คดีตชด.อุดรฯยิงตัวเองดับ พบส่งไลน์บอกเพื่อนร่วมรุ่นจัดงานศพให้ด้วย

คืบคดีตชด.อุดรฯเครียดยิงตัวเองดับ พบส่งไลน์บอกเพื่อนร่วมรุ่นจัดงานศพให้ด้วย พร้อมกับเขียนจดหมายลาตาย

คืบหน้าวานนี้ (8 ม.ค.61) กรณี ตชด.อุดรฯเครียดยิงตัวเองดับคาโต๊ะทำงาน ร.ต.อ.เอกชัย อักษร สารวัตร สอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี เปิดเผยรายละเอียดว่า ที่เกิดเหตุ อยู่ภายในบริเวณ กองร้อยที่ 3 กก.4 บก. กฝ.บช.ตชด. ค่ายเสนีย์รณยุทธ ถนนอุดร-สกล ตำบลหนองบัวที่ห้องทำงานชั้นล่าง พบศพ พ.ต.ท.บรรหาร กองพิมพ์ อายุ 58 ปี ตำแหน่ง ผบ.ร้อย กก.4 บก.กฝ.บช.ตชด. นั่งอยู่ โต๊ะทำงาน โดยใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม. ของตนเอง ยิงเข้าที่ศีรษะ

ซึ่งปืนตกหล่นอยู่ในลิ้นชักที่เปิดออกอยู่โต๊ะทำงาน และมีจดหมายที่ผู้ตายเขียนเอาไว้ มีใจความว่า” ถึงประธานรุ่น ร.ต.อ.มานพ เสงี่ยมศักดิ์ และคณะกรรม รุ่นที่7 และเพื่อนๆ ช่วยกรุณาจัดการงานให้กับผมด้วย ขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคน รองครับ ช่วยกรุณาดูแล เงินสวัสดิการ ต่างๆ ให้กับลูกผมด้วยครับ ขอบคุณครับ”

ส่วน ร.ต.อ.ชำนาญ สุขีตา รอง ผบ.ร้อย กก.4 บก.กฝ.บช.ตชด. ให้การว่า ก่อนหน้านี้ ในวันที่ 4 มกราคม ที่ผ่านมา ตนและเพื่อนร่วมงาน จำนวน 10 คน ได้ไปนั่งกินข้าวที่บ้านพัก พ.ต.ท.บรรหาร เพื่อสังสรรค์กันซึ่งก็พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน แต่แล้วผู้ตายได้เขียนข้อความลงไปในไลน์กลุ่ม บอกว่า หลังวันที่ 5 มกราคม มาจัดงานศพให้ด้วย ตนได้พยายามโทรศัพท์ติดต่อไปสอบถาม แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้ เป็นการเขียนเล่น หรือ บอกเหตุลางอะไรไว้

นายวราวุฒิ กองพิมพ์ อายุ 33 ปี ลูกชายผู้ตาย ให้การว่า เวลาอยู่ด้วยกันกับพ่อ มักจะบอกกับตนว่า พ่ออยากไปบวช เพื่อจะให้ลูกและเมียไปวัดเข้าทำบุญ แต่ถ้าเรื่องงานหรือเรื่องอย่างอื่น มีเพียงแม่เท่านั้นที่ทราบปัญหาของพ่อ แต่ก็ไม่คิดว่าพ่อจะคิดสั้นยิงตัวตาย ดังกล่าว ตำรวจพิสูจน์หลักฐานร่วมกันกับแพทย์ ซึ่งทางญาติไม่ติดใจการตายครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงลงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน แล้วมอบศพ นำไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป

เก๋งไม่หลบกู้ภัยเข้าพบตำรวจ อ้างจะไปโรงพยาบาลเช่นกัน

เก๋งไม่หลบกู้ภัยเข้าพบพนักงานสอบสวนไม่นึกว่ากู้ภัยไปทางเดียวกันเพราะตนเองก็จะไปรพ.เช่นกันและขับช่องซ้ายสุด

จากกรณีเมื่อวันที่ 7 ม.ค.61 นายคารมย์ เรืองแจ่ม อายุ 35 ปี อาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งจุดโยธินได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ ร.ต.ท.วรภัทรแก้วดวงเทียมรองสารวัตร(สอบสวน) สภ.คลองหลวงจ.ปทุมธานี ว่า เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมาตนได้รับแจ้งว่ามีคนผูกคอตนเองแต่ยังไม่เสียชีวิตภายในซอยทางหลวงรังสิต ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี และกำลังจะนำส่งโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เมื่อตนนำคนเจ็บขึ้นมาพบว่ามีอาการสาหัส โดยขับออกมาโดยใช้ถนนพหลโยธินขาออกช่องด่วนพร้อมทั้งเปิดสัญญาณไฟไซเรนและสัญญาณเสียงเพื่อขอทางเพื่อให้รถประชาชนหลบ

แต่จู่ๆมีรถเก๋งโตโยต้าสีบรอนด์หมายเลขทะเบียนภม-5254 กรุงเทพมหานคร ขับรถขวางรถของตนเพื่อไม่ให้ขับแซงจนรถวิ่งไปถึงห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติซึ่งรถคันดังกล่าวก็ได้ขับมาจอดที่ด้านหน้ารถตนเองตนก็ลงไปถามว่าทำไมไม่หลบรถฉุกเฉินเพราะตนจะนำคนเจ็บสาหัสส่งโรงพยาบาลจากนั้นคนขับซึ่งเป็นชายวัยกลางคนก็ได้หยิบขวานที่อยู่ในรถจะมาข่มขู่ทำร้ายตน ตนเองจึงรีบเดินทางไปที่สภ.คลองหลวง เพื่อแจ้งความไว้เป็นหลักฐานความคืบหน้า

ล่าสุดเมื่อเวลา 17.00น.วันที่ 8 มกราคม2561 นายประสาร ประสงค์โชคนำชัย อายุ56ปี พร้อมด้วยน.ส.พิมพ์ประภา สลับเขียว อายุ 37ปีภรรยา พร้อมด้วยรถยนตืนั่งส่วนบุคคลยี่ห้อโตโยต้าสีบรอนด์หมายเลขทะเบียนภม-5254กรุงเทพมหานคร ได้เดินทางมาที่สภ.คลองหลวง ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จงปทุมธานี เพื่อเข้าพบพ.ต.ท.วิเชียร เหมือนสุวรรณ หัวหน้าพนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง หลังจากค่ำคืนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้โทรประสานไปหาตนเองกรณีมีผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยเดินทางมาแจ้งความว่า ถูกตนเองใช้อาวุธขวานข่มขู่แต่ตนเองกำลังเดินทางไปทำธุระที่จ.ราชบุรี ซึ่งขณะนั้นตนเองเดินทางถึงจ.นครปฐมแล้วจึงขอเข้าพบพนักงานสอบสวนในเย็นวันนี้

นายประสาร ประสงค์โชคนำชัย ให้การว่า ในวันเกิดเหตุตนเองออกจากบ้านพักที่รังสิต เพื่อไปรับภรรยาที่เดินทางไปดูแลลูกที่คลอดก่อนกำหนดด้วยอายุครรภ์เพียง 7 เดือน และรักษาตัวอยู่ที่รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อจะเดินทางไปทำธุระที่จ.ราชบุรี โดยขณะเกิดเหตุตนเองขับรถอยู่ด้านหน้ารถกู้ภัยและไม่ได้ยินเสียงที่กู้ภัยใช้ลำโพงฮอนประกาศให้ตนเองหลบเพราะตนเองเปิดเครื่องเสียงภายในรถดัง แต่ในขณะนั้นตนเองนั้นขับรถช่องทางซ้ายสุดแล้วและกำลังจะเข้าไปในร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ประกอบกับช่องทางถนนพหลโยธินขาออกเลยร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ไปมีรถยนต์กู้ภัยเปิดสัญญาณไฟวาปอยู่ ตนเองก็คิดว่ากู้ภัยที่ตามมาจะไปที่เหตุดังกล่าว ตนเองจึงเร่งเครื่องและรีบเข้าไปรับภรรยา ที่ร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ แต่รถกู้ภัยได้ขับตามท้ายมาตนเองจึงรีบเร่งเครื่องและไปหลบให้บริเวณช่องจอดรถช่องแรก เพื่อให้รถกู้ภัยไปจอดเพื่อนำคนเจ็บลง ก่อนที่ตนเองจะถอยหลังเพื่อไปรับภรรยา

ขณะนั้นเองอาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ก็เดินทางมาหาตนเองและต่อว่าอย่างรุนแรงซึ่งที่ตนเองจำได้เพียง ขอให้เป็นญาติมึง ซึ่งตนเองก็ยังสวนกลับไปว่า ขอให้เป็นโคตรพ่อโคตรแม่มึง ซึ่งตอนนั้นตนเองเลือดขึ้นหน้า เพราะตนเองไม่มีเจตนาขับรถขวางรถกู้ภัย และตนเองต้องมารับภรรยาทุกวันเพราะภรรยาต้องเดินทางมาดูแลลูกที่นอนรักษาตัวอยู่ภายในห้องไอซียูกว่า 20 วันแล้ว แต่ที่ตนเองถือขวานลงไปเพราะกู้ภัยที่มากับรถนั้นมีจำนวนมากกว่าซึ่งตนเองก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้ายใคร

นายคารมย์ เรืองแจ่ม อายุ35ปี อาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งจุดโยธิน เปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุตนเองนั้นไปรับคนป่วยผูกคอตนเองได้รับบาดเจ็บ ซึ่งจากการประเมินอาการผู้ได้รับบาดเจ็บแล้วสามารถดำเนินการได้ กระทั่งรถนำผู้ป่วยออกมาได้สักระยะผู้ป่วยมีอาการวิกฤติหมดสติ จากปกติที่ไม่ขับเร็วมากแต่เมื่อคนป่วยหมดสติตนเองจึงใช้ความเร็วเพื่อให้ถึงมือแพทย์ จนระหว่างทางพบกับรถเก๋งคันดังกล่าวที่ไม่หลบทางให้รถกู้ภัยกระทั่งไปถึงโรงพยาบาล ตนเองจึงเดินทางไปสอบถามว่าทำไมถึงไม่หลบโดยยอมรับว่าใช้คำพูดด้วยอารมย์ที่รุนแรงทั้งสองฝ่ายแต่ก็เจรจากันจนจบ แต่ผู้ขับขี่รถเก๋งได้คว้าขวานออกมาซึ่งตนเองก็ได้บอกไปว่าทำแบบนี้ไม่ถูกนะและขอให้รอเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ผู้ขับขี่ได้ขับรถออกไปตนเองจึงได้เดินทางไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเป็นหลักฐาน

ทางด้านพ.ต.ท.วิเชียร เหมือนสุวรรณ หัวหน้าพนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง เปิดเผยว่า จากการสอบปากคำทั้งสองฝ่ายและตรวจสอบพยานหลักฐานจากกล้องหน้ารถแล้วพบว่าผู้ขับขี่รถยน์เก๋งมีความผิดคือ 1.ความผิดฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจ 2.พาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณ โดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ซึ่งในวันพรุ่งนี้จะนำตัวผู้ต้องหาส่งศาลจังหวัดธัญบุรีเพื่อให้เป็นดุลพินิจของศาลในการกําหนดโทษ ซึ่งในวันนี้ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาโดยไม่มีการควบคุมตัว

ตร.เตรียมทำหนังสือถึงขนส่ง พักใบขับขี่แท็กซี่ยิงรถ ‘มาริโอ้’

ตำรวจพญาไท เตรียมส่งหนังสือถึงขนส่งฯ พักใบขับขี่ โชว์เฟอร์แท็กซี่ หนังสติ๊กยิงรถ “มาริโอ้” หวั่น ก่อเหตุกับคนอื่น

พ.ต.อ.นิติวัฒน์ แสนสิ่ง ผกก.สน.พญาไท เปิดเผย ถึงความคืบหน้า กรณี มาริโอ้ เมาเร่อ อายุ 29 ปี นักแสดงหนุ่มชื่อดัง และ นายอุดร สุทธิผล 37 ปี โชว์เฟอร์แท็กซี่ ที่มีการขับรถเฉี่ยวชนกัน ก่อนที่ นายอุดร จะใช้หนังสติ๊ก ยิงรถของมาริโอ้ ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาของคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่าย ในเรื่องการชดใช้ค่าเสียหายกระจกรถของมาริโอ้

นอกจากนี้ ในวันพรุ่งนี้ทางพนักงานสอบสวนจะทำหนังสือส่งไปที่กรมการขนส่งทางบกเพื่อพิจารณาพักใบอนุญาตขับขี่ของนายอุดร ซึ่งจะต้องรอกรมขนส่งทางบกเป็นผู้พิจารณาว่าจะพักการใช้ใบอนุญาตขับขี่หรือไม่ เนื่องจากเกรงว่าโชเฟอร์รายดังกล่าว จะไปก่อเหตุกับผู้ขับขี่รถรายอื่นบนท้องถนนอีกหากเกิดเหตุการณ์อย่างในวันนี้ ในส่วนของมาริโอ้ ดาราหนุ่มนั้น เท่าที่พูดคุยในเบื้องต้นไม่อยากให้เป็นเรื่องราวใหญ่โต หากสามารถเจรจาไกล่เกลี่ยได้ ก็พร้อมที่จะเจรจา เนื่องจากรถได้รับความเสียหายเพียงแค่กระจกเท่านั้น