จ่อสอบเหยื่อเด็กสาวค้ากาม ‘วิคตอเรีย’ สางปมตร.เอี่ยว

รอง ผบช.น. เผย เตรียมสอบปากคำเหยื่อค้ากาม ‘วิคตอเรีย’ สัปดาห์หน้า ก่อนสรุปข้อเท็จจริงมีตำรวจนครบาลเอี่ยวรับผลประโยชน์หรือใช้บริการหรือไม่ ยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

พล.ต.ต.กฤตธาพล ยี่สาคร รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงตำรวจเกี่ยวข้องสถานบริการวิคตอเรีย ซีเครท เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนเตรียมเข้าสอบปากคำเหยื่อค้ามนุษย์สถานบริการวิคตอเรีย ซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่ขณะนี้อยู่ในความดูแลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม.

รวมทั้งพนักงานของสถานบริการ ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานหาข้อเท็จจริงว่ามีตำรวจสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล นายใดเข้าไปเกี่ยวข้องในลักษณะใช้บริการหรือเรียกรับผลประโยชน์หรือไม่ หลังจากที่เมื่อวันที่ 25 มกราคม ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนได้เข้าสอบปากคำผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์สถานบริการวิคตอเรียที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร 7 คน และที่ทัณฑสถานหญิงกลาง 1 คน แต่ผู้ต้องหาไม่ให้ความร่วมมือ และไม่ซัดทอดถึงตำรวจนายใด แม้จะมีการนำภาพถ่ายของตำรวจที่ต้องสงสัยเข้าใช้บริการให้ผู้ต้องหาดูแล้วก็ตาม

ขณะที่ความคืบหน้าการสอบสวนข้อเท็จจริง คณะกรรมการได้สั่งการให้ตำรวจที่มีตำแหน่งผู้กำกับการในสังกัด 100 นาย รายงานชี้แจงกรณีที่ปรากฎหลักฐานว่ามีตำรวจในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล ระบุตำแหน่งผู้กำกับการ เข้าไปใช้บริการที่สถานบริการวิคตอเรีย เมื่อวันที่ 10 มกราคม โดยให้รายงานตัวต่อกองบังคับการต้นสังกัด ภายในวันที่ 25 มกราคม นั้น ขณะนี้ยังมารายงานตัวไม่ครบ โดยให้เวลาถึงภายในวันจันทร์นี้ พร้อมระบุ ได้กำชับให้คณะกรรมการดำเนินการให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย หากพบตำรวจกระทำผิดจริง ก็ต้องลงโทษทั้งทางวินัยและทางอาญา

ส่วนการดำเนินการยึดอายัดบัญชีของผู้ต้องหาในคดีค้ามนุษย์สถานบริการวิคตอเรีย หรือผู้เกี่ยวข้อง ทางเลขาธิการ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ อยู่ระหว่างดำเนินการสืบสวนสอบสวน

คนปลูกอ้อย จ.ตาก โร่แจ้งความ ถูกบริษัทชื่อดังแจ้งหนี้กว่าพันล้าน

เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย จ.ตาก โร่แจ้งความ ถูกบริษัทชื่อดังรับซื้ออ้อยแจ้งยอดหนี้รวมกันกว่าพันล้านบาท

ร.ต.อ.พิพัฒน์ ฤทธิ์อ่องรักษ์ พนักงานสอบสวน สภ พบพระ จ.ตาก ได้รับแจ้งความกับชาวสวนเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยในเขตอำเภอพบพระ จ.ตาก จำนวน 53 ราย ที่ได้เดินทางมาพร้อมด้วยตัวแทนสภาพทนายความแห่งประเทศไทย เพื่อเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.พบพระ หลังถูกตัวแทนบริษัทรับซื้ออ้อยแห่งหนึ่งฟ้องรวมกันเป็นหนี้ถึงจำนวนเงิน 1,390 ล้านบาท

โดยที่ชาวบ้านที่เดินทางมาแจ้งความในครั้งนี้ไม่ทราบว่าหนี้เหล่านี้มาได้อย่างไร ทั้งนี้เนื้อหาของการเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนนั้นมีอยู่ว่า เมื่อ ปี 2551 มีตัวแทนบริษัทอ้อยชื่อดังรายใหญ่ในพื้นที่จังหวัดตาก มาทำสัญญาซื้อขายกับชาวบ้าน และในกระดาษไม่ได้มีเนื้อหาสาระอะไร แล้วให้ชาวบ้านเซนต์กระดาษเปล่า พร้อมทั้งรับรองสำเนาบัตรกับทะเบียนบ้าน

ต่อมาเมื่อปลายปี 2559 ทางบริษัทเริ่มมีการแจ้งการเป็นหนี้แก่ชาวบ้านเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย และต่อมามีหนังสือจากศาลฟ้องร้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย บางราย 3 ล้าน บางราย 30 ล้าน บางรายถึง 41 ล้าน ซึ่งทั้งหมดขณะนี้มีถึง 53 ราย ยอดรวมฟ้องกว่า 1,300 ล้านบาท

นางจิราภา อายุ 60 ปี อยู่บ้านพบพระเหนือ อำเภอพบพระ จ.ตาก กล่าวทั้งน้ำตาว่า ตนเองปลูกอ้อยมานานหลายปีไม่เคยมีกำไร มีแต่เป็นหนี้ ไม่เคยได้จับเงินดีดีกับเขาสักครั้ง เกิดมายังไม่เคยเห็นเงินล้านเลย แต่กับมาถูกฟ้องเงินเป็น 10 ล้าน อยากวิงวอนภาครัฐเข้าช่วยดูแลเรื่องนี้

รวบมารศาสนา!! แต่งเลียนแบบพระสงฆ์ไถเงินอบต. อ้างสนิทผู้ว่าฯ-มทภ.4

บุกจับมารศาสนา ไม่เข็ดหลาบแต่งเลียนแบบพระสงฆ์ อ้างสนิทผู้ว่าฯ เมืองคอน และ มทภ.4 – ข่มขู่หลอกลวงเรียกเงินเหมืองแร่และนายก อบต.

วันที่ 28 ม.ค.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่มีผู้อ้างว่าเป็นพระภิกษุสงฆ์ และพำนักประจำอยู่ที่สำนักสงฆ์นาคราช หมู่ 10 ต.กรุงชิง อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช และอ้างว่ามีความสนิทสนมกับนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และ พล.ท.ปิยะวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 และข่มขู่หลอกลวงเรียกเงินจากเหมืองแร่แห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.กรุงชิง จำนวน 3,000 บาท และยังข่มขู่เรียกเงินจาก นายก อบต.กรุงชิง เมื่อนายก อบต.กรุงชิง ไม่ให้ ก็แอบอ้างว่าตนสนิทกับผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และแม่ทัพภาค 4 จะเสนอให้ คสช.ใช้ ม. 44 ปลดนายก อบต.กรุงชิง พ้นจากตำแหน่งในเร็ว ๆ นี้

ทั้งนี้เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ม.ค.61 หลังจากนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มอบหมายให้ นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์ รอง ผวจ.นครศรีธรรมราช พร้อมด้วย ว่าที่ ร.ต.อุทัย ทาบทอง นายอำเภอนบพิตำ ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและประวัติอย่างละเอียด พบว่าบุคคลดังกล่าวอ้างว่าชื่อพระกัลยารัตน์ สุวัณโน หรือ นายวีรศักดิ์ ส่งแสง อยู่บ้านเลขที่ 95 หมู่ 1 ต.ลำสินธุ์ อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง และเคยบวชที่วัดแห่งหนึ่งใน จ.พัทลุง จากนั้นในปี 2551 ได้ออกธุดงค์ปักกรดพำนักที่เจดีย์ควนหินแท่น อ.ป่าบอน จ.พัทลุง และมีพฤติกรรมใบ้หวยหลอกลวงชาวบ้านจำนวนมาก จนกระทั้งหลอกเด็กผู้ชาย อายุ 8 – 10 ขวบ จำนวน 3 – 4 คน ให้ฝึกนั่งสมาธิ หลับตา ห้ามลืมตาเด็ดขาด ก่อนที่ตัวเองจะสำเร็จความใคร่ เอาน้ำอสุจิใส่ใบหน้าและปากเด็ก ๆ และข่มขู่เด็ก ๆ นำเรื่องไปบอกใคร
แต่มีเด็กคนหนึ่งที่ถูกทำอนาจาร นำเรื่องไปเล่าให้พ่อแม่ ผู้ปกครองฟัง จนที่สุดชาวบ้านกว่า 50 คน รวมตัวกันขับไล่และจับตัวไปให้พระครูสังวรณ์ ธรรมวารี เจ้าอาวาสวัดทุ่งนารี และเจ้าคณะอำเภอป่าบอน จ.พัทลุง ทำการสึกจากพระ ก่อนควบคุมตัวส่ง พ.ต.ท.เมธาพงศ์ นาคปลัด พนักงานสอบสวน สภ.ป่าบอน เพื่อสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมาย

หลังพ้นโทษนายวีรศักดิ์ ส่งแสง หรือ อดีตพระกัลยารัตน์ ได้แอบนำจีวรมาห่มหลอกชาวบ้าน ว่าเป็นพระสงฆ์เหมือนเดิม และยังก่อเหตุลักทรัพย์พระพุทธรูปประจำวัดแห่งหนึ่งในเขต อ.เมือง จ.พัทลุง ตำรวจ สภ.เมือง พัทลุง ขออนุมัติต่อศาลจังหวัดพัทลุง ออกหมายจับที่ จ.369/2559 ลงวันที่ 20 ธ.ค.2559 หลังถูกออกหมายจับนายวีรศักดิ์ ได้หลบหนี และแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ พำนักในพักสงฆ์สระนางหงส์ หมู่ 6 ต.พระพรหม อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช และมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมหลายอย่าง รวมทั้งชอบแอบอ้างว่าสนิทสนมกับข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองชั้นผู้ใหญ่

กระทั้งเมื่อวันที่ 20 ก.ค.60 พ.ต.ท.เตโชทัย ขุนนัดเชียร สารวัตรกองกำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 (หัวหน้าตำรวจสันติบาลนครศรีธรรมราช) นำกำลังพร้อมหมายจับบุกจับกุมตัวนายวีรศักดิ์ ได้คาที่พักสงฆ์สระนางหงส์ หมู่ 6 ต.นาพรุ อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช และให้เปลื้องผ้าเหลือง ก่อนส่งตัวให้ สภ.เมือง จ.พัทลุง มารับตัวไปดำเนินคดีตามหมายจับ และคาดว่าหลังพ้นโทษออกมาในช่วงปลายปี 2560 นายวีรศักดิ์ ก็ยังใช้พฤติกรรมเดิม ๆ คือแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ และเดินทางไปพำนักในสำนักสงฆ์นาคราช หมู่ 10 ต.กรุงชิง อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช และยังมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมหลายอย่าง โดยเฉพาะการข่มขู่หลอกลวงเรียกเงินจากบริษัทเหมืองแร่ และ นายก อบต.กรุงชิง โดยยังอ้างว่ารู้จักสนิทสนามกับผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และแม่ทัพภาคที่ 4 อีกด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังทราบข้อมูลของนายวีระศักดิ์ เป็นอย่างดีแล้ว นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์ รอง ผวจ.นครศรีธรรมราช และ ว่าที่ ร.ต.อุทัย ทาบทอง นายอำเภอนบพิตำ จึงสั่งการให้นายพันธกานต์ รัชณรงค์ ปลัดอำเภอ นำกำลังเจ้าหน้าที่ อส.ฝ่ายปกครอง พร้อมกำลังตำรวจ สภ.นบพิตำ กำนัน ต.กรุงชิง และ ผญบ.หมู่ 10 ต.กรุงชิง เดินทางไปตรวจสอบภายในสำนักสงฆ์นาคราช พบพระกัลยารัตน์ ศิริวัณโน หรือ นายวีรศักดิ์ ส่งแสง ที่ห่มผ้าเหลืองคล้ายพระสงฆ์อยู่ภายในสำนักสงฆ์ ตรวจสอบเบื้องต้นไม่มีใบสุทธิ โดยอ้างว่าลืมใบสุทธิไว้ที่วัดใน จ.พัทลุง จะนำใบสุทธิพระมาแสดงกับเจ้าหน้าที่ในวันที่ 30 ม.ค.61 เจ้าหน้าที่ จึงโทรศัพท์สอบถามไปยังเจ้าอาวาสวัด ที่นายวีรศักดิ์ แอบอ้าง ก็ได้รับการยืนยันว่านายวีรศักดิ์ ไม่ได้บวชเป็นพระที่วัดดังกล่าวตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด

จนกระทั้งนายวีรศักดิ์ จึงยอมรับสารภาพว่าไม่ได้เป็นพระสงฆ์ แต่อย่างใดและยอมเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นฆราวาส พร้อมวิงวอนขอร้องเจ้าหน้าที่ไม่ให้ดำเนินคดีใด ๆ โดยตัวเองจะหยุดพฤติกรรมการแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์อย่างเด็ดขาด และขอเดินทางกลับไปประกอบอาชีพโดยสุจริตที่บ้านเกิดใน จ.พัทลุง หากพบว่าตนมีการแต่กายเลียนแบบพระสงฆ์ อีกจะยินยอมให้เจ้าหน้าที่จับกุมดำเนินคดีตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่ จึงสอบถามไปยังฝ่ายบริหารของเหมืองแร่ และนายก อบต.กรุงชิง ที่ถูกข่มขู่ หลอกลวงเรียกเงิน ก็ไม่มีใครติดใจเอาความ จึงคุมตัวไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานกับ ร.ต.อ.สุรศักดิ์ อร่ามเรือง พนักงานสอบสวน สภ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช ก่อนควบคุมตัวไปส่งกลับภูมลำเนาใน จ.พัทลุง ต่อไป