กลุ่มต้านทักษิณ ร้องศาล รธน. วินิจฉัยการต่อสู้ภาคประชาชนอีกครั้ง

กลุ่มต้านทักษิณ ร้องศาล รธน. ให้วินิจฉัยการต่อสู้ภาคประชาชนอีกครั้ง ยัน การชุมนุมอยู่ภายใต้ขอบเขตกฎหมายของรัฐธรรมนูญ

อดีตแกนนำพันธมิตรฯ และอดีตแกนนำ กปปส. เตรียมยื่นหนังสือต่อศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าการชุมนุมที่ผ่านมาชอบด้วยรัฐธรรมนูญปี 2550 หรือไม่ ในวันจันทร์นี้ โดยอ้างว่าคำวินิจฉัยศาลยังไม่ครอบคลุมทุกองค์กรเพราะยังมีการดำเนินคดีกับแกนนำอยู่

วันที่ 31 ม.ค. 2561 กลุ่มยุติธรรมภิวัฒน์จำนวน 11 คน นำโดย พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ พร้อมด้วย นายประยงค์ ไชยศรี ทนายความ และสมาชิก เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในสัปดาห์หน้า โดยใช้สิทธิ์ รัฐธรรมนูญตามมาตรา 213 ในกรณีที่คดีถูกส่งฟ้องไปแล้วคดียังที่ยังไม่สิ้นสุดสามารถที่จะยื่นเรื่องได้ ถึงประเด็นการต่อสู้ของภาคประชาชนตั้งแต่ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย องค์การพิทักษ์สยาม กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ และกลุ่ม กปปส.

โดยมีคดีบุกทำเนียบซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างฎีกา คดีบุกทำเนียบและดาวกระจาย 9 คน ศาลพิพากษายกฟ้องเพราะเป็นฟ้องซ้ำ 6 คน และอีก 3 คนรอการกำหนดโทษซึ่งปัจจุบันอัยการกำลังอุทธรณ์อยู่ นอกจากนั้นยังมีคดีบุกรัฐสภา และคดีที่ใหญ่ที่สุดคือบุกสนามบินสุวรรณภูมิ มีจำเลยทั้งหมด 98 คน ซึ่งยังไม่มีการสืบพยานโจทก์ในศาล

ทั้งนี้เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการออกมาต่อสู้เรียกร้องของภาคประชาชนนั้น ซึ่งกระทำภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเจ้าหน้าที่ตำรวจ และพนักงานอัยการ ยังกระทำการดำเนินการกับผู้ชุมนุมไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งระยะเวลาผ่านมา 10 ปีแล้ว ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ตำรวจยังดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมเพิ่มขึ้นอีก 6 ราย และขณะนี้พนักงานอัยการกำลังดำเนินการฟ้องร้อง กปปส.

โดยการที่ประชาชนออกมาต่อสู้นั้น เนื่องจากทำไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ รักษาผลประโยชน์ของบ้านเมือง อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญยังวินิจฉัยรับรองแล้วว่าสิ่งที่พูดชุมนุมกระทำไปอยู่ภายใต้ขอบเขตกฎหมายของรัฐธรรมนูญ แต่ยังถูกดำเนินคดี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าองค์กรอื่นไม่ยอมผูกพันคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญทั้งที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550 บัญญัติไว้โดยชัดเจนในมาตรา 27 และมาตรา 216 วรรค 5 ว่าคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญย่อมผูกพันกับ รัฐ ศาล และทุกองค์กร

ฉะนั้นในนามกลุ่มยุติธรรมภิวัฒน์ จึงมีความประสงค์ที่จะมายื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยรองรับถึงการต่อสู้ของภาคประชาชนได้กระทำการภายใต้รัฐธรรมนูญที่กฎหมายคุ้มครองอีกครั้งเพื่อให้เป็นผลต่อคดีอื่นๆ รวมถึงคดีที่กำลังถูกดำเนินการฟ้อง อย่างไรก็ตามหากศาลรัฐธรรมนูญรับรองว่าสิ่งที่ประชาชนกระทำไปนั้นอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่เจ้าพนักงานตำรวจ หรือเจ้าพนักงานอัยการยังนำมาฟ้อง แสดงว่าทั้งสององค์กรนั้นไม่ยอมผูกพันกับศาลรัฐธรรมนูญ

ศาลสั่งตร.จ่ายชดเชย พธม. สูงสุด 4 ล้านบาท สลายชุมนุมปี51

ศาลปกครอง ออกคำพิพากษาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชดใช้ค่าสินไหม 4 ล้าน ให้พันธมิตร ปี 2551 และยกฟ้องสำนักนายกรัฐมนตรี

ศาลปกครองกลาง นัดอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีที่ นายชิงชัย อุดมเจริญกิจ และพวกรวม 250 คน ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีเจ้าหน้าที่ใช้กำลังและอาวุธอย่างรุนแรง เข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ต.ค.51 ทำให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายและจิตใจ ทั้งที่เป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ และเป็นการใช้สิทธิ ที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550

โดยศาลปกครองกลาง ได้มีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอด จำนวน 254 ราย ลดลงจากที่ศาลปกครองชั้นต้นกำหนดร้อยละ 20 และยกฟ้องสำนักนายกรัฐมนตรีผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2

ผอ.โรงเรียนดังเมืองคอนบินด่วน!! สางปมครูสาวเล่นสยิวกับนักเรียนชาย

ผอ.โรงเรียนกีฬาเมืองคอนบินด่วน!! สางเรื่องครูสาวเล่นเสียวนักเรียน เผย นร.ชายอายุแค่ 14 ปี

จากกรณีมีข่าวลืออื้อฉาวเกี่ยวกับครูสาวโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งใน อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช แอบมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับนักเรียนชายชั้น ม.ปลายในโรงเรียน โดยมีนักเรียนมาพบเห็น จนมีการเล่าลือกันปากต่อปากอย่างกว้างขวาง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (อ่านเพิ่มเติม สุดฉาว!! ครูสาวเมืองคอน แอบมีความสัมพันธ์กับนักเรียนชาย)

ล่าสุดวันที่ 31 ม.ค.61 ผู้สื่อข่าว MThaiNews ประจำ จ.นครศรีธรรมราช รายงานว่าจากข่าวลือดังกล่าวได้สร้างความสนใจให้กับประชาชนอย่างกว้างขวาง และมีการวิพากวิจารณ์สอบถามกันว่าโรงเรียนฉาวดังกล่าวใน อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช คือโรงเรียนอะไร และเป็นโรงเรียนรัฐหรือเอกชน จากนั้นซึ่งมีการโพสต์วิพากวิจารณ์สอบถามกันทางโลกโซเชียลอย่างกว้างขวาง และมีการระบุว่าเป็นโรงเรียนกีฬาจังหวัดนครศรีธรรมราช สังกัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา และยังมีการระบุอีกว่าสื่อมวลชนนำเสนอข่าวผิดพลาดที่ระบุว่าเป็นนักเรียนระดับ ม.ปลาย แต่ในความเป็นจริงนักเรียนที่ครูสาวคนดังกล่าวชวนมีเพศสัมพันธ์ในโรงอาหารภายในโรงเรียน เป็นนักเรียนชั้น ม.2 อายุแค่ 14 ปีเศษเท่านั้น โดยเด็กนักเรียนคนดังกล่าวมีภูมิลำเนาอยู่ อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช

หลังเกิดเรื่องฉาวโฉ่ได้มีการสอบสวนครูสาวและเด็กนักเรียนคนดังกล่าวพร้อมเรียกผู้ปกครองเด็กมาพบสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น และเมื่อมีการพูดกันว่าครูและนักเรียนมีความผิดร้ายแรงจะต้องถูกไล่ออก นักเรียนชายคนดังกล่าวได้ประกาศก้องว่าหากตัวเองถูกไล่ออกจะออกมาแฉเรื่องครูผู้ชายของโรงเรียนคนหนึ่งแอบมีเพศสัมพันธ์กับลูกจ้างสาวของโรงเรียน ซึ่งเป็นแม่ม่ายสาว ซึ่งครูผู้ชายและลูกจ้างสาวคนดังกล่าวต้องถูกไล่ออกด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อช่วงเย็นวานนี้ (30 ม.ค.) นางละออศรี ทิพย์แก้ว ผอ.โรงเรียนกีฬาจังหวัดนครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) ซึ่งติดประชุมราชการอยู่ที่กรุงเทพมหานครและได้โดยสารเครื่องบินด่วนกลับมาที่ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช จากนั้นได้รีบเดินทางด้วยรถยนต์กลับโรงเรียนกีฬาจังหวัดนครศรีธรรมราช อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ทันที โดยผู้สื่อข่าวได้ตามไปสัมภาษณ์ในเรื่องที่เกิดขึ้น

นางลออศรี กล่าวว่า ตนได้รับทราบเรื่องราวเบื้องต้นแล้ว รู้สึกทนไม่ได้ที่เกิดพฤติกรรมฉาวแบบนี้ขึ้น ทำให้ต้องรีบกลับมาสะสางเหตุการณ์ก่อนจะบานปลายไปมากกว่านี้ เท่าที่ได้รับรายงานมาพบว่า ในคืนเกิดเหตุที่เรื่องแดงออกมานั้นตัวของนักเรียนชายแอบปีนหอพักออกมาในช่วงเวลา 22.00 น. จากนั้นก็ไปพบกับครูสาวที่โรงอาหาร ก่อนมีเพศมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับครูสาว เชื่อว่าอาจจะมีการนัดแนะกันไว้แล้ว โดยทั้งครูและนักเรียนน่าจะเกิดถูกใจซึ่งกันและกันมาก่อนหน้านี้ และช่วงเช้าวันนี้จะเรียกประชุมครูอาจารย์และผู้บริหารโรงเรียนทุกคนมาหารือข้อเท็จจริงทั้งหมด เพื่อใช้เป็นแนวทางดำเนินการต่อไป

จากการตรวจสอบภายในโรงอาหาร ซึ่งเป็นจุดที่ครูสาวแอบมีเพศสัมพันธ์กับนักเรียน พบว่าเป็นห้องที่ติดกระจกใสสามารถมองเห็นจากภายนอกได้อย่างชัดเจน ตามปกติหลังเวลาราชการโรงอาหารจะปิดล็อคกุญแจ ซึ่งจะมีการสอบสวนว่าครูและนักเรียนเปิดเข้าไปแอบมีเพศสัมพันธ์กับได้อย่างไร ในเบื้องต้นคาดว่าหลังโรงอาหารปิดทางเจ้าหน้าที่หรือนักการภารโรงที่รับผิดชอบจะปิดล็อคกุญแจโรงอาหาร และนำกุญแจไปแขวนรวมไว้ในห้องพัสดุ

ก่อนที่ครูสาวคนดังกล่าวจะนำกุญแจมาเปิดประตูโรงอาหารและนัดนักเรียนชาย มาพบก่อนมีเพศสัมพันธ์กันจนมีเพื่อนนักเรียนเดินมาพบและแอบดู ก่อนจะนำเรื่องไปเล่าเพื่อน ๆ ต่อ ๆ กันออกไป จนเรื่องไปเข้าหูครูคนอื่น ๆ จน รอง ผอ.โรงเรียน มีการสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นพบว่ามีมูลความจริง จึงรายงานให้นางลออศรี ทิพย์แก้ว ผอ.โรงเรียนซึ่งเดินทางไปประชุมที่กรุงเทพทราบทาง ผอ.โรงเรียนจึงสั่งให้ตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งพักงานครูสาวชั่วคราว

ขณะที่ความคืบหน้าช่วงเช้าวันนี้ 31 ม.ค.61 ที่ห้องผู้อำนวยการ มีการนัดประชุมหาเรือเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพื่อหาทางออก อย่างไรก็ตามการประชุมหารือไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าว จนถึงขณะนี้เวลา 10.30 น.ยังไม่มีทีท่าว่าผู้อำนวยการ และผู้ที่เกี่ยวข้อง จะออกจากห้องผู้อำนวยการ แต่จากการสังเกตก่อนที่จะเข้าห้องประชุม พบว่าทุกคนที่เข้าร่วมประชุมมีสีหน้าค่อนข้างเครียดมาก สำหรับความคืบหน้าจะรายงานต่อไป