เก๋งไม่หลบกู้ภัยเข้าพบพนักงานสอบสวนไม่นึกว่ากู้ภัยไปทางเดียวกันเพราะตนเองก็จะไปรพ.เช่นกันและขับช่องซ้ายสุด
จากกรณีเมื่อวันที่ 7 ม.ค.61 นายคารมย์ เรืองแจ่ม อายุ 35 ปี อาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งจุดโยธินได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ ร.ต.ท.วรภัทรแก้วดวงเทียมรองสารวัตร(สอบสวน) สภ.คลองหลวงจ.ปทุมธานี ว่า เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมาตนได้รับแจ้งว่ามีคนผูกคอตนเองแต่ยังไม่เสียชีวิตภายในซอยทางหลวงรังสิต ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี และกำลังจะนำส่งโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เมื่อตนนำคนเจ็บขึ้นมาพบว่ามีอาการสาหัส โดยขับออกมาโดยใช้ถนนพหลโยธินขาออกช่องด่วนพร้อมทั้งเปิดสัญญาณไฟไซเรนและสัญญาณเสียงเพื่อขอทางเพื่อให้รถประชาชนหลบ
แต่จู่ๆมีรถเก๋งโตโยต้าสีบรอนด์หมายเลขทะเบียนภม-5254 กรุงเทพมหานคร ขับรถขวางรถของตนเพื่อไม่ให้ขับแซงจนรถวิ่งไปถึงห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติซึ่งรถคันดังกล่าวก็ได้ขับมาจอดที่ด้านหน้ารถตนเองตนก็ลงไปถามว่าทำไมไม่หลบรถฉุกเฉินเพราะตนจะนำคนเจ็บสาหัสส่งโรงพยาบาลจากนั้นคนขับซึ่งเป็นชายวัยกลางคนก็ได้หยิบขวานที่อยู่ในรถจะมาข่มขู่ทำร้ายตน ตนเองจึงรีบเดินทางไปที่สภ.คลองหลวง เพื่อแจ้งความไว้เป็นหลักฐานความคืบหน้า
ล่าสุดเมื่อเวลา 17.00น.วันที่ 8 มกราคม2561 นายประสาร ประสงค์โชคนำชัย อายุ56ปี พร้อมด้วยน.ส.พิมพ์ประภา สลับเขียว อายุ 37ปีภรรยา พร้อมด้วยรถยนตืนั่งส่วนบุคคลยี่ห้อโตโยต้าสีบรอนด์หมายเลขทะเบียนภม-5254กรุงเทพมหานคร ได้เดินทางมาที่สภ.คลองหลวง ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จงปทุมธานี เพื่อเข้าพบพ.ต.ท.วิเชียร เหมือนสุวรรณ หัวหน้าพนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง หลังจากค่ำคืนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้โทรประสานไปหาตนเองกรณีมีผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยเดินทางมาแจ้งความว่า ถูกตนเองใช้อาวุธขวานข่มขู่แต่ตนเองกำลังเดินทางไปทำธุระที่จ.ราชบุรี ซึ่งขณะนั้นตนเองเดินทางถึงจ.นครปฐมแล้วจึงขอเข้าพบพนักงานสอบสวนในเย็นวันนี้
นายประสาร ประสงค์โชคนำชัย ให้การว่า ในวันเกิดเหตุตนเองออกจากบ้านพักที่รังสิต เพื่อไปรับภรรยาที่เดินทางไปดูแลลูกที่คลอดก่อนกำหนดด้วยอายุครรภ์เพียง 7 เดือน และรักษาตัวอยู่ที่รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อจะเดินทางไปทำธุระที่จ.ราชบุรี โดยขณะเกิดเหตุตนเองขับรถอยู่ด้านหน้ารถกู้ภัยและไม่ได้ยินเสียงที่กู้ภัยใช้ลำโพงฮอนประกาศให้ตนเองหลบเพราะตนเองเปิดเครื่องเสียงภายในรถดัง แต่ในขณะนั้นตนเองนั้นขับรถช่องทางซ้ายสุดแล้วและกำลังจะเข้าไปในร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ประกอบกับช่องทางถนนพหลโยธินขาออกเลยร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ไปมีรถยนต์กู้ภัยเปิดสัญญาณไฟวาปอยู่ ตนเองก็คิดว่ากู้ภัยที่ตามมาจะไปที่เหตุดังกล่าว ตนเองจึงเร่งเครื่องและรีบเข้าไปรับภรรยา ที่ร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ แต่รถกู้ภัยได้ขับตามท้ายมาตนเองจึงรีบเร่งเครื่องและไปหลบให้บริเวณช่องจอดรถช่องแรก เพื่อให้รถกู้ภัยไปจอดเพื่อนำคนเจ็บลง ก่อนที่ตนเองจะถอยหลังเพื่อไปรับภรรยา

ขณะนั้นเองอาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ก็เดินทางมาหาตนเองและต่อว่าอย่างรุนแรงซึ่งที่ตนเองจำได้เพียง ขอให้เป็นญาติมึง ซึ่งตนเองก็ยังสวนกลับไปว่า ขอให้เป็นโคตรพ่อโคตรแม่มึง ซึ่งตอนนั้นตนเองเลือดขึ้นหน้า เพราะตนเองไม่มีเจตนาขับรถขวางรถกู้ภัย และตนเองต้องมารับภรรยาทุกวันเพราะภรรยาต้องเดินทางมาดูแลลูกที่นอนรักษาตัวอยู่ภายในห้องไอซียูกว่า 20 วันแล้ว แต่ที่ตนเองถือขวานลงไปเพราะกู้ภัยที่มากับรถนั้นมีจำนวนมากกว่าซึ่งตนเองก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้ายใคร
นายคารมย์ เรืองแจ่ม อายุ35ปี อาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งจุดโยธิน เปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุตนเองนั้นไปรับคนป่วยผูกคอตนเองได้รับบาดเจ็บ ซึ่งจากการประเมินอาการผู้ได้รับบาดเจ็บแล้วสามารถดำเนินการได้ กระทั่งรถนำผู้ป่วยออกมาได้สักระยะผู้ป่วยมีอาการวิกฤติหมดสติ จากปกติที่ไม่ขับเร็วมากแต่เมื่อคนป่วยหมดสติตนเองจึงใช้ความเร็วเพื่อให้ถึงมือแพทย์ จนระหว่างทางพบกับรถเก๋งคันดังกล่าวที่ไม่หลบทางให้รถกู้ภัยกระทั่งไปถึงโรงพยาบาล ตนเองจึงเดินทางไปสอบถามว่าทำไมถึงไม่หลบโดยยอมรับว่าใช้คำพูดด้วยอารมย์ที่รุนแรงทั้งสองฝ่ายแต่ก็เจรจากันจนจบ แต่ผู้ขับขี่รถเก๋งได้คว้าขวานออกมาซึ่งตนเองก็ได้บอกไปว่าทำแบบนี้ไม่ถูกนะและขอให้รอเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ผู้ขับขี่ได้ขับรถออกไปตนเองจึงได้เดินทางไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเป็นหลักฐาน
ทางด้านพ.ต.ท.วิเชียร เหมือนสุวรรณ หัวหน้าพนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง เปิดเผยว่า จากการสอบปากคำทั้งสองฝ่ายและตรวจสอบพยานหลักฐานจากกล้องหน้ารถแล้วพบว่าผู้ขับขี่รถยน์เก๋งมีความผิดคือ 1.ความผิดฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจ 2.พาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณ โดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ซึ่งในวันพรุ่งนี้จะนำตัวผู้ต้องหาส่งศาลจังหวัดธัญบุรีเพื่อให้เป็นดุลพินิจของศาลในการกําหนดโทษ ซึ่งในวันนี้ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาโดยไม่มีการควบคุมตัว