ส่งท้ายปีเก่า4วันทะลุ2,000คดี สาเหตุเมาแล้วขับพุ่ง81%

ส่งท้ายปีเก่า 4 วัน ทะลุ 2,000 คดี ศาลสั่งคุมประพฤติคดี พ.ร.บ.จราจรฯ ความผิดฐานขับรถขณะเมาสุรากู่ไม่กลับพุ่งร้อยละ 81.22

นายประสาร มหาลี้ตระกูล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เปิดเผยว่า สถิติศาลสั่งคุมประพฤติคดี พ.ร.บ.จราจรทางบกและขับรถประมาทในช่วงเทศกาลปีใหม่ ระหว่างวันที่ 28 ถึง 31 ธันวาคม 2560 ทั่วประเทศพบว่า มีผู้ที่ศาลสั่งคุมประพฤติทั้งหมดจำนวน 2,157 คดี จำแนกเป็นคดีขับรถขณะเมาสุรา จำนวน 1,752 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 81.22  คดีขับรถประมาท จำนวน 44 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 2.1, คดีขับซิ่ง จำนวน 1 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 0.04, คดีขับเสพและอื่น ๆ จำนวน 360 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 18.62

เมื่อพิจารณาสถิติคดีเมาแล้วขับยอดสะสมสูงสุด 5 อันดับแรกประกอบด้วย สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 169 คดี สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดสุรินทร์ 144 คดี สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดอุบลราชธานี 119 คดี สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดนนทบุรี 119 คดี และสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดมหาสารคามและปทุมธานีสาขาธัญบุรี 92 คดี

จับตาความเปลี่ยนแปลงของโลก และสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในปี 2561

“ฟอร์จูน” ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นในปี 2561 เริ่มจากการเมืองสหรัฐฯ ที่สร้างสีสันในเวทีโลกมาตลอดปีที่แล้วหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่ง

ปลายปีนี้ สหรัฐฯ จะจัดเลือกตั้งกลางเทอม ในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 435 ที่นั่ง วุฒิสภา 33 ที่นั่ง จาก 100 ที่นั่ง รวมทั้งผู้ว่าการรัฐและดินแดน 39 แห่ง ซึ่งมีแนวโน้มที่พรรคเดโมแครตอาจจะทำผลงานได้ดี เมื่อประเมินจากผลการเลือกตั้งพิเศษในหลายรัฐเมื่อปลายปีที่แล้ว ที่กระแสความนิยมเริ่มจางหายจากพรรครีพับลิกันของนายทรัมป์ที่ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2559

แต่นั่นก็อาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาล่าง ส่วนสภาสูงก็ยังต้องลุ้น ซึ่งการเมืองภายในของสหรัฐฯ จะส่งผลต่อทิศทางนโยบายต่างๆ ที่สหรัฐฯ มีต่อโลกด้วย

อีกปัจจัย คือ นโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ นายเจอโรม พาวเวลล์ ซึ่งหลายคนคาดว่าอาจจะได้เห็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ แตะร้อยละ 2 เป็นครั้งแรกนับจากวิกฤตการเงินเมื่อปี 2551

สถานการณ์ในยุโรปก็ยังต้องจับตามองใกล้ชิด เพราะเต็มไปด้วยความท้าทาย โดยเฉพาะการที่อังกฤษถอนตัวจากสหภาพยุโรป หรือ EU ซึ่งยังไม่แน่นอนว่าจะเป็นการลาจากกันด้วยดีหรือไม่ ไม่นับรวมเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศที่เกิดขึ้นในรัฐสภาอังกฤษ จนอาจกระทบต่อนาวาของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเทเรซ่า เมย์

นอกจากนี้ ยังมีการเลือกตั้งในอิตาลีที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของ EU ซึ่งต้องลุ้นว่าพรรคไฟว์สตาร์ มูฟเมนต์ของนายลุยจิ ดิมาอิโอ ผู้นำหนุ่มวัย 31 ปี ที่มีแนวคิดต่อต้าน EU จะทำผลงานได้ดีแค่ไหน เพราะย่อมหมายถึงชะตากรรมของ EU

สำหรับอินเดีย ปีนี้จะยังคงเป็นปีทองของเศรษฐกิจอินเดีย ที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตที่ร้อยละ 7.4 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6.7 ในปีที่แล้ว ถือเป็นหนึ่งในเขตเศรษฐกิจที่เติบโตรวดเร็วที่สุดในโลก ซึ่งเป็นดอกผลจากความพยายามปฏิรูปในหลายด้านก่อนหน้านี้

สถานการณ์น้ำมันเป็นอีกเรื่องที่ไม่อาจมองข้าม เพราะความขัดแย้งทางการเมืองในตะวันออกกลาง อาจจะส่งผลให้ราคาน้ำมันในปีนี้ผันผวน

กระแสที่น่าจะมาแรงอีกเรื่อง คือ ยานพาหนะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงรถยนต์อัตโนมัติที่ไม่ต้องง้อคนขับ ซึ่งในทางกลับกันก็อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างยากจะหลีกเลี่ยง

โดยเฉพาะรถยนต์บินได้ที่ขณะนี้หลายบริษัทต่างเร่งพัฒนา ทั้ง “อูเบอร์” ที่นำร่องโครงการแท็กซี่บินได้ในลอสแองเจลิส ของสหรัฐฯ ส่วนค่ายอัลฟาเบต บริษัทแม่ของกูเกิล ก็มี “คิตตี้ ฮอว์ค” ซึ่งเป็นยานพาหนะบินได้ และบริษัท “เทสลา” ของนายอีลอน มัสก์ เจ้าของไอเดียสุดล้ำมากมาย ก็กำลังพัฒนารถยนต์บินได้อยู่เช่นกัน

ส่วนเทรนด์ไลฟ์สไตล์ก็จะเปลี่ยนโฉมไปจากเดิม อย่างกรณีที่ผู้คนชมโทรทัศน์หรือเคเบิลทีวีต่าง ๆ ลดลง และหันมาเข้าถึงเนื้อหาต่าง ๆ ผ่านระบบ Streaming บนโลกอินเทอร์เน็ตแทน โดยเมื่อปีที่แล้ว ชาวอเมริกันราวๆ 22 ล้านคน ยกเลิกการสมัครสมาชิกเคเบิลทีวี เพิ่มขึ้นจากเมื่อปีก่อนหน้าร้อยละ 33.2 และเทรนด์นี้น่าจะยังคงอยู่ต่อในปีนี้

กระแสอี-สปอร์ตจะโตอย่างรวดเร็ว โดยบริษัทวิจัย “นิวซู” ประเมินว่า อุตสาหกรรมอี-สปอร์ต มีมูลค่าราว 660 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 21,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มจะขยายตัวร้อยละ 40 ในปีนี้ เพราะผู้คนทั่วโลกให้ความนิยมมากขึ้น

นอกจากนี้ ผู้คนยังจะเอาใจใส่ต่อสุขภาพเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน และผนวกเอาเทคโนโลยีเข้าไปอยู่ในชีวิตแบบไร้รอยต่อ ทุกวันนี้แอปพลิเคชั่นเกี่ยวกับสุขภาพเป็นเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นแอปฯ ตัวช่วยเรื่องโรคเบาหวาน หุ่นยนต์ช่วยรักษา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพของผู้คนมากขึ้น

อีกเรื่องที่ขาดไม่ได้ คือ การผงาดขึ้นของ “อะเมซอนดอตคอม” บริษัทค้าปลีกออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ที่เพิ่งซื้อกิจการ “โฮล ฟู้ดส์” เชนซูเปอร์มาร์เก็ตสัญชาติเดียวกัน นับเป็นการรุกคืบเข้าสู่ตลาดค้าปลีกแบบมีหน้าร้าน เพื่อเร่งเครื่องบริการจัดส่งสินค้าให้ถึงมือผู้รับได้อย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เล่นอยู่ในตลาดค้าปลีกออนไลน์ ซึ่งสะท้อนถึงกระแสบูมของการช็อปปิ้งออนไลน์ ขณะที่นายเจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้งอเมซอนดอตคอม ก็ขยับขึ้นแท่นมหาเศรษฐีเบอร์ 1 ของโลก แทนนายบิล เกตส์ เจ้าพ่อไมโครซอฟท์ในบางช่วงเวลาที่ราคาหุ้นดีดตัวขึ้นสูง

สลดใจ!แฝดผู้น้องกินข้าวไม่ล้างจานเจอแฝดผู้พี่กระหน่ำแทงลาโลก

เกาะสมุยเกิดเหตุสลดแฝดผู้พี่กระหน่ำแทงแฝดน้องชายดับเหตุกินข้าวไม่ล้างจาน

วันที่ 1 มกราคม 2561 ร.ต.อ.ปิยะวัฒน์ จีนอ่วม รองสารวัตร สอบสวน สภ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ได้รับแจ้งมีเหตุทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธมีด มีผู้ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส เหตุเกิดหลังร้านจำหน่าย จานดาวเทียม หมู่ 1 ตำบลลิปะน้อย โดยผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นชายไทย อาสาสมัครมูลนิธิกุศลสงเคราะห์เกาะสมุย นำตัวส่ง โรงพยาบาลเกาะสมุย แต่คนเจ็บทนพิษบาดเจ็บไม่ไหว เสียชีวิต ภายในห้องฉุกเฉินที่โรงพยาบาลเกาะสมุย

หลังได้รับแจ้งจึงได้เดินทางไปตรวจสอบ ภายในห้องฉุกเฉิน พบศพนายธรรมดา รักษ์เจริญ อายุ 36 ปี ถูกแทงด้วยอาวุธมีดปลายแหลมเข้าที่ ราวนมซ้ายบาดแผลฉกรรจ์ตัดขั้วหัวใจ 1 แผล ต้นคอด้านซ้าย 1 แผล กกหูซ้าย 1แผลรวม 3 แผล แพทย์และพยาบาล ร่วมกันตรวจสอบบาดแผล และร่วมกันชันสูตร สภาพศพผู้ตาย

ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ได้เดินทางไปยังที่เกิดเหตุ ในที่เกิดเหตุ บ้านเลขที่ 24 หมู่1 ตำบลลิปะน้อย อำเภอเกาะสมุย บริเวณภายในห้องครัวพบกองเลือดจำนวนมาก และได้มีชาวบ้านสะกิดบอกเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า คนร้ายที่ก่อเหตุ เป็นพี่ชายของผู้ตาย หลบอยู่ในป่าละเมาะข้างบ้าน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้ปิดล้อม และพบนายณรงค์วิทย์ รักษ์เจริญ อายุ 37 ปี หลบซ่อนตัวอยู่ในป่าละเมาะ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าไปจับกุมตัว พร้อมนำตัวไปค้นหามีดที่ใช้ก่อเหตุ พบว่าถูกทิ้งอยู่ป่าละเมาะหลังบ้าน พบว่าเป็นมีดปลายแหลม ยาวประมาณ 1 ฟุต สภาพเปรอะเปื้อนด้วยคราบเลือด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ยึดไว้เป็นหลักฐาน พร้อมควบคุมตัวนายณรงค์วิทย์ ผู้ต้องหาไปสอบปากคำ

เบื้องต้นนายณรงค์วิทย์ ให้การรับสารภาพว่า ตนเป็นพี่ชายฝาแฝดส่วนนายธรรมดา ผู้ตายเป็นน้องชาย ของตนเอง พร้อมให้การรับสารภาพว่าก่อนเกิดเหตุตนกับผู้ตายได้เกิดมีปากเสียงกัน โดยผู้ตายได้ด่าทอตน หาว่าตนกินข้าวแล้วไม่ล้างจานจนเกิดโต้เถียงกันรุนแรง จนตนเกิดบันดาลโทสะคว้ามีดปลายแหลมทำครัว ยาวประมาณ 12นิ้ว แทงไปที่น้องชายหลายครั้งด้วยความโมโห หลังจากท่ีน้องชายล้มจมกองเลือดภายในบ้านจึงรู้เสียใจที่ได้ฆ่าน้องชาย นายณรงค์วิทย์ ผู้ต้องหาฆ่าน้องชายฝาแฝดตาย กล่าวทั้งน้ำตา

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัว พร้อมแจ้งข้อกลาง ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พร้อมควบคุมขัง รอการส่งฝากขังศาลจังหวัดเกาะสมุยต่อไป