เปิด 3 ปัจจัยนำไปสู่ความรุนแรงในครอบครัว เผย ‘ผู้ชาย’ ก่อปัญหามากสุด

เผย 3 ปัจจัยสาเหตุนำไปสู่ความรุนแรงภายในครอบครัว การทำร้ายร่างกาย มาเป็นอันดับ1  ด้านนักสังคมมอง ‘ผู้ชาย’ ก่อปัญหามากที่สุด

ปฎิเสธไม่ได้ว่า ทุกวันนี้ข่าวคราวเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงในครอบครัวมีให้เห็นแทบทุกวัน ซึ่งสอดคล้องกับ สถิติจากสำนักกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่สรุปจำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวตั่งแต่ปี 2551-2559 พบว่า เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยแต่ละปี แตะหลัก 1,000 ซึ่งการทำร้ายร่างกาย มาเป็นอันดับ1 รองลงมาคือ การดุด่า ดูถูก, หยาบคาย ตะคอก ประจาน ขู่ บังคับ, การละเลย ทอดทิ้ง, ข่มขืน, กักขัง, อนาจาร, ล่อลวง ตามลำดับ

สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ผู้อำนวยการมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม เปิดเผยกับทีมข่าว MONO29 ว่า ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นสาเหตุหลักคือ “สมาชิกในครอบครัวไม่ให้เกียรติ” และมองว่า “ผู้ชาย” คือ ผู้ก่อปัญหามากที่สุด เนื่องจากส่วนใหญ่พยายามตั้งตัวเป็นใหญ่ในบ้าน ไม่เคารพและให้เกียรติภรรยาหรือลูก โดยมากพฤติกรรมที่จะนำไปสู่การใช้ความรุนแรงก็คือ การโต้เถียงประกอบกับการใช้ถ้อยคำที่ด่าทอ บั่นทอนจิตใจ การใช้อารมณ์ และพฤติกรรมการนอกใจ

สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ผู้อำนวยการมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม

ส่วนปัจจัยที่เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความรุนแรง คือ พฤติกรรมลอกเลียนแบบบุคคลในบ้านที่คุ้นเคยหรือบุคคลที่อยู่ใกล้ชิด, การใช้ถ้อยคำ, การใช้สารเสพติด, การทำตัวเป็นผู้นำ และระบบแข่งขันภายในครอบครัว

แม้ว่า นักสังคมรายนี้จะมองว่า ปัญหาการเกิดความรุนแรงในครอบครัวส่วนใหญ่เกิดจากผู้ชาย แต่ในมุมมองด้านการแพทย์ กลับเห็นต่าง โดยนายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกกระทรวงสาธารณสุข มองว่า ความรุนแรงในครอบครัวเกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ

1. ตัวบุคคล ที่มาจากโรคทางกายและจิตใจ ที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ เช่น การป่วยทางสมอง รวมถึงการใช้สารเสพติด
2. ครอบครัว ที่เกิดจากความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นไปในทิศทางไม่ดี มีปัญหาด้านสังคม เศรษฐกิจ ที่ส่งผลให้สภาพจิตใจแย่ ก็ทำให้เกิดปัญหาการถกเถียงกันภายในครอบครัวและสุดท้ายเกิดการใช้ความรุนแรง
3. พฤติกรรมเลียนแบบ หมายถึง การอยู่ในสังคมของผู้ที่ใช้ความรุนแรง ก็อาจทำให้เกิดพฤติกรรมในลักษณะเดียวกันได้

สำหรับวิธีการลดความรุนแรงในครอบครัว สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ผู้อำนวยการมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม แนะนำ 3 ข้อปฎิบัติ คือ สมาชิกในครอบครัวต้องฝึกเคารพศักดิ์ศรีของแต่ละคน, สมาชิกในครอบครัวต้องทำตัวเป็นเสมือนหุ้นส่วน เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม และแสดงความคิดเห็น, หากมีปัญหาเกิดขึ้นควรหันหน้าคุยกัน โดยไม่ปล่อยให้ปัญหานั้นสะสมเป็นระยะเวลานาน

ทั้งนี้ นักสังคม ยืนยัน ความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้เกิดขึ้นจาก “การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นระยะเวลานาน แต่มันเกิดจากการไม่ให้เกียรติ”

created by ชุตินาฏ พงษ์ทองวัฒนา MONO29

อำมหิต! คนร้ายวางยาพิษในแท้งค์น้ำหวังฆ่ายกครัว

เกิดเหตุสลดในจังหวัดชุมพร เมื่อคนร้ายสุดอำมหิต ลอบใส่ยาฆ่าแมลงในแท้งค์น้ำ ส่งผลให้สองตายายหวิดเสียชีวิต หลังดื่มน้ำเข้าไป คาดเป็นฝีมือเพื่อนบ้าน

เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร (สภ.) สวี จังหวัดชุมพร เข้าตรวจสอบแท้งค์เก็บน้ำฝน บริเวณบ้านของนางสวรรค์ยา บริคช วัย 35 ปี พื้นที่หมู่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี หลังเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (8 ก.พ.) พ่อวัย 76 ปี และแม่วัย 63 ปี ของนางสวรรค์ยา ได้ดื่มน้ำจากแท้งค์น้ำ และมีอาการปวดแสบปวดร้อน ตั้งแต่ปาก จนถึงลำไส้ รวมทั้งยังหายใจติดขัด แต่เคราะห์ดีที่พาส่งโรงพยาบาล และแพทย์ล้างท้องช่วยชีวิตไว้ได้ทันท่วงที

โดยจากการตรวจสอบ พบว่า น้ำในแท้งค์ที่ปกติปกติน้ำจะใส แต่ปรากฏว่ากลายเป็นสีขุ่น และมีกลิ่นเหม็นแสบจมูก คล้ายกับมีส่วนผสมของสารเคมีที่ใช้ฆ่าแมลงในสวนยางพารา เจ้าหน้าที่จึงเก็บตัวอย่างส่งให้หน่วยพิสูจน์หลักฐาน ตรวจสอบอย่างละเอียด

นอกจากนี้ นางสวรรค์ยา ให้ข้อมูลอีกว่า หลังพ่อและแม่พ้นขีดอันตรายแล้ว แพทย์ได้แจ้งว่า ทั้งคู่ได้รับสารพิษประเภทยาฆ่าแมลงจำนวนมาก และเมื่อทั้งคู่อาการดีขึ้น ก็เล่าให้ฟังว่า เมื่อช่วงเย็นวันพุธที่ผ่านมา (7 ก.พ.) ได้ต่อว่าเพื่อนบ้านที่เป็นคู่สามีภรรยา ซึ่งมานั่งดื่มสุราจนเมา กระทั่งผ่านไป 1 วัน ก็เกิดเรื่องขึ้น จึงคาดว่าเป็นฝีมือของเพื่อนบ้านดังกล่าว ที่นำยาฆ่าแมลงมาใส่แท้งค์น้ำ เพราะก่อนหน้านี้ พ่อและแม่ไม่เคยขัดแย้งกับใคร โดยขณะนี้ทั้งคู่อยู่ระหว่างรอดูอาการว่า สารพิษจะส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะอื่นๆภายในร่างกายหรือไม่ เบื้องต้น ทางตำรวจจะรวบรวมหลักฐาน พร้อมเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าให้ปากคำต่อไป

2สาวดัตช์ ฉลองชัย โอลิมปิก ชูป้ายเหน็บ ทรัมป์ ‘เนเธอร์แลนด์ เฟิสต์’

หลังจากเมื่อวันที่ 9 ก.พ. (ตามเวลาไทย) ได้มีการจัด ‘พย็องชาง เกมส์ 2018’ การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวครั้งที่ 23 ที่เมืองพยองชาง เกาหลีใต้ อย่างเป็นทางการ

นอกเหนือจากในพิธีเปิดที่มีไฮไลท์ของขบวนพาเหรดนักกีฬาเข้าสู่สนาม อยู่ที่ นักกีฬาเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ถือธงคาบสมุทรเกาหลี เดินนำนักกีฬาทั้ง 2 ชาติ เคลื่อนตัวเข้าสู่สนามร่วมกัน ครั้งแรกในรอบ 11 ปียังมีอีกหนึ่งสีสันที่มีการกล่าวถึงตามสื่อต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง

โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเนเธอร์แลนด์ที่ประสบความสำเร็จได้ชัยชนะในการแข่งกีฬา สเก็ตน้ำแข็งหญิงความสูง 3,000 เมตรเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

หลังจากนั้นมีหญิงชาวดัตช์ 2 คน ได้ชูป้ายส่งไปยังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ โดยมีข้อความว่า เสียใจด้วยนะ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ‘เนเธอร์แลนด์ เฟิสต์’ ซึ่งเป็นการล้อเลียน นโยบาย อเมริกัน เฟิสต์ ของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ให้ความสำคัญกับประชาชนเลือดอเมริกันของแท้มาเป็นที่ 1 และโดดเดี่ยวตัวเองออกจากประชาคมโลก

Https%3a%2f%2fblueprint api production.s3.amazonaws.com%2fuploads%2fvideo uploaders%2fdistribution thumb%2fimage%2f84484%2f4e01c3d4 79b9 46fe adaf 6776164bdd41

ดูบทความต้นฉบับ : The Netherlands celebrated their Winter Olympics win by trolling Trump