รพ.พระมงกุฏฯ แถลงขอโทษกรณีออกใบเสร็จรับเงินผิด

มูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าฯ ขอโทษ กรณีออกใบเสร็จรับเงินโครงการ ‘ก้าวคนละก้าว’ ผิด เผย 25 ก.พ. มอบเงินรอบแรก

วันที่ 29 ม.ค. 2561 ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ ฯ มูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นำโดย พลตรีนิมิตร์ สะโมทาน ประธานมูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า ฯ พร้อมด้วย พลตรีพีระพล ปกป้อง เลขาธิการมูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า ร่วมแถลงข่าวชี้แจง กรณีใบเสร็จรับเงินโครงการก้าวคนละก้าวผิดพลาด

พลตรีพีระพล ได้กล่าวขอโทษถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และน้อมรับผิด โดยแถลงข่าวในวันนี้เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทุกคนคลายความสงสัย โดยยืนยันว่าไม่ได้นิ่งเฉย หลังทราบเรื่องจากสื่อสังคมออนไลน์ จึงได้ทำการตรวจสอบ และพบข้อผิดพลาดจริง และทำการแก้ไขออกใบเสร็จให้ใหม่ ซึ่งตอนแรกทางมูลนิธิฯ จะนำใบเสร็จใหม่ พร้อมไปขอโทษกับเจ้าตัว แต่ทางผู้บริจาคไม่สะดวก ให้จัดส่งใบเสร็จใหม่ทางไปรษณีย์แทน

โดยยืนยันว่าทางมูลนิธิฯ ดำเนินการด้วยความโปร่งใส ให้ตัดเรื่องการทุจริตออกไป ทั้งนี้การรวมยอดเงินบริจาคนั้นไม่ได้คำนวณจากใบเสร็จ แต่รวมยอดจากเงินในบัญชีที่เปิดรับบริจาค ส่วนผู้ที่บริจาคมากกว่า 500 บาทขึ้นไป มีบางส่วนที่จะแจ้งความประสงค์ขอใบเสร็จ ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ทางมูลนิธิได้ออกใบเสร็จมากกว่า 1 แสนใบ ซึ่งพบว่ามีใบเสร็จผิดพลาดที่จำนวนเงินไม่ตรงกัน เพียง 1 ราย

ด้านเลขาธิการมูลนิธิฯ เผยว่าที่ผ่านมามีผู้บริจาคเงินเป็นจำนวนมาก ซึ่งตอนแรกทางมูลนิธิตั้งใจจะออกใบเสร็จให้ภายใน 30 วัน แต่เนื่องจากมีผู้บริจาคแจ้งขอใบเสร็จเป็นจำนวนมาก ทำให้ดำเนินการล่าช้า โดยช่องทางการแจ้งความประสงค์ขอใบเสร็จมีหลายช่องทางเพื่อให้สะดวกแก่ผู้บริจาค ส่วนขั้นตอนของการออกใบเสร็จ เริ่มตั้งแต่ผู้บริจาคแจ้งความจำนงขอรับใบเสร็จโดยการกรอกรายละเอียด และส่งหลักฐานการโอนเงินผ่านช่องทางนั้นๆ จากนั้นเจ้าหน้าที่จะดำเนินการคัดลอกข้อมูลออกมาเพื่อออกใบเสร็จ และส่งกลับไปให้ผู้บริจาค

ส่วนกรณีที่เกิดขึ้น เกิดจากความผิดพลาดของตัวบุคคล ซึ่งเจ้าหน้าที่ทราบแล้วว่ามีข้อผิดพลาดตั้งแต่ 5 ทุ่มของวันที่ 1 ม.ค . แต่ไม่ได้แก้ไขในทันที เนื่องจากติดวันหยุด และเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งทำงานล่วงเวลาเพื่อเร่งออกใบเสร็จให้ทันในปีภาษีนี้

ทั้งนี้ทางมูลนิธิฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ เจ้าหน้าที่รายงานว่าจะรีบดำเนินการแก้ไขให้หลังวันหยุด แต่มีข่าวในโซเชียลออกมาเสียก่อน ซึ่งต้องขอขอบคุณผู้บริจาครายนี้ ซึ่งทำให้ทราบว่ายังมีข้อบกพร่องอยู่ และหากมีการผิดพลาดอีกผู้บริจาคสามารถแจ้งทางมูลนิธิเพื่อตรวจสอบและแก้ไขได้ทันที

ขณะที่จะมีการประชุมเรียนเชิญผู้บริหารทั้ง 11 รพ.เพื่อจัดสรรเงิน โดยจะใช้ยอดเงินที่สิ้นสุดในวันที่ 31 ม.ค. 61 ในการจัดสรร เพื่อให้แต่ละโรงพยาบาลนำเงินไปใช้ตามวัตถุประสงค์ ซึ่งแนวทางการจัดสรร ทางทีมงานและตูน บอดี้แสลมได้กำหนดไว้เบื้องต้นแล้วก่อนเริ่มโครงการ โดยใช้จำนวนเตียงของแต่ละโรงพยาบาลเป็นเกณฑ์

อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีการปิดโครงการฯ โดยผู้มีจิตศรัทธายังสามารถบริจาคเงินร่วมโครงการได้ จนถึงขณะนี้ยอดเงินบริจาคช่วยเหลือ 11 โรงพยาบาล รวมเป็นเงิน 1,345 ล้านบาทเศษ เบื้องต้นมีการกำหนดวันมอบเงินไว้ วันที่ 25 ก.พ.2561

2018 การเมืองโลกระอุ สมรภูมิตัวแทนดุ ขั้วอำนาจโลกเคลื่อนโดย ดร.มาโณชญ์ อารีย์

ปี 2017 ที่ผ่านมาความเป็นไปของโลกขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้น สถานการณ์การเมืองโลก และการก่อความรุนแรงยังคงดุเดือด เมื่อโลกแปรเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามกระแสโลกาภิวัฒน์ ในแต่ละปีย่อมมีสิ่งที่น่าจับตามองต่างกันไป 

ทีมข่าว MThai  ได้พูดคุยกับ‘ดร.มาโณชญ์ อารีย์’ หัวหน้าภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และนักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งได้วิเคราะห์เรื่องราวเกี่ยวกับการเมืองโลกในประเด็น แนวโน้ม การเมืองโลกที่จะมีความเปลี่ยนแปลงไป รวมถึงขั้วอำนาจโลกที่จากเดิมคือสหรัฐฯ แต่ในอนาคตขั้วอำนาจจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หลังนาย โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นครองเก้าอี้ประธานาธิบดี ทำให้สหรัฐฯโดดเดี่ยวตัวเองจากประชาคมโลกมากขึ้น และประเด็นที่มหาอำนาจไม่ต้องการทำสงครามกันเอง จนเป็นที่มาของสงครามตัวแทน ซึ่งเป็นแกนใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงโลกในปีนี้อย่างน่าสนใจ…

ดร.มาโณชญ์ อารีย์ กล่าวถึงสถานการณ์โลกว่ามีอุณหภูมิที่สูงขึ้น มีปัญหาที่สลับซับซ้อนมาขึ้น เนื่องจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะการก้าวขึ้นมาครองเก้าอี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะสร้างความปั่นป่วนให้กับโลกพอสมควร รวมถึงกระแสขวาจัดในยุโรป สงครามตัวแทนที่จะเกิดขึ้นในหลายภูมิภาค นอกจากนี้ยังมีปัญหาก่อการร้ายที่พัวพันกับการเมืองโลก อย่างกรณีของซีเรีย ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นแรกเหวี่ยง แรงส่งที่ทำให้สถานการณ์ในปีนี้ น่าจับตามอง และจะมีประเด็นใหม่ ๆ ให้ได้ติดตามหลายเรื่อง

ประเด็นที่ 1 การขับเคี่ยวของมหาอำนาจโลกหลังจากนี้ เห็นได้จากปี 2017 ที่ผ่านมา นโยบาย American first ของประธานาธิบดี ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ได้ลดบทบาทบนเวทีการเมืองโลกของสหรัฐฯ ลงอย่างมาก โดยสหรัฐฯโดดเดี่ยวตัวเองจากสังคมโลก และถูกโดดเดี่ยวออกไป ในกรณีที่อเมริกาโดดเดี่ยวตัวเองออกไป เห็นได้จากกรณีที่สหรัฐฯ ไม่เอาด้วยกับ ‘ข้อตกลงปารีส’ ที่ว่าด้วยเรื่องสิ่งแวดล้อม ขณะที่จีนกลับเป็นประเทศที่เรียกร้องให้สังคมระหว่างประเทศ ต่อสู้กับภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

แกนอำนาจโลกเคลื่อนย้าย สหรัฐฯถูกลดทอนบทบาท จีนจับมือรัสเซียผงาด ขึ้นแท่นมหาอำนาจโลกเจ้าใหม่ !!

สหรัฐฯ ถูกโดดเดี่ยวในสังคมระหว่างประเทศ จากกรณีสหรัฐฯรับรองสถานะของเยรูซาเล็ม เป็นเมืองหลวงของอิสราเอลในเวทีสหประชาชาติ เป็นการส่งสัญญาณว่า ในปี 2018  ทำให้สหรัฐฯ ถูกลดทอนบทบาท ลงไป ในขณะที่จีนจะก้าวขึ้นมามีบทบาทชัดเจนมายิ่งขึ้น และเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ที่นำกลุุ่มประเทศเสรีนิยม

ในปีที่แล้วประธานาธิบดี ‘สี จิ้น ผิง’ ได้รับการยอมรับในประเทศมากขึ้น และกระชับความสัมพันธ์กับพรรคคอมมิวนิสต์ในจีน ถึงขั้นถูกวางสถานะเทียบเท่าประธานเหมา หรือ เหมา เจ๋อตง ผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ดังนั้นในปีนี้บทบาทของจีนในเวทีโลกจึงเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากในประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการจับมือของรัสเซีย ในลักษณะการเป็นพันธมิตรร่วมกัน แม้จะต่างความคิดต่างอุดมการณ์ เพื่อคานอำนาจสหรัฐฯ ซึ่งเป็นขั้นอำนาจสำคัญของโลก

ในปี 2018 แกนอำนาจโลกเปลี่ยนและเคลื่อนย้าย เพราะจีนและรัสเซียจะก้าวขึ้นมามีบทบาทที่เด่นชัดมากยิ่งขึ้น และจะส่งผลกับระบบระหว่างประเทศทั้งหมด รวมถึงประเทศเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะมีโอกาสในการตัดสินใจมากขึ้น ว่าจะมีนโยบายต่างประเทศกับมหาอำนาจอย่างไร และไม่จำเป็นต้องอิงกับสหรัฐฯดังเช่นหลังยุคสงครามเย็น เพราะจีนและรัสเซียมีอำนาจ และมีสถานภาพที่สามารถพึ่งพิงได้ ในปีนี้จะมีบรรยากาศที่ใกล้เคียงกับสงครามเย็น เพราะประเทศเล็ก ๆ สามารถแสวงหาผลประโยชน์ได้จากทุกฝ่าย ซึ่งเป็นข้อดีของสงครามเย็น

ด้วยเหตุนี้เองอาจทำให้ขบวนการกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ที่ในอดีตถูกลดบทบาทลงไป ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ กลุ่มนี้อาจจะมีบทบาทขึ้นมาอีกครั้ง หลังมหาอำนาจกลับมามีบทบาทขึ้นอีกครั้ง

เมื่อผู้สื่อข่าวยิงคำถาม เกี่ยวกับท่าทีของรัฐบาลไทย ที่นำโดย คสช. จะฝักใฝ่ในขั้วมหาอำนาจใดระหว่าง 3 ชาติ ดร.มาโณชญ์ ตอบว่า ระยะหลังไทยมีอิสระในการดำเนินนโยบายต่างประเทศพอสมควร เห็นได้ชัดจากการแสดงท่าที ในการโหวตในสหประชาชาติ เราจะไม่ได้อิงอยู่กับมหาอำนาจเดิมอย่างสหรัฐฯ โดยส่วนใหญ่เราจะเกาะเกี่ยวไปกับเสียงของประชาคมโลกส่วนใหญ่ ถ้ามองความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ รัสเซีย และจีน ย้อนกลับไปในช่วงรัฐประหาร เรามีปัญหากับสหรัฐฯอยู่พักหนึ่ง แต่ในช่วงหลัง สหรัฐฯ กลัวจะเสียความสัมพันธ์ไทยไปให้กับจีน กลัวจะห่างเหิน อเมริกาเป็นฝ่ายมาปรับความสัมพันธ์กับไทย ขณะที่ไทยกระชับความสัมพันธ์กับจีน และรัสเซียมากขึ้นเพื่อปรับสมดุล ดังนั้นในปี 2018 ในสถานการณ์การเมืองโลกที่เป็นเช่นนี้ ไทยยังคงวางตัวเป็นกลางที่จะแสวงหาประโยชน์จากหลายฝ่าย

‘รัสเซีย’ มีชัยชนะเหนือ ‘สหรัฐฯ’ ในสงครามกลางเมืองซีเรีย

สถานการณ์ในซีเรีย สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานาน รัฐบาลซีเรียที่นำโดยประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด
จะสามารถยังคงอยู่ในขั้วอำนาจได้ต่อไป ภายใต้การค้ำจุน การสนับสนุนของรัสเซีย ในขณะที่สหรัฐฯ พยายามโค่นอัซซาดลงจากอำนาจ  แต่ไม่สามารถทำได้เท่ากับรัสเซีย รัสเซียจึงน่าจะมีชัยชนะเหนือสหรัฐฯ ส่วนในด้านสงครามกลางเมืองที่ผ่านมา ทำให้ซีเรียย่อยยับเสียหายมาก หลังจากนี้จะเป็นขั้นตอนในการฟื้นฟูประเทศ หลังจากกลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย หรือ กลุ่มไอเอส สูญเสียที่มั่นในซีเรียไปแล้ว

อีกปัญหาหนึ่งคือ หลังจากเกิด ‘สงครามกลางเมือง’ ทำให้เกิดคลื่นผู้อพยพคลื่นผู้ลี้ภัยเป็นจำนวนมาก ที่หลั่งไหลไปยังตุรกีและยุโรป หลังจากนี้หากสถานการณ์ในซีเรียดีขึ้น กลุ่มเหล่านี้จะกลับมาอย่างไร ? จะมีการพิสูจน์สัญชาติอย่างไร หรือจะมีสมาชิกกลุ่มติดอาวุธแฝงตัวเข้ามา ดังนั้นเรื่องการคัดกรองต้องใช้เวลา ซึ่งเป็นประเด็นหลักในซีเรีย

ภาพรวมของตะวันออกกลางต่อจากนี้ไป เป็นเรื่องของสงครามตัวแทนในอำนาจโลก มหาอำนาจในภูมิภาค

ระหว่าง ‘ขั้วอำนาจในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างซาอุดิอาระเบีย ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ขณะที่ขั้วอำนาจในภูมิภาคฝั่งตรงข้ามอย่างอิหร่าน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย’ นั่งคือสงครามตัวแทนที่กำลังขับเคี่ยวกันในตะวันออกกลาง ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง ตะวันออกกลางมีกระแส ความพยายามในการเปลี่ยนแปลง ปฏิรูป หลัก ๆ ใน 3 กระแส ได้แก่ Political Islam หรือการเมืองอิสลาม ที่นำโดยตุรกี ที่พยายามเรียกร้องปฏิรูปตะวันออกกลางให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ให้มีการเลือกตั้ง ให้มีการนำเอาแนวคิดทางศาสนามาประยุกต์ใช้กับระบอบการเมืองสมัยใหม่ซึ่งกระแสนี้กำลังมาแรง และกระแสที่ 2 ซึ่งมาจากซาอุดิอาระเบีย ที่ต้องการเปลี่ยนประเทศให้ทันสมัย ปราบปรามคอรัปชั่น และความพยายามที่จะเปลี่ยนให้มีความเสรีมากขึ้น หลังจากซาอุดิอาระเบียถูกมองว่า มีความสุดโต่ง มีความเคร่งครัดทางศาสนามากเกินไป และอีกปัจจัยที่ทำให้ซาอุฯ ต้องปฏิรูปประเทศ เพราะซาอุฯมีปัญหาทางเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันตก งบประมาณไม่เพียงพอ จึงต้องเปลี่ยนให้ทันสมัยเช่น ให้สิทธิกันสตรีมากขึ้น อาทิ การสร้างโรงภาพยนตร์ การจัดคอนเสิร์ต 

ดร.มาโณชญ์ อารีย์ นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

และสุดท้ายอิหร่าน ซึ่งมีนโยบายต่างประเทศในการขยายอิทธิพล ในเลบานอน ซีเรีย และเยเมน ในช่วงปลายปี 2017 เกิดกระแสประท้วงในอิหร่าน เนื่องจากประชาชนเกิดความไม่พอใจที่รัฐบาลนำทั้งงบประมาณ และเวลา ไปทุ่มกับนโยบายต่างประเทศ และการขยายอิทธิพลในภูมิภาคตะวันออก คนอิหร่านเรียกร้องให้มีความสนใจกับปัญหาภายในประเทศของตัวเองมากขึ้น เพราะฉะนั้นท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ในอีกด้านหนึ่งมีเรื่อง ‘สมรภูมิตัวแทน’ เป็นปัจจัยสำคัญ

ท่ามกลางการขยายอิทธิพลในตะวันออกกลาง แต่ละกลุ่มและแต่ละฝ่าย แต่ละขั้วอำนาจในตะวันออกกลาง จะมีวิธีจัดการและสร้างสมดุลระหว่างการขยายอิทธิพลในตะวันออกกลางอย่างไร กับการจัดการกับปัญหาในประเทศ และการปฏิรูปในประเทศซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ

ก่อการร้ายในปี 2018 น่าสนใจ น่าติดตาม

กลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย หรือกลุ่มไอเอส ได้เสียที่มั่นในอิรักไปแล้ว กลุ่มสมาชิกของไอเอสในตะวันออกกลาง ต้องกลับภูมิลำเนา โดยนำเอาแนวคิด ไอเอสหาที่มั่นใหม่ ๆ พอที่จะมีศักยภาพที่จะไปตั้ง ต้องมีแนวร่วม มีทรัพยากร เพราะจากเดิมที่มั่นในตะวันออกกลางมีน้ำมันที่ขายและสร้างรายได้มหาศาลต่อวัน

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้กลุ่มไอเอสต้องมองหาที่มั่นใหม่ ๆ มีความเป็นไปได้สูง ว่ากลุ่มไอเอสจะมองไปที่เอเชียใต้ อาทิอัฟกานิสถาน ที่ยังไม่สงบ เพราะมีสงครามกลางเมือง รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากในปี 2017 กลุ่มไอเอสพยายามเข้าไปตั้งฐานที่มั่นในฟิลิปปินส์ แต่สุดท้ายไม่สามารถต่อสู้ หรือตั้งฐานได้ เนื่องจากถูกรัฐบาลปราบปราม เพราะรัฐบาลฟิลิปปินส์ ไม่ได้ไร้เสถียรภาพ ประเทศไม่ได้มีปัญหาดังเช่นในตะวันออกกลาง ทำให้กลุ่มไอเอสไม่ประสบความสำเร็จในเป้าหมายนี้

รัฐยะไข่ กลุ่มติดอาวุธ หรือกลุ่มอื่น ๆ อาจไปเป็นแนวร่วมของกลุ่มไอเอส ทำให้สถานการณ์ในพม่ารุนแรงมากยิ่งขึ้น และปัญหาที่เกี่ยวข้องกัน คือปัญหาผู้อพยพ เกิดผู้ลี้ภัยมากกว่า 5 แสนคน ในบังคลาเทศ เมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์ เห็นได้จากเรื่องวิกฤตผู้ลี้ภัย มนุษยธรรม เรื่องดินแดน ของชาวปาเลสไตน์ ชาวปาเลสไตน์ส่วนหนึ่งถูกยึดครองดินแดน และกลายมาเป็นผู้ลี้ภัยจากดินแดนของตัวเอง จากวิกฤตความรุนแรงในรัฐยะไข่ จะพัฒนาไปเป็นปัญหาความรุนแรง กลุ่มติดอาวุธ ทำให้กลุ่มก่อการร้ายภายนอก ใช้ปัจจัยนี้ในการแทรกซึม

ในส่วนของประเทศไทย ไม่มีความเกี่ยวข้องกันพม่าหรือปัญหาในรัฐยะไข่โดยตรง แต่เราเป็นประเทศทางผ่าน หากการใช้ชีวิตในบังคลาเทศยากลำบาก ชาวโรฮิงญาต้องการที่จะโยกย้ายไปประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย รวมถึงประเทศไทย คล้ายปัญหาที่เกิดขึ้นในซีเรีย ที่ผู้ลี้ภัยต้องการหนีไปยังยุโรป จนเจอกระแสต่อต้าน หากมาไทย อาจเจอกระแสต่อต้านได้เช่นเดี่ยวกัน และอาจกระทบต่อเราหากรัฐบาลไม่มีการวางมาตรการที่ดีพอ หากไม่มีมาตรการในการป้องกัน อาจจะมีผู้ลี้ภัยหลั่งไหลเข้ามา แต่หากใช้วิธีที่รุนแรง  อาจกระทบต่อประเทศไทยในด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้

เพราะฉะนั้นอาเซียนจะรับมือกับปัญหาโรฮิงญาอย่างไร อาเซียนจะต้องไม่มองว่าเป็นปัญหาภายในเมียนมาเท่านั้น เพราะเป็นปัญหาที่น่ากลัว ระยะหลังเห็นได้ว่า มีการปฏิบัติการของกลุ่มติดอาวุธชาวโรฮิงญามากขึ้นในพม่า เพราะกลุ่มเหล่านี้รู้สึกว่าตนเองไม่มีทางเลือก

สงครามโลกครั้งที่ 3 มีแนวโน้มเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ จะเกิดขึ้นเพราะอะไร และมาจากภูมิภาคใด ?

หลายขั้วอำนาจ โดยทฤษฎีมากจาก การที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีความมั่นใจ กินรวบ เหมือนกรณีที่สหรัฐฯ มีความมั่นใจว่าจะชนะสงครามในอิรัก การคำนวณ ประเมินสถานการณ์ เหนือคู่ต่อสู้ เมื่อประเมินเช่นนี้แล้ว ทำให้เข้าสู่สงครามได้ เพราะคิดว่าตนเองเหนือกว่า ปัจจัยในปัจจุบันมหาอำนาจไม่ทำสงครามกันโดยตรง แต่จะใช้สงครามตัวแทน เพราะมหาอำนาจไม่เผชิญหน้ากันโดยตรง เพราะอาจนำไปสู่ความสูญเสียมาก

แต่มันจะมีอีกปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดสงคราม คือการพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธของมหาอำนาจฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หากฝ่ายหนึ่งมีระบบป้องกันขีปนาวุธ อาจทำให้ชาตินั้นรู้สึกว่าตัวเองปลอดภัย และทำให้เข้าสู่สงครามได้ หากระบบไม่สามารถป้องกัน สกัดกั้นได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ไม่เกิดสงคราม เพราะมันยังมีความเกรงกลัวต่อความเสียหายอยู่

เสรีนิยม หรือ กระแสขวา จัดจะมาแรง ?

เสรีนิยมยังมีบทบาท กระแสขวาจัดเพิ่มขึ้น ในปี 2018 กระแสการเลือกตั้งเพิ่มขึ้นที่จะเกิดขึ้นอีกหลายที่ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่า ยุโรปจะไปทางไหน โดยมองจากอนาคตยังมีหลายประเทศที่กำลังจัดการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งน่าจับตามอง

อีกเรื่องคือกระแสชาตินิยม การเรียกร้องให้เกิดการแยกประเทศ ในปีนี้น่าจับตามองว่า ‘กาตาลุญญา’ จะเป็นอย่างไร หากกระแสนี้แรงมากขึ้น และเกิดกระพือออกไปมากขึ้น ประเทศทั่วโลกอาจจะเจอกับปัญหาดังกล่าวตามมา ยกตัวอย่างเช่น กรณีของเคิร์ด ในตะวันออกกลาง แคชเมียในเอเชียใต้ ซึ่งมีกลุ่มที่พยายามเรียกร้องให้แยกประเทศ หากยุโรปมีกระแสเหล่านี้ จะส่งผลต่อภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลกให้มีการแยกประเทศ ซึ่งเป็นความไม่แน่นอนที่โลกต้องจับตามองในปี 2018

นอกจากนี้ในกรณีของเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ที่เป็นบริบทใหม่ที่เปิดเจรจาระหว่างกัน ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่น่ากังวลเท่ากับความตึงเครียดระหว่างเกาหลีเหนือและ สหรัฐฯ ซึ่งมีความไม่แน่นอน ที่สหรัฐฯและเกาหลีเหนือจะมีวิธีการ ทางออก และจะการเผชิญหน้ากันอย่างไร หากในอนาคตเกาหลีใต้ ไม่ได้อยู่ภายใต้การปกป้องคุ้มครอง และเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯอีกต่อไป

หอไอเฟลปิด ! น้ำท่วมฝรั่งเศสหนัก สั่งอพยพประชาชน 1,500 คน

เหตุน้ำท่วมในฝรั่งเศสกระทบประชาชนที่อาศัยอยู่ใน 200 เมือง ทางการสั่งปิดหอไอเฟลและอาสนวิหารน็อทร์-ดามแห่งปารีสชั่วคราว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เกิดเหตุน้ำท่วมในฝรั่งเศสส่งผลกระทบกว่า 200 เมืองในฝรั่งเศส ขณะเดียวกันระดับน้ำในแม่น้ำแซนกำลังจะขึ้นสู่จุดสูงสุด พร้อมสั่งอพยพประชาชน 1,500 คน

โดยทางการจะมีคำสั่งปิดถนนและโรงเรียน พร้อมสั่งอพยพผู้ป่วยในโรงพยาบาลหลายแห่ง นอกจากนี้สถานที่สำคัญอีกหลายแห่ง ต้องปิดชั่วคราว อาทิ พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ซึ่งเป็นสถานที่เก็บภาพวาดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพื่อป้องกันภาพวาดได้รับความเสียหาย รวมถึงมีการสั่งปิดรถไฟใต้ดิน ทำให้ประชาชนสัญจรไปมาอย่างยากลำบาก

(ภาพ: Barcroft Media)

รายงานระบุว่าระดับน้ำในแม่น้ำแซนเพิ่มขึ้นในช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สูงกว่าระดับปกติแล้ว 13 ฟุต ทำให้เป็นเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่อีกครั้งนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1900

สำนักงานป้องกันน้ำท่วม “วีชีครู” เชื่อว่า ระดับน้ำจะยังคงสูงขึ้นจนถึง 13 ฟุต ภายในวันนี้ มีรายงานความเสียหายใน 240 เมือง ขณะที่กรุงปารีสก็เผชิญน้ำท่วมหนัก ทำให้ต้องอพยพประชาชน 1,500 คน ขณะที่หัวหน้าแผนกตำรวจของกรุงปารีสออกมาระบุว่า น้ำจะค่อย ๆ ลดลงอย่างช้า ๆ

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำท่วมส่งผลให้ประชาชน ต้องใช้เรือแทนรถยนต์ แต่บริษัทให้บริการเรือด่วน กลับได้รับผลกระทบเพราะทางการห้ามการสัญจรทางน้ำทุกชนิด นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังปรับคนที่ใช้เรือแคนูในแม่น้ำแซนอีกด้วย

ที่มา  www.bbc.com