้โอกาสครูในการมีส่วนร่วมต่อการบริหาร

ทั้งนี้ พบว่า ในมุมมองเด็กไทย อยากให้ครูใส่ใจเป็นรายบุคคล อยากมีครูคนโปรดที่สนิทเป็นพิเศษให้คำปรึกษาได้เสมอ และไม่ลำเอียง ส่วนมุมมองของครู คือ อยากพัฒนาตัวเองโดยเฉพาะความรู้ ในการดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษ สำหรับมุมมองของพ่อแม่ คือ พ่อแม่ยอมรับว่าไม่มีเวลาใส่ใจการเรียนของลูก

ด้าน “นางณิชนันทน์ ศรีวลีรัตน์” อาจารย์กลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ โรงเรียนไทรโยคน้อยวิทยา 1 ในต้นแบบห้องเรียน sQip “เรียนสุข สนุกสอน” กล่าวว่า ยอมรับว่าเจอปัญหาในการสอนอยู่ตลอด เพราะนักเรียนแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน แต่เราจะไม่เลือกปฏิบัติ ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครู ครูกับเด็กต้องมีความรักและความอาทร เป้าหมายต้องทำให้เด็กทุกคนได้ความรู้ ถ้าเด็กไม่ได้ก็จะไม่กดดัน ต้องหาแนวทางเทคนิคการสอนที่ช่วยเปิดโลกทัศน์

ซึ่งเครื่องมือสำคัญที่ช่วยได้คือ การมี “Growth Mindset” และ ชุมชน “PLC” ระหว่างเพื่อนครูที่เข้มแข็ง เพราะบางครั้งบางปัญหาเรามองไม่เห็นแต่ครูคนอื่นมองเห็น ถ้ามีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ก็เป็นตัวช่วยได้ เอามาปรับเสริมกัน ช่วยกันคิดค้นเทคนิคการสอนใหม่ๆ ทำให้มุมมองการสอนของเราพัฒนาขึ้น

นอกจากนี้ “นางสาวสุนิสา เสรีรัตนพร” นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนไทรโยคน้อยวิทยา กล่าวว่า ยอมรับว่า ช่องว่างระหว่างครู นักเรียนยังมีอยู่มาก วิธีการสอนแบบเดิมๆ ไม่ได้ทำให้ใกล้ชิดขนาดนี้ รู้สึกเกร็ง ไม่สนิท เมื่อคุณครูเปลี่ยนวิธีการสอนแบบใหม่ ใช้เกมส์หรือกิจกรรมเข้ามาเสริม ทำให้รู้สึกสนุกกับการเรียน สนิทกับครูมากขึ้น เจอหน้าไม่เครียด ไม่อึดอัด กล้าที่จะพูดคุย ซักถามสิ่งที่ไม่เข้าใจ ทำให้อยากมาโรงเรียนเพราะสนุกและมีความสุขที่ได้เรียน

ขอขอบคุณข้อมูล : สสค. 

กรมการค้าภายใน ไม่รอช้า รุดตรวจแล้ว ข้าวกระเพราหมูกรอบ จานละ 150 บาท!

โดนแล้ว! กรมการค้าภายในลงตรวจสอบร้านกระเพรา 150 บาท! ชี้หากผิดจริงมีโทจำคุกไม่เกิน 7 ปีและปรับไม่เกิน 140,000 บาท

ความคืบหน้ากรณีที่เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ หลังผู้ใช้เฟซบุ๊ก “หนุ่ยจร้า ลี” ได้โพสต์ภาพและข้อความเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบร้านอาหารตามสั่งร้านหนึ่งในพื้นที่ ตลาดนัดกลางคืนนีออน ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ หลังพบว่ามีการขายอาหารแพงเกินจริง

โดยเมนูข้าวราดผัดกะเพราหมูกรอบไข่ดาว มีราคาสูงถึง 150 บาท ซึ่งผู้โพสต์ระบุว่า “ใครก็ได้ช่วยตรวจสอบที ตลาดนีออนแถวประตูน้ำ ไปกินหลายร้านแล้วไม่เจอราคานี้ มาเจอร้านนี้ราคาจานละ 150 บาท แล้วเราก็ถามแล้วนะว่าราคาคนไทยหรือเปล่า เขาตอบว่าราคาคนไทย” นั้น

ข้าวกระเพราหมูกรอบ, กรมการค้าภายใน, ข่าวสดวันนี้

ล่าสุด กรมการค้าภายในได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบร้านดังกล่าวแล้ว โดย นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ในกรณีดังกล่าวจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบอย่างเร่งด่วนว่ามีการจำหน่ายเกินราคา และมีการติดป้ายบอกราคาในการจำหน่ายเพื่อให้ผู้บริโภคได้ทราบหรือไม่ หากไม่มีการติดป้ายราคาบอกไว้ มีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท

และหากพบว่ามีการจำหน่ายเกินราคา ผู้ค้าจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปีและปรับไม่เกิน 140,000 บาท ซึ่งหากพบเห็นร้านค้าไม่ติดป้ายราคา หรือขายเกินราคา สามารถแจ้งกรมการค้าภายใน ได้ที่ สายด่วน 1569