ตำรวจแนะผู้ปกครอง ถ่ายรูปเด็ก เขียนเบอร์โทรใส่กระเป๋าไว้ก่อนออกจากบ้าน

รองโฆษกตร.ย้ำตำรวจพร้อมดูแลความเรียบร้อยงานวันเด็ก 100%การข่าวไร้ป่วน – ยอมรับห่วงเด็กหาย แนะผู้ปกครองถ่ายรูปเด็กเขียนเบอร์โทรใส่กระเป๋าไว้ก่อนออกจากบ้าน

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ยืนยันตำรวจมีความพร้อม 100% ในการดูแลความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกการจราจรการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2561 ซึ่งมีการจัดงานหลายจุด อาทิ ทำเนียบรัฐบาล ,กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.),ฐานทัพเรือสัตหีบ,กองทัพอากาศ,กระทรวงศึกษาธิการ (วังจันทร์เกษม),พิพิธภัณฑ์สภากาชาดไทย,สวนสัตว์ดุสิต

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เตรียมกำลังตำรวจทั้งในและนอกเครื่องคอยดูแลความเรียบร้อย พร้อมบูรณาการกำลังร่วมกับทุกภาคส่วนในการดูแลความปลอดภัยเต็มที่ โดยย้ำว่าการข่าวยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง และเชื่อว่าในวันเด็กแห่งชาติวันนี้ทุกภาคส่วนต่างต้องการเห็นเด็กมีความสุขสนุกสนานอย่างเต็มที่เชื่อว่าจะไม่มีเหตุการณ์ความวุ่นวายอย่างแน่นอน

แต่อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า สิ่งที่น่ากังวลและเป็นห่วงคือกรณีเด็กพลัดหลง สูญหาย ซึ่ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เน้นย้ำและขอความร่วมมือพ่อ แม่ หรือผู้ปกครองได้ดูแลเด็กและเยาวชนในปกครองอย่างใกล้ชิด ไม่ควรปล่อยเด็กไปเที่ยวเพียงลำพัง และควรจัดทำบัตรที่ระบุชื่อผู้ปกครองพร้อมที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋ากางเกงของเด็ก ตลอดจนถ่ายรูปไว้ก่อนออกจากบ้านไปร่วมงาน เพื่อความสะดวกในการนำส่งกรณีพลัดหลง

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่าในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ โดยเชื่อว่าในวันเด็กแห่งชาติจะไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ประมาทโดยกำชับให้ทุกพื้นที่ดูแลความเรียบร้อยตามปกติ

เตือน ภาคใต้จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง

กรมอุตุฯ เตือนภาคใต้จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ประเทศไทยตอนบนหนาวลมแรง ขณะที่ กทม.เย็นลงอีก

ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา “ฝนตกหนักและคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้(มีผลกระทบจนถึงวันที่ 15 มกราคม 2561)” ฉบับที่ 5 (25/2018) ลงวันที่ 13 มกราคม 2561

1. ฝนตกหนักและคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ ในช่วงวันที่ 13-15 มกราคม 2561 มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรง จะทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ในบริเวณจังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส กระบี่ ตรัง และสตูล ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่ง

ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยงดออกจากฝั่งในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ด้วย

2. อากาศหนาวเย็นบริเวณประเทศไทยตอนบน ในช่วงวันที่ 13-15 มกราคม 2561 ประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศหนาวเย็นลงโดยทั่วไปกับมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลงได้อีก 1-3 องศาเซลเซียส ส่วนบริเวณภูเขาสูงในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 3-9 องศาเซลเซียส

สำหรับกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีอุณหภูมิต่ำสุดในช่วงวันที่ 13-14 มกราคม 2561 อยู่ที่ประมาณ 18-20 องศาเซลเซียส จึงขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพจากอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนยังแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนอย่างต่อเนื่องในระยะนี้

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

พบช้างป่างายาวสวย นอนตายในเขตอุทยานแห่งชาติป่ากุยบุรี

พบช้างป่างายาวสวย นอนตายในลำธารกลางป่า เขตอุทยานแห่งชาติป่ากุยบุรี สัตวแพทย์ตรวจเบื้องต้นพบตายผิดธรรมชาติแน่นอน

เมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า พบช้างป่าเพศผู้ขนาดใหญ่ มีงายาวสวยงาม นอนตายกลางลำธารในป่าจำนวน 1ตัว เขตอุทยานแห่งชาติป่ากุยบุรี บริเวนบ้านพุบอน หมู่ที่ 8 ต.หาดขาม อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จึงเดินทางไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบ นายจรัส เตี้ยแจ้ ชาวบ้านกุยบุรีซึ่งเป็นเจ้าของไร่สับปะรดใกล้เคียงจุดที่พบซากช้างป่าและเป็นชาวบ้านที่เดินตามกลิ่นเหม็นเน่าเข้าไปในป่าข้างไร่กระทั่งพบซากช้างป่าและแจ้งให้ นายภราดร ศรีสวัสดิ์ ผญบ.บ้านพุบอน ม.8 ,นายศรีสวัสดิ์ บุญมา กำนัน ต.หาดขาม ทราบ แล้วลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับ นายชาตรี จันทร์วีรชัย นายอำเภอกุยบุรี ,นายกาญจนพันธ์ คำแหง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ,นายสัตวแพทย์สาโรช จันทร์ลาด หัวหน้าฝ่ายสุขภาพสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ , จ่าสิบเอกสมพร หงษ์ทอง หัวหน้าชุดรักษาความสงบที่2 พื้นที่อำเภอกุยบุรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานประจวบคีรีขันธ์

นายจรัส เตี้ยแจ้ ชาวบ้านกุยบุรีซึ่งเป็นเจ้าของไร่สับปะรดใกล้เคียงจุดที่พบซากช้างป่า เล่าให้ฟังว่า มาเฝ้าสับปะรดและเมื่อคืนได้กลิ่นเหม็นเน่าแต่ไม่รู้ว่าตัวอะไรตาย กระทั่งช่วงสายที่ผ่านมาตัดสินใจเดินหาเข้าไปในป่าซึ่งเป็นป่าหนามต้นกระชิด ด้านในเป็นป่ารกโดยเดินไปตามลำธาร กว่า200เมตร เส้นทางเดินค่อนข้างลื่น ทำให้ต้องเดินตัดไปตัดมา กระทั่งเริ่มสังเกตเห็นเลือดในลำธาร และกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งพบซากช้างป่านอนตายอยู่กลางลำธาร แต่ไม่ได้เข้าไปดูใกล้ๆ รีบเดินออกมาแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านทราบ โดยที่ผ่านมาไร่สับปะรดของตนไม่ค่อยมีช้างป่ามากินสับปะรด มีมาเดินหากินบ้าง แต่ไม่ได้รบกวนอะไร ตนใช้วิธีการนอนเฝ้าจึงไม่เคยมีปัญหา

นายสัตวแพทย์สาโรช จันทร์ลาด หัวหน้าฝ่ายสุขภาพสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ให้สัมภาษณ์หลังตรวจซากช้างป่าในเบื้องต้นแล้วว่า ช้างป่าที่ตายเป็นช้างป่าเพศผู้ อายุไม่น้อยกว่า 20 ปี สภาพนอนตายตะแคงซ้ายอยู่กลางลำธาร มีงาสวยงามยาวพ้นออกมาจากโพรงปากประมาณ 40-50 เซนติเมตร และงายังอยู่ครบทั้ง2ข้าง หางสั้น ภาพรวมถือว่าเป็นช้างป่าที่มีความสมบูรณ์ ลำตัวด้านขวาไม่พบบาดแผล และเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานใช้เครื่องสแกนโลหะสแกนตัวช้างด้านขวาแล้วไม่พบหัวกระสุนแต่ไม่สามารถพลิกตัวช้างอีกด้านหนึ่งได้ เนื่องจากอยู่กลางป่าลักษณะพื้นทีแคบ คาดว่าช้างป่าตายมาแล้วไม่น้อยกว่า 12ชั่วโมง

โดยดูจากขนาดของหนอนที่พบยาวประมาณ 1-2เซนติเมตร และซากช้างเริ่มส่งกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรง จากการตรวจสอบเบื้องต้นสันนิฐานได้ว่า ช้างป่าตัวดังกล่าวตายแบบผิดธรรมชาติ โดยมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะได้รับสารพิษ แต่จะเป็นสารอะไรนั้น ต้องรอทีมสัตวแพทย์จากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่จะส่งทีมสัตวแพทย์ลงพื้นที่เพื่อผ่าซากช้างป่าในวันพรุ่งนี้ เพื่อเก็บตัวอย่างอวัยวะไปตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง

ทางด้านนายศรีสวัสดิ์ บุญมา กำนัน ต.หาดขาม กล่าวเพิ่มเติมว่า ในพื้นที่ อ.กุยบุรี ไม่พบปัญหาช้างป่าตายแบบผิดธรรมชาติมานานแล้ว ส่วนปัญหาช้างป่าออกมากินพืชผลทางการเกษตร ในพื้นที่บ้านพุบอนไม่ค่อยพบความเสียหายจากการทำลายของช้างป่า แต่พบปัญหาในพื้นที่บ้านย่านซื่อ ที่เกิดผลกระทบจากช้างป่าออกมาทำลายพืชผลทางการเกษตร เริ่มมีการถกเถียงกันในเรื่องการสร้างรั้วกั้นช้างการขุดคู

ซึ่งชาวบ้านมองว่าการสร้างรั้วดังกล่าวจะยิ่งสร้างผลกระทบเกิดความเครียดกับสัตวป่าซึ่งปัญหาช้างป่ากุยบุรีแตกต่างจากปัญหาช้างป่าที่ห้วยสัตว์ใหญ่ ชาวบ้านอยากให้หันมาทำตามกระแสพระราชดำรัสในหลวง รัชกาลที่9 ที่ต้องการให้สร้างแหล่งอาหารให้สัตว์ป่าในป่าลึก ให้สัตว์ป่าเข้าป่าดีกว่ามาอยู่ตามรั้วกั้น ชาวบ้านยังได้อาศัยเรื่องการท่องเที่ยวชุมชนที่ไม่กระทบกับสัตว์ป่าด้วย ในครั้งนี้มีช้างป่าตาย รู้สึกเสียใจ ไม่ได้อยากให้เกิดเลยคงต้องรอผลการตรวจอีกครั้งว่าตายเพราะอะไรกันแน่